งานทบทวนผลงานวิจัยล่าสุดได้เปิดทางใหม่สำหรับผู้มีลักษณะจิตเภท (psychopathy) โดยได้เผยว่าฮอร์โมนออกซิโทซิน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม “ฮอร์โมนแห่งความรัก” อาจเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูความรู้สึกทางอารมณ์และทักษะทางสังคม การศึกษาครั้งนี้ที่เพิ่งถูกเผยแพร่และนำเสนอโดย Neuroscience News ได้วิเคราะห์งานวิจัยจำนวนมาก และสรุปว่าออกซิโทซินอาจช่วยลดภาวะขาดความเห็นอกเห็นใจและปัญหาในการปรับตัวเข้ากับสังคมในกลุ่มบุคคลที่มีภาวะจิตเภท ซึ่งอาการกลุ่มนี้นับเป็นความผิดปกติที่เคยเป็นที่เชื่อกันว่ารักษายากยิ่ง

จิตเภท: ความซับซ้อนที่คนไทยควรรู้จัก

จิตเภทคือความผิดปกติทางบุคลิกภาพที่มีต้นตอมาจากโครงสร้างการทำงานของสมอง ผู้ที่มีลักษณะนี้มักเฉยชาต่อความรู้สึก ไม่มีความเห็นอกเห็นใจ ไม่รู้สึกผิด และหงุดหงิดง่าย อีกทั้งยังมีพฤติกรรมต่อต้านสังคม แม้จะมักเข้าใจผิดว่าเป็น “สังคมเภท” แต่ในความเป็นจริงแล้ว จิตเภทมีความซับซ้อน โดยอาการและลักษณะเฉพาะจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ปัญหานี้ไม่เพียงซับซ้อนสำหรับผู้ที่มีภาวะดังกล่าวเอง แต่ยังเป็นความท้าทายใหญ่หลวงต่อครอบครัว ชุมชน รวมถึงสังคมไทย เช่น ปัญหาความรุนแรง การฉ้อโกง หรือการก่อความไม่สงบ (American Psychiatric Association)

จุดเด่นของงานวิจัย: ออกซิโทซินกับการรับรู้อารมณ์

งานทบทวนนี้ได้รวบรวมและประเมินผลจากการศึกษาหลัก 66 ชิ้น โดยเน้น 2 ประเด็นหลัก คือ กลไกทางสรีรวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้อารมณ์ของผู้มีลักษณะจิตเภท และผลของออกซิโทซินต่อกลไกดังกล่าว แม้ยังไม่มีงานวิจัยใดที่ศึกษาการให้สารออกซิโทซินแก่ผู้มีภาวะจิตเภทโดยตรงในบริบทของการทดสอบการรับรู้อารมณ์จากสีหน้า แต่ทว่าข้อมูลที่มีอยู่บ่งชี้ถึงศักยภาพอันน่าทึ่งของออกซิโทซินสำหรับการศึกษาในอนาคต

สองมิติหลักของจิตเภท: ปัจจัย 1 และ 2

งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงสองมิติหลักที่แตกต่างกันในผู้มีภาวะจิตเภท

  • ปัจจัย 1 (“มิติบุคลิกภาพ-อารมณ์”): ผู้ที่ขาดความเห็นอกเห็นใจทางอารมณ์ สำนึกผิดน้อย และมีเสน่ห์เฉพาะเปลือกนอก มักมีสมองส่วนอะมิกดะลา ซึ่งทำหน้าที่ประมวลผลความกลัวและอารมณ์ต่างๆ ตอบสนองน้อยกว่าปกติ ทำให้ยากต่อการตีความอารมณ์เชิงลบของผู้อื่น เช่น ความกลัวหรือความเศร้า

  • ปัจจัย 2 (“มิติพฤติกรรม-ต่อต้านสังคม”): กลุ่มนี้มีอารมณ์รุนแรง หุนหันพลันแล่น ก้าวร้าว และตอบโต้ไว มักมีประวัติการกระทำผิดกฎหมาย โดยพบว่าสมองส่วนอะมิกดะลามีการตอบสนองที่มากเกินไปต่อสิ่งเร้าที่คุกคาม โดยเฉพาะความโกรธ (PLOS ONE)

