โฆษณาชวนเชื่อที่อ้างว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารช่วยให้ความจำดีขึ้น มีสมาธิมากขึ้น หรือแม้กระทั่งป้องกันภาวะสมองเสื่อม กำลังแพร่หลายในสื่อไทยแทบทุกช่องทาง ทว่างานวิจัยล่าสุดกลับเผยว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันสรรพคุณเหล่านี้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงสมองยังมีจำกัดอย่างมาก ซ้ำร้ายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศก็ยังขาดมาตรการควบคุมที่ชัดเจน ทำให้ผู้เชี่ยวชาญหลายรายต่างออกโรงเตือนว่า “ตัวช่วยบำรุงความจำ” เหล่านี้ ส่วนใหญ่อาจเป็นเพียงภาพลวง ไม่ได้ผลอย่างที่โฆษณา และบางชนิดอาจแฝงด้วยความเสี่ยงที่คนทั่วไปไม่เคยรู้

อันที่จริงแล้ว กระแสการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงสมองไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศไทย แต่กำลังเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก ที่ขับเคลื่อนด้วยการรับรองจากผู้ใช้ คำเคลมบนฉลากว่า “ผ่านการทดลองทางคลินิก” ไปจนถึงการใช้ดาราดังเป็นพรีเซ็นเตอร์ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีหลากหลาย ตั้งแต่วิตามิน สมุนไพรยอดนิยมอย่างแปะก๊วย โสม ไปจนถึงสารแปลกใหม่ เช่น เห็ดหลินจือสายพันธุ์ต่างประเทศ หรือสารสังเคราะห์จากโปรตีนแมงกะพรุน ทว่าการควบคุมกำกับดูแลผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยังคงหละหลวม ทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย แม้หน่วยงานควบคุมผลิตภัณฑ์สุขภาพของไทยจะเคยออกประกาศเตือนเรื่องการโฆษณาเกินจริงและส่วนผสมที่ไม่ได้รับอนุญาต แต่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็ยังคงวางขายทั่วไปในร้านขายยาและแพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย

กลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงสมองเหล่านี้มักโฆษณาชูสรรพคุณเด่น เช่น ช่วยเสริมความจำ คงความตื่นตัว และชะลอภาวะสมองเสื่อม รวมถึงการอ้างว่าสามารถป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่รองรับนั้นยังไม่ชัดเจนเพียงพอ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐอเมริกา ให้ข้อมูลว่า “ผู้ผลิตมีอิสระในการสื่อสารโฆษณาอย่างมาก บางผลิตภัณฑ์มีการอ้างอิงผลการศึกษา แต่ส่วนใหญ่มักเป็นงานวิจัยที่มีกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก มาจากต่างประเทศ หรือยังไม่ผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวด” (Medscape)

ยิ่งไปกว่านั้น ผลการศึกษาเมื่อปี 2564 ยังพบว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงสมองหลายชนิดที่วางจำหน่ายในท้องตลาดมีส่วนผสมที่ไม่ได้รับอนุญาต เช่น omberacetam, aniracetam, vinpocetine, phenibut, picamilon หรือบางกรณีกลับมีสารที่ไม่ได้ระบุไว้บนฉลากเลยเสียด้วยซ้ำ สำหรับผลิตภัณฑ์ที่แจ้งปริมาณสารสำคัญจริง ๆ ก็ยังพบว่ากว่า 75% ระบุปริมาณผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง ซึ่งถือเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับหน่วยงานภาครัฐของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผลิตภัณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่คนรักสุขภาพในพื้นที่กรุงเทพมหานครและช่องทางออนไลน์ (อ้างอิง)

เมื่อพิจารณาส่วนผสมที่พบใน “อาหารเสริมบำรุงสมอง” จะมีตั้งแต่กลุ่มวิตามิน (โดยเฉพาะวิตามินอี) เกลือแร่ (เช่น แมกนีเซียม) โอเมกา-3 สารสกัดจากสมุนไพรอย่างขมิ้น ไปจนถึง Bacopa monnieri (สมุนไพรในตำรับอายุรเวท) alpha-GPC huperzine A และอื่น ๆ ผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศบางยี่ห้อใช้สาร apoaequorin ซึ่งสกัดจากโปรตีนแมงกะพรุนในทะเล ดังที่พบในผลิตภัณฑ์ Prevagen ล่าสุดเมื่อปี 2567 ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกาได้มีคำสั่งห้ามบริษัทผู้ผลิต Prevagen โฆษณาเกินความจริงเกี่ยวกับสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ ซึ่งถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ประเทศไทยควรนำมาพิจารณาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผลิตภัณฑ์นำเข้าที่อาจผ่านการควบคุมที่แตกต่างกันไป (FTC.gov)

