งานวิจัยล่าสุดระดับนานาชาติได้เผยความเชื่อมโยงที่สำคัญอย่างยิ่ง ระหว่างการติดเชื้อไวรัสที่พบได้ทั่วไป—รวมถึงไวรัสที่ทำให้เกิดอาการป่วยระบบทางเดินหายใจ—กับการ “ปลุก” เซลล์มะเร็งเต้านมที่เคยสงบหลังการรักษา ส่งผลให้โรคกลับมาเป็นใหม่ได้อีก แม้จะรักษาหายไปนานหลายปีแล้วก็ตาม ผลการศึกษานี้นับเป็นข่าวใหญ่ที่น่าจับตาสำหรับผู้ที่เคยป่วยมะเร็งเต้านมทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ช่วยคลี่คลายปริศนาว่าทำไมมะเร็งชนิดนี้จึงหวนกลับมาอีกครั้งโดยไม่คาดฝัน หลังผู้ป่วยผ่านช่วงพักยาวมาแล้ว (ScienceAlert)

ในประเทศไทย มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิง สูงถึงกว่าร้อยละ ๓๘ ของมะเร็งทั้งหมดที่พบในเพศหญิง จากข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ (nci.go.th) แม้ปัจจุบัน การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและแนวทางรักษาที่ทันสมัยจะช่วยยืดอายุของผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี ทว่าความเสี่ยงของการกลับมาเป็นซ้ำก็ยังคงเป็นเรื่องที่น่ากังวลใจ โดยเฉพาะในรายที่กลับมาเป็นซ้ำได้แม้จะพ้นช่วงเวลาเฝ้าระวังนานนับสิบปีแล้วก็ตาม ซึ่งมักไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ ทำให้ทั้งผู้รอดชีวิตและครอบครัวต่างเกิดความวิตกกังวล

งานวิจัยล่าสุดของคณะนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยามะเร็งทั่วโลก ได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ว่าไวรัสทั่วไป โดยเฉพาะไวรัสที่ก่อให้เกิดไข้หวัดหรือมีอาการคล้ายไข้หวัด อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เซลล์มะเร็งซึ่งเคยสงบและหลงเหลืออยู่ภายหลังการรักษา กลับมาแบ่งตัวและเติบโตขึ้นอีกครั้ง จากการทดลองในห้องปฏิบัติการ พบว่าเมื่อเซลล์มะเร็งเต้านมที่อยู่ในภาวะหยุดนิ่ง ถูกกระตุ้นด้วยเชื้อไวรัสบางประเภท จะเกิดปฏิกิริยาทางชีวโมเลกุลที่นำไปสู่การปลุกเซลล์ที่ “หลับใหล” เหล่านั้น ให้กลับมาเพิ่มจำนวนเซลล์มะเร็งอย่างรวดเร็ว

คณะนักวิจัยระบุในแถลงการณ์ว่า “ผลลัพธ์นี้ชี้ให้เห็นว่าโรคติดเชื้อทั่วไป อาจมีบทบาทแฝงที่ซ่อนเร้นและไม่เคยมีการกล่าวถึงมาก่อนต่อความเสี่ยงในการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็ง หากในอนาคตเราสามารถทำความเข้าใจกลไกนี้ได้ดียิ่งขึ้น ก็อาจนำไปสู่การพัฒนาแนวทางป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำในกลุ่มผู้รอดชีวิตจากมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตลอดจนการคิดค้นวิธีการรักษาที่สามารถควบคุมเซลล์มะเร็งให้คงอยู่ในภาวะสงบนิ่งได้ยาวนานขึ้น แม้ผู้ป่วยจะเผชิญกับการติดเชื้อในชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้นได้บ่อยครั้งก็ตาม”

ในมุมมองทางการแพทย์ ผลการค้นพบนี้อาจนำไปสู่การทบทวนและปรับปรุงแผนการดูแลผู้ที่เคยป่วยเป็นมะเร็งเต้านมให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น โดยผู้เชี่ยวชาญได้ให้ข้อควรระวังว่า แม้ผลศึกษาไม่ได้หมายความว่าการติดเชื้อทุกครั้งจะนำไปสู่การกลับมาเป็นซ้ำของโรค แต่ก็ตอกย้ำถึงความสำคัญของการป้องกันการติดเชื้อ เช่น การเข้ารับวัคซีนที่จำเป็นและการรักษาอนามัยส่วนบุคคลที่ดี โดยเฉพาะในช่วงฤดูที่มีการระบาดของโรคสูง

สำหรับระบบสาธารณสุขของประเทศไทย ผลการศึกษานี้ยิ่งเสริมความตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการโรคติดเชื้อที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวและโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมของไทยที่เผชิญกับสภาพอากาศร้อนชื้น ความแออัดในเมืองใหญ่ และอัตราการติดเชื้อที่ค่อนข้างสูง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงจำเพาะ หน่วยงานด้านสาธารณสุขของประเทศเคยเน้นย้ำถึงการป้องกันโรคติดเชื้อในกลุ่มผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอยู่แล้ว แต่ข้อมูลล่าสุดนี้ทำให้ขอบเขตของข้อควรระวังครอบคลุมไปถึงผู้รอดชีวิตจากโรคมะเร็งจำนวนหลายแสนคน ที่ยังคงต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในระยะยาว

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งจากสถานพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในประเทศไทยให้ความเห็นว่า “ที่ผ่านมา การให้ความรู้แก่ผู้ป่วยมักจะเน้นที่ความเสี่ยงในการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็ง แต่จากผลงานวิจัยนี้ ชี้ให้เห็นว่าควรมีการเพิ่มประเด็นการป้องกันโรคติดเชื้อทั่วไปเข้าไปในแผนการดูแลระยะยาวด้วย ซึ่งสอดคล้องกับสภาพการณ์ในประเทศไทยที่มีการระบาดของไข้หวัดและโรคทางเดินหายใจเกิดขึ้นเกือบตลอดทั้งปี”

ความเชื่อมโยงระหว่างไวรัสกับการปลุกเซลล์มะเร็งที่สงบนี้ ไม่ได้เป็นการลดทอนความก้าวหน้าทางการแพทย์ในการรับมือกับมะเร็งเต้านม หากแต่เป็นอีกมิติหนึ่งที่เพิ่มความซับซ้อนในการดูแลรักษาผู้ป่วย ในสังคมไทยที่ครอบครัวมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูแลผู้ป่วย ข้อมูลนี้จะช่วยให้ผู้ใกล้ชิดสามารถมีส่วนร่วมในการป้องกันได้ดียิ่งขึ้น อาทิ การสนับสนุนให้มีการฉีดวัคซีนและการลดโอกาสการสัมผัสเชื้อในช่วงที่มีการระบาดของโรค คณะนักวิจัยยังได้เน้นย้ำว่าไวรัสที่ใช้ในการศึกษาวิจัยนี้ทุกชนิด ไม่ใช่สาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดมะเร็ง หากแต่เป็น “ตัวกระตุ้น” ให้เซลล์มะเร็งที่หลงเหลืออยู่กลับมาแบ่งตัวในผู้ที่เคยป่วยเป็นมะเร็งมาก่อนต่างหาก

ในวงการการแพทย์ ได้มีการยอมรับมานานแล้วว่าไวรัสบางประเภทมีบทบาทสำคัญในการก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น ไวรัสเอชพีวี (HPV) ที่เชื่อมโยงกับมะเร็งปากมดลูก และไวรัสตับอักเสบบี (HBV) ที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งตับ ทว่าการค้นพบว่าไวรัสที่มักก่อให้เกิดอาการเพียงเล็กน้อย สามารถปลุกเซลล์มะเร็งที่แฝงตัวอยู่ให้ตื่นขึ้นได้นั้น นับเป็นมุมมองใหม่ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ในการทำความเข้าใจมะเร็งในฐานะ “ศัตรูเงียบ” ที่รอจังหวะเข้าโจมตี

สำหรับอนาคต คณะนักวิจัยเรียกร้องให้มีการศึกษาต่อเนื่องว่าการใช้ยาต้านไวรัสหรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะมีส่วนช่วยลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำในกลุ่มผู้รอดชีวิตได้หรือไม่ พร้อมกันนี้ ยังแนะนำให้บุคลากรทางการแพทย์และผู้กำหนดนโยบาย โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย พิจารณาบูรณาการการป้องกันการติดเชื้อให้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการดูแลผู้ป่วยมะเร็งระดับประเทศ ในบริบทของประเทศไทยที่การเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพระหว่างพื้นที่เมืองและชนบทยังมีความแตกต่างกัน การรณรงค์เชิงรุกเพื่อสื่อสารความเสี่ยงใหม่นี้จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ผู้ป่วยทุกกลุ่มได้รับโอกาสในการดูแลสุขภาพอย่างเท่าเทียมกัน

บุคลากรทางการแพทย์แนะนำให้ผู้รอดชีวิตจากมะเร็งทุกคน รวมถึงในประเทศไทย ควรตรวจสอบว่าตนเองได้รับการฉีดวัคซีนที่จำเป็นครบถ้วนแล้วหรือไม่ หารือกับทีมแพทย์ผู้ดูแลเกี่ยวกับความเสี่ยงในการติดเชื้อ และรีบแจ้งแพทย์ทันทีหากมีอาการคล้ายไข้หวัด แม้จะเป็นอาการเพียงเล็กน้อยก็ตาม ขณะเดียวกัน ครอบครัวและผู้ดูแลควรมีส่วนช่วยจัดสภาพแวดล้อมให้ลดโอกาสการแพร่กระจายของไวรัส โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการระบาดในชุมชน

การต่อสู้กับมะเร็งเต้านมยังคงเป็นความท้าทายที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และผลงานวิจัยนี้ได้ชี้ให้เห็นว่า การใส่ใจดูแลสุขภาพยังคงมีความจำเป็น แม้ผู้ป่วยจะผ่านพ้นการรักษามานานหลายปีแล้วก็ตาม เมื่อองค์ความรู้ใหม่ ๆ เพิ่มพูนขึ้น ก็ย่อมนำไปสู่การมีเครื่องมือและมาตรการที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อปกป้องสุขภาพและความสบายใจของผู้รอดชีวิตรวมถึงคนใกล้ชิด

สามารถอ่านงานวิจัยฉบับย่อได้จาก ScienceAlert และดูสถิติมะเร็งในไทยได้ที่ nci.go.th