ออกซิโทซินกับความสามารถทางสังคม

ปัจจุบัน งานวิจัยพบว่าออกซิโทซินมีบทบาทสำคัญต่อพฤติกรรมทางสังคม เช่น ทำให้บุคคลให้ความสนใจใบหน้าของผู้อื่นมากขึ้นโดยเฉพาะบริเวณดวงตา ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตีความอารมณ์ และกระตุ้นการทำงานของวงจรสมองที่เกี่ยวข้องกับความเห็นอกเห็นใจและความสามารถในการเข้าใจความคิดผู้อื่น รวมถึงสมองส่วนอะมิกดะลาและเยื่อหุ้มสมองส่วนหน้า ผลลัพธ์เหล่านี้ของออกซิโทซินถือว่าตรงกันข้ามกับปัญหาหลักที่พบในผู้มีภาวะจิตเภท โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีลักษณะตามปัจจัยที่ 1 อย่างเด่นชัด

สำหรับกลุ่มนี้ มักประสบปัญหาในการสังเกตและตอบสนองต่อสีหน้าอารมณ์เชิงลบ เช่น เศร้า โกรธ หรือกลัว ซึ่งสามารถวัดได้จากการทดสอบพฤติกรรมและเครื่องมือทางประสาทวิทยา เช่น การทำ fMRI ความต่างศักย์ไฟฟ้าสมองที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า (เช่น N170) การจับตาดูตำแหน่งดวงตา และขนาดม่านตา เป็นต้น ในผู้ป่วยกลุ่มอื่นๆ ออกซิโทซินพบว่าช่วยเพิ่มการตอบสนองทางสมอง กลับมาให้ความสนใจบริเวณดวงตาได้ดีขึ้น และช่วยปรับสมดุลการทำงานของสมองที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ (Frontiers in Psychiatry)

สำหรับกลุ่มปัจจัย 2 (F2): ออกซิโทซินอาจลดความรุนแรง

สำหรับผู้ที่อาการไม่เข้าข่ายปัจจัยที่ 1 มากนัก แต่กลับแสดงปัญหาเด่นชัดด้านอารมณ์ตามปัจจัยที่ 2 เช่น หุนหันพลันแล่นและตอบโต้ไว มักมีสมองที่ตอบสนองต่อภัยคุกคามรุนแรงเกินจริง การศึกษาล่าสุดในกลุ่มผู้กระทำความผิดทางอาญา หรือผู้ป่วยที่มีภาวะบุคลิกภาพต่อต้านสังคม (ASPD) พบว่า การใช้ออกซิโทซินสามารถช่วยลดความไวของสมองส่วนอะมิกดะลาเมื่อเผชิญกับสิ่งเร้า เช่น สีหน้าโกรธ ลดความก้าวร้าว และส่งเสริมความสามารถในการตีความสีหน้าอารมณ์ของคู่สนทนา (Nature Reviews Neuroscience)

ข้อมูลในบริบทไทย: สังคม การศึกษา และสุขภาพจิต

แม้ว่าการทดลองกับผู้มีลักษณะจิตเภทโดยตรงจะยังมีน้อย เนื่องจากข้อจำกัดด้านจริยธรรมและการปฏิบัติจริง แต่ผลการทดลองกับเยาวชนที่มีลักษณะขาดความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่นในสังคม (ซึ่งเป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะจิตเภท) หรือกลุ่มที่มีแนวโน้มต่อต้านสังคม พบว่าออกซิโทซินช่วยเพิ่มความเห็นอกเห็นใจ สนใจต่ออารมณ์ผู้อื่น และลดความก้าวร้าวได้ ซึ่งอาจเปลี่ยนแนวทางรักษา เพิ่มความปลอดภัยในสังคม และเป็นประโยชน์ต่อการฟื้นฟูผู้ป่วยให้กลับมาใช้ชีวิตในสังคมไทยอย่างเป็นสุข (Journal of Child Psychology and Psychiatry)

ในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับความปรองดองในครอบครัวและเรื่องการรักษาหน้าตา ปัญหาการขาดความเห็นอกเห็นใจในผู้มีภาวะจิตเภทจึงยิ่งส่งผลกระทบรุนแรงมากขึ้น ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชของไทยชี้ว่าการละเลยปัญหานี้ก่อให้เกิดความเสียหายตั้งแต่ความรุนแรงในโรงเรียน การกลั่นแกล้ง ไปจนถึงปัญหาความไม่สงบในชุมชนวงกว้าง (Royal College of Psychiatrists of Thailand) ดังนั้น การมีทางเลือกในการบำบัดอย่างออกซิโทซินที่ปลอดภัยและเข้าถึงง่ายจึงเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับนโยบายสุขภาพจิตของประเทศไทย