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทต่างมีความเห็นสอดคล้องกันว่า หลักฐานที่ยืนยันประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยังไม่ชัดเจน ยกเว้นในกรณีที่ผู้บริโภคมีภาวะขาดสารอาหาร หรือมีอาการสมองเสื่อมอยู่ก่อนแล้ว ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการแพทย์ชั้นนำในสหรัฐอเมริการะบุว่า “พบผลดีเพียงเล็กน้อยในกลุ่มผู้ที่มีภาวะขาดสารอาหาร หรือผู้ที่เริ่มมีอาการสมองเสื่อม แต่หลักฐานจากงานวิจัยคุณภาพสูงยังมีจำกัดมาก” ขณะที่นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยชั้นนำอีกแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาก็ชี้ว่า “งานวิจัยที่แสดงผลดีส่วนใหญ่มักทำในกลุ่มคนจำนวนน้อย และส่วนมากได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากบริษัทผู้ผลิตเอง”

สำหรับกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุหรือคนวัยทำงานในประเทศไทยเอง ก็ไม่ปรากฏประโยชน์ที่ชัดเจนจากการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเหล่านี้ ในทางกลับกันยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร เช่น อาการคลื่นไส้ ท้องเสีย และด้วยความหลากหลายของส่วนผสม รวมถึงปริมาณสารที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ยังไม่มีผู้ใดสามารถยืนยันความปลอดภัยของการบริโภคผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้อย่างแท้จริง

แล้วทางเลือกที่ดีกว่าคืออะไร? ผลวิจัยขนาดใหญ่ที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกาพบว่า ผู้สูงอายุที่รับประทานวิตามินรวมวันละเม็ดมีคะแนนการทดสอบความจำและความคิดที่ดีขึ้นเล็กน้อย เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับ และประโยชน์ที่ชัดเจนจะปรากฏในกลุ่มผู้ที่มีโรคหัวใจอยู่เดิม ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ป่วยจำนวนมากในประเทศไทยตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐด้านสาธารณสุข อย่างไรก็ตาม แม้ผลวิจัยจะแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ยังคงจำกัด และเชื่อว่าเกิดจากการแก้ไขภาวะขาดสารอาหารแฝงมากกว่าการ “เสริมสมอง” ในคนปกติ

จุดอ่อนสำคัญของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงสมองคือเรื่อง “ความปลอดภัย” เนื่องจากผลิตภัณฑ์หลายยี่ห้อยังอยู่นอกขอบเขตการกำกับดูแลที่เข้มงวด การวิเคราะห์ตัวอย่างผลิตภัณฑ์มักพบว่ามีการผสมสารที่ไม่ได้ระบุไว้บนฉลาก หรือมีการใช้ยาที่ไม่ได้รับอนุญาต การบริโภคผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นเวลานานอาจส่งผลข้างเคียงร้ายแรง เช่น การสะสมของสารพิษในร่างกาย หรือการเกิดปฏิกิริยาระหว่างยากับสารอาหารเสริม ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุในประเทศไทยที่มีโรคประจำตัวและจำเป็นต้องใช้ยาหลายชนิดพร้อมกัน (PubMed) นักวิชาการจึงได้เสนอแนะให้คนไทยนำขวดหรือฉลากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไปปรึกษาเภสัชกรหรือบุคลากรสาธารณสุข เพื่อตรวจสอบว่ามีข้อควรระวังหรือมีสารต้องห้ามหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเครือข่ายร้านขายยาและสถานบริการสุขภาพปฐมภูมิในชุมชน

