กรรมทั้งหลายไม่ไร้ผล กรรมนั้นย่อมไม่สาบสูญ

ภุสเปตวัตถุ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๔. ภุสเปตวัตถุ

เรื่องเปรตกอบแกลบ

             (พระมหาโมคคัลลานเถระได้ถามถึงบุพกรรมของเปรตทั้ง ๔ ตน ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า)

             [๔๔๗] ท่านทั้ง ๔ ตนนี้ ตนหนึ่งกอบเอาแกลบข้าวสาลีที่ไฟกำลังลุกโชน โปรยใส่ศีรษะของตนเอง อีกตนหนึ่งเอาค้อนเหล็กทุบศีรษะตนเองจนศีรษะแตก ส่วนตนนี้เป็นหญิงกินเนื้อส่วนหลังและโลหิตของตนเอง ส่วนท่านกินคูถซึ่งเป็นของไม่สะอาด ไม่น่าปรารถนา นี้เป็นผลกรรมอะไร

             (นางเปรตซึ่งอดีตเคยเป็นภรรยาพ่อค้าโกงตอบว่า)

             [๔๔๘] เมื่อก่อน ผู้นี้ทำร้ายมารดา ส่วนผู้นี้เป็นพ่อค้าโกง ผู้นี้กินเนื้อแล้วแก้ตัวด้วยการกล่าวเท็จ

             [๔๔๙] ครั้งที่ดิฉันเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ เป็นหญิงแม่เรือน ใหญ่กว่าทุกคนในสกุล เมื่อสิ่งของที่ชนเหล่าอื่นขอได้ยังมีอยู่ก็เก็บซ่อนเสีย (โดยคิดว่า) เราจะไม่ให้อะไรๆ จากของที่มีอยู่นี้

             [๔๕๐] ปกปิดไว้ด้วยการกล่าวเท็จว่า ในเรือนของเราไม่มีสิ่งนี้ ถ้าเราปกปิดของที่มีไว้ ขอคูถจงเป็นอาหารของเรา

             [๔๕๑] เพราะวิบากทั้งสอง คือ วิบากแห่งการกระทำนั้นด้วย วิบากแห่งการกล่าวเท็จด้วย ภัตข้าวสาลีที่มีกลิ่นหอมจึงกลับกลายเป็นคูถสำหรับดิฉัน

             [๔๕๒] อนึ่งกรรมทั้งหลายไม่ไร้ผล เพราะกรรมย่อมไม่สูญหาย ฉะนั้น ดิฉันจึงต้องทั้งกินทั้งดื่มคูถ ซึ่งมีกลิ่นเหม็น มีหนอน

ภุสเปตวัตถุที่ ๔ จบ

----------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ

อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรคที่ ๓

๔. ภุสเปตวัตถุ

               อรรถกถาภุสเปตวัตถุที่ ๔               

               เมื่อพระศาสดา ประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภเปรต ๔ ตน จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
               ได้ยินว่า ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งไม่ไกลแต่กรุงสาวัตถี มีพ่อค้าโกงคนหนึ่งเลี้ยงชีพด้วยอเนสนากรรมมีการโกงด้วยตราชั่งเป็นต้น. เขาถือเอาฟ่อนข้าวสาลีเคล้าด้วยดินแดง ทำให้หนักกว่าเดิม ปนกับข้าวสาลีแดงแล้วขาย.
               บุตรของเขาโกรธว่า คุณพ่อไม่ยอมให้เกียรติยกย่องมิตรสหายของเราผู้มาสู่เรือนเสียเลย ได้ถือเอาเชือกหนัง ๒ เส้น ตีศีรษะมารดา.
               หญิงสะใภ้ของเขาลักกินเนื้อที่เก็บไว้สำหรับชนทั้งปวงแล้ว เมื่อถูกชนเหล่านั้นซักไซร้จึงให้คำสบถว่า ถ้าเรากินเนื้อนั้นจริง ก็ขอให้เราพึงเฉือนเนื้อสันหลังของตนแล้วกินทุกๆ ภพไปเถิด.
               ฝ่ายภริยาของเขา เมื่อชนทั้งหลายพากันขออุปกรณ์บางอย่าง ก็ตอบว่าไม่มี. เมื่อถูกชนเหล่านั้นรบเร้า จึงได้ทำสบถด้วยมุสาวาทว่า ถ้าเรากล่าวถึงสิ่งที่มีอยู่ว่าไม่มีไซร้ ขอให้เราพึงเป็นผู้มีคูถเป็นอาหาร ในที่ที่เกิดแล้วเถิด.
               สมัยต่อมาชนทั้ง ๔ คนนั้นทำกาละแล้ว บังเกิดเป็นเปรตในดงไฟไหม้.
               ในคน ๔ คนนั้น พ่อค้าโกงใช้มือทั้งสองข้างกอบเอาแกลบที่ลุกโพลงด้วยผลกรรมแล้ว เกลี่ยลงบนศีรษะของตนเอง เสวยทุกข์เป็นอันมาก. บุตรของเขาก็ใช้ค้อนเหล็กตีศีรษะตนเอง เสวยทุกข์ไม่ใช่น้อยเลย. หญิงสะใภ้ของเขาด้วยผลกรรม จึงใช้เล็บทั้งหลายที่ทั้งกว้างและยาวยิ่งนัก คมเป็นอย่างดี กรีดเนื้อแผ่นหลังของตนเองกิน เสวยทุกข์หาประมาณมิได้. พอภริยาของเขาน้อมนำข้าวสาลีที่มีกลิ่นหอมบริสุทธิ์ดี ปราศจากด่างดำ เข้าไปเท่านั้นก็กลายสำเร็จเป็นคูถ เกลื่อนกล่นด้วยหมู่หนอนนานาชนิด มีกลิ่นเหม็นและน่าเกลียดยิ่งนัก. ภริยานั้นเอามือทั้งสองข้างกอบคูถนั้นกิน เสวยทุกข์อย่างมหันต์.
               เมื่อชนทั้ง ๔ คนเหล่านั้นเกิดในหมู่เปรตเสวยทุกข์อย่างมหันต์ด้วยอาการอย่างนี้. ท่านพระมหาโมคคัลลานะ เมื่อจาริกไปบนภูเขา วันหนึ่งไปถึงที่นั้น เห็นเปรตเหล่านั้น จึงถามถึงกรรมที่เปรตเหล่านั้น กระทำด้วยคาถานี้ว่า :-
               ท่านทั้ง ๔ คนนี้ คนหนึ่งกอบเอาแกลบข้าวสาลีที่ไฟลุกโชน โปรยใส่ศีรษะตนเอง อีกคนหนึ่งทุบศีรษะของตนด้วยค้อนเหล็ก ส่วนคนที่เป็นหญิง เอาเล็บจิกหลังกินเนื้อและเลือดของตนเอง ส่วนท่านกินคูถอันเป็นของไม่สะอาด ไม่น่าปรารถนา นี้เป็นวิบากแห่งกรรมอะไร.
               เมื่อพระเถระถามถึงกรรมที่ชนเหล่านั้นกระทำอย่างนี้ ภริยาของพ่อค้าโกง เมื่อจะแจ้งถึงกรรมที่ชนทั้งหมดนั้นกระทำไว้ จึงได้กล่าวคาถาว่า :-
               เมื่อก่อน ผู้นี้เป็นบุตรของดิฉัน ได้ตีดิฉันผู้เป็นมารดา. ผู้นี้เป็นสามีของดิฉัน เป็นพ่อค้าโกงข้าวเปลือกปนแกลบ. ผู้นี้เป็นลูกสะใภ้ของดิฉัน ลักกินเนื้อแล้วกลับหลอกลวงด้วยมุสาวาท.
               ดิฉันเมื่อเกิดเป็นมนุษย์ในมนุษยโลก เป็นหญิงแม่เรือน เป็นใหญ่แห่งสกุลทั้งปวง เมื่อสิ่งของมีอยู่ เหล่ายาจกขอแล้ว เก็บซ่อนไว้เสีย ไม่ได้ให้อะไรๆ จากของที่มีอยู่เลยปกปิดไว้ด้วยมุสาวาทว่า ของนี้ไม่มีในเรือนของเรา ถ้าเราปกปิดของที่มีไว้ไซร้ ขอคูถจงเป็นอาหารของเรา ภัตรแห่งข้าวสาลีอันมีกลิ่นหอม ย่อมกลับกลายเป็นคูถ เพราะวิบากแห่งกรรม คือมุสาวาทของดิฉัน.
               ก็กรรมทั้งหลายไม่ไร้ผล กรรมนั้นย่อมไม่สาบสูญ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงกินและดื่มแต่มูตรคูถอันมีกลิ่นเหม็น มีหนอน.
               พระเถระ ครั้นสดับคำของนางเปรตนั้นอย่างนี้แล้ว จึงได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุแล้ว จึงทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว. เทศนานั้นได้มีประโยชน์แก่มหาชนฉะนี้แล.


               จบอรรถกถาภุสเปตวัตถุที่ ๔               
               -----------------------------------------------------