แนวทางสู่การรักษาที่ยั่งยืน: เปิดใจยอมรับและบูรณาการศาสตร์

ทัศนคติแบบไทยดั้งเดิมที่มีต่อความผิดปกติทางบุคลิกภาพมักให้ความสำคัญกับความกลมเกลียวและความสงบสุขของส่วนรวม จึงอาจเป็นอุปสรรคในการแสวงหาความช่วยเหลือเมื่อมีปัญหาทางบุคลิกภาพ ถึงแม้ปัจจุบันคนไทยจะตื่นตัวเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้น การนำองค์ความรู้จากสมองวิทยาและจิตวิทยามาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับบริบทของสังคมไทย จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจอย่างเห็นอกเห็นใจและผลักดันให้เกิดการช่วยเหลือผู้มีลักษณะเหล่านี้อย่างเหมาะสม

บรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศต่างเห็นพ้องต้องกันว่า จำเป็นต้องมีการทดลองศึกษาผลของออกซิโทซินกับกลุ่มจิตเภทในเชิงชีววิทยาของสมอง ด้วยการใช้วิธีการอันทันสมัย เช่น fMRI, EEG, การติดตามสายตา และการทดสอบการรับรู้อารมณ์ มาใช้ร่วมกับการให้ฮอร์โมนออกซิโทซิน งานวิจัยในลักษณะนี้จะไม่เพียงช่วยระบุว่าออกซิโทซินส่งผลต่อการทำงานของสมองในส่วนใดอย่างจำเพาะเจาะจง แต่ยังชี้แนวทางการบำบัดแบบรายบุคคลสำหรับหนึ่งในความผิดปกติที่ท้าทายที่สุดในวงการจิตเวช (PLOS ONE abstract)

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติสำหรับไทย

บทสรุปสำหรับบุคลากรสาธารณสุข นักการศึกษา และผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทยคือ หากการบำบัดด้วยออกซิโทซินให้ผลลัพธ์ที่ดีจริง อาจนำมาใช้เสริมหรือทดแทนการรักษาที่รุนแรงหรือถูกตีตราทางสังคม เช่น การกักตัว หรือการพึ่งพายาที่มีผลข้างเคียงสูง พร้อมกับการนำเทคนิคการฝึกความเห็นอกเห็นใจและทักษะทางสังคมที่กำลังริเริ่มใช้ในสถานศึกษาและศูนย์เยาวชนของไทย มาผสานกับการบำบัดทางชีวภาพ เพื่อฟื้นฟูพฤติกรรมในแบบองค์รวม ในระหว่างที่แนวทางใหม่นี้ยังคงต้องรอการพิสูจน์ ควรมีการส่งเสริมงานวิจัยที่ใช้ภาษาไทยและเปิดเวทีเสวนาเกี่ยวกับภาวะจิตเภทในสังคมให้มากขึ้น เพื่อลดอคติและกระตุ้นให้บุคคลที่มีแนวโน้มเข้ารับความช่วยเหลือตั้งแต่ระยะเริ่มต้น (Ministry of Public Health Thailand)

แม้จะยังไม่ใช่ยาวิเศษ และงานวิจัยยังต้องเดินหน้าต่อไป แต่ออกซิโทซินได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันโดดเด่น ทั้งในการส่งเสริมทักษะทางอารมณ์และปรับสมดุลการทำงานของสมองที่ผิดปกติ จึงถือเป็นความหวังใหม่สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะจิตเภท ในยุคที่สมองวิทยากำลังพลิกโฉมความเข้าใจต่อโรคที่เคยเชื่อว่ารักษาไม่ได้ ประเทศไทยก็พร้อมที่จะติดตาม เรียนรู้ และมีส่วนร่วมในการผลักดันระบบสุขภาพจิตที่ทันสมัยยิ่งขึ้น

สำหรับผู้อ่านไทย: ก้าวต่อไปเพื่อทุกคนในสังคม

ขอแนะนำให้ร่วมสนับสนุนงานวิจัยภายในประเทศ เปิดใจและร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต หากบุตรหลานหรือคนใกล้ชิดมีพฤติกรรมแปลกแยก หรือแสดงออกถึงการขาดความเห็นอกเห็นใจ และเรียกร้องให้มีการประยุกต์ใช้ความรู้ด้านสมองวิทยาในหลักสูตรสุขภาพจิตของสถานศึกษาและหน่วยงานภาครัฐมากขึ้น เมื่อเผชิญกับองค์ความรู้ใหม่ๆ ควรเปิดใจยอมรับความหลากหลาย ทั้งในมิติวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ และความเมตตา เพื่อให้ทุกกลุ่มในสังคมไทยได้รับประโยชน์จากความก้าวหน้าทางจิตเวช

อ้างอิง