ในแง่ของการดูแลสมองให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แท้จริงแล้วพื้นฐานสำคัญอยู่ที่การเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่า หลากหลาย สะอาด และผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาให้ข้อมูลว่า “แม้ปัจจัยทางพันธุกรรม โรคประจำตัว และสิ่งแวดล้อมจะมีบทบาทต่อสุขภาพสมอง แต่การรับประทานอาหารให้ครบถ้วนหลากหลายหมู่ สามารถช่วยลดความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้” งานวิจัยระดับสากลพบว่า “เมดิเตอเรเนียนไดเอต” และ “MIND Diet” (ซึ่งเป็นการผสมผสานแนวทางการกินแบบเมดิเตอเรเนียนเข้ากับ DASH Diet) ส่งผลดีต่อความจำและสุขภาพสมองในระยะยาวอย่างชัดเจน (Wikipedia) และที่สำคัญ อาหารไทยดั้งเดิม ซึ่งอุดมด้วยผักสด ปลา สมุนไพร และการปรุงแต่งที่น้อย ก็สอดคล้องกับแนวคิด “อาหารบำรุงสมอง” เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ สุขภาพสมองยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ด้วย เช่น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม และการลดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งในประเทศไทยเอง แต่ละชุมชนก็มีรูปแบบกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมสิ่งเหล่านี้ได้ เช่น การปลูกผักสวนครัว การเต้นแอโรบิกในสวนสาธารณะ หรือการใช้เวลาร่วมกับครอบครัว แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่าปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตจากสังคมเมืองและการใช้เทคโนโลยีที่เพิ่มมากขึ้นในทุกช่วงวัย ซึ่งส่งผลให้เยาวชนและผู้สูงอายุควรใส่ใจและระมัดระวังในการใช้ชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าการวิจัยเกี่ยวกับ “นูโทรปิกส์” หรือผลิตภัณฑ์เสริมความจำยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่มประเทศตะวันตกและในภูมิภาคเอเชีย แต่จนกว่าจะมีข้อมูลจากงานศึกษาขนาดใหญ่ที่สรุปผลได้อย่างชัดเจนว่าผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มีประสิทธิผลและปลอดภัยจริง ผู้เชี่ยวชาญยังคงย้ำเตือนให้ผู้บริโภคชาวไทยระมัดระวังในการตัดสินใจเลือกซื้อ หากพบเห็นโฆษณาที่โอ้อวดสรรพคุณเกินจริง ก็ควรตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเสมอ เพราะการดูแลเรื่องอาหารการกินแบบพื้นบ้านและการปฏิบัติตัวให้ดี ยังคงเป็นทางเลือกที่น่าเชื่อถือได้มากกว่า

ในด้านนโยบาย ภาครัฐควรเพิ่มความเข้มงวดในมาตรการกำกับดูแลฉลากและโฆษณาให้มากขึ้น พร้อมเดินหน้ารณรงค์ให้ประชาชนรู้เท่าทันคำกล่าวอ้างของ “อาหารเสริมบำรุงสมอง” และสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพในชุมชนให้แพร่หลาย ส่วนโรงพยาบาลและสถานพยาบาลควรส่งเสริมให้ผู้ป่วยนำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ใช้อยู่มาตรวจสอบส่วนผสม และแนะนำแนวทางการสร้างเสริมสุขภาพตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ มากกว่าการพึ่งพาคำโฆษณาราคาแพงที่ไม่มีหลักฐานรองรับ

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่กำลังสนใจผลิตภัณฑ์บำรุงสมอง ขอให้พิจารณาข้อแนะนำดังต่อไปนี้

  • ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจเริ่มใช้อาหารเสริม โดยเฉพาะหากมีโรคประจำตัวหรือกำลังใช้ยาอื่นควบคู่กันอยู่
  • ตรวจสอบฉลากส่วนผสมอย่างละเอียด และหลีกเลี่ยงสินค้าที่ไม่มีรายละเอียดส่วนประกอบหรือแหล่งที่มาไม่ชัดเจน
  • ให้ความสำคัญกับการบริโภคอาหารไทยพื้นบ้านให้ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่ามีส่วนช่วยบำรุงสมองได้อย่างแท้จริง
  • ตั้งข้อสงสัยกับคำโฆษณาเกินจริงเสมอ โดยเฉพาะที่เผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียหรือผลิตภัณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศ
  • ติดตามข้อมูลงานวิจัยใหม่ ๆ รวมถึงประกาศเตือนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

ท้ายที่สุดแล้ว หนทางสู่การมีสุขภาพสมองที่ดีนั้นยังคงอยู่ที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมพื้นฐานในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่การพึ่งพาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารราคาแพงตามคำโฆษณา เพราะ “ยังไม่มีเม็ดยาวิเศษใดที่สามารถเนรมิตสุขภาพสมองที่ดีให้เกิดขึ้นได้ทันที” ทางเลือกที่ดีที่สุดอาจอยู่ใกล้แค่ตลาดสดใกล้บ้าน หรือในครัวไทย ที่เต็มไปด้วยอาหารพื้นถิ่นมากมายที่ช่วยบำรุงสมองและเสริมสร้างสุขภาพโดยรวมที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง