งานวิจัยล่าสุดเผยให้เห็นถึงการพลิกโฉมครั้งสำคัญในมุมมองของผู้ชายยุคใหม่ที่มีต่อบทบาทของการเป็นพ่อ ทั้งในครอบครัวและที่ทำงาน ทั้งจากผลวิจัยและประสบการณ์จริงต่างชี้ชัดว่า คุณพ่อหลายคนต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตลูกมากขึ้น และได้ค้นพบความสุขที่ลึกซึ้งจากการได้ดูแลบุตรหลาน จนถึงขั้นพร้อมแลกเงินเดือนสูงกับเวลาที่ได้ใช้กับครอบครัว แนวโน้มนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนโยบายครอบครัว การดำเนินงานในองค์กร รวมถึงนิยามบทบาททางเพศในสังคมไทยและนานาชาติ

ภาพจำของ “พ่อ” กำลังถูกท้าทาย

ในอดีต ทั้งในประเทศไทยและอีกหลายวัฒนธรรมทั่วโลก บทบาทของพ่อมักผูกโยงกับการเป็นผู้แบกภาระหารายได้หลักให้ครอบครัว มีภาพลักษณ์เคร่งขรึม ทุ่มเทกับงาน หรือยึดถืออำนาจสูงสุดในบ้าน สื่อโฆษณาต่างๆ มักนำเสนอภาพลักษณ์ของพ่อที่ดูไม่ถนัดงานดูแลลูก ชอบเล่นกีฬา หรือเอาแต่ทำงาน มากกว่าจะฉายภาพ “คุณพ่อใจดี” หรือ “พ่อผู้เอาใจใส่” ทว่าภาพจำเหล่านี้กลับสวนทางกับความเป็นจริงในสังคมปัจจุบัน ที่เศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลง รวมถึงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ชายต้องปรับตัว หรือเลือกที่จะเข้ามามีบทบาทดูแลบุตรและครอบครัวเพิ่มมากขึ้น irishtimes.com

งานวิจัยล่าสุด และเสียงสะท้อนจากผู้ชายหลากหลายประเทศ

ผลสำรวจ “Evolving Manhood” จากไอร์แลนด์ ซึ่งสอบถามความคิดเห็นของผู้ชายประมาณ ๕๐๐ คน ชี้ให้เห็นว่าค่านิยมเรื่องความเป็นพ่อกำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้ยึดติดกับบทบาท “ต้องรวย ต้องหาเงินเก่ง” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป มีเพียง ๑ ใน ๓ เท่านั้นที่ยังคงมองว่าบทบาทหลักของผู้ชายคือการเป็นผู้หารายได้หลักให้ครอบครัว จากข้อมูลของนักกลยุทธ์การสื่อสารจากกรุงดับลิน ระบุว่า ปัจจุบันผู้ชายเริ่มตั้งคำถามกับสัดส่วนเวลาที่ใช้ในแต่ละส่วนของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การทำงาน และเวลาที่มอบให้ครอบครัว

โควิด-๑๙ เร่งเครื่องบทบาทใหม่ของพ่อ

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้หลายคนต้องทำงานจากที่บ้าน และมีส่วนรับผิดชอบงานบ้านและดูแลลูกมากขึ้น ซึ่งทำให้ผู้ชายทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกได้สัมผัสทั้งความท้าทายและความสุขจากการดูแลครอบครัวโดยตรง ปัจจุบัน คุณพ่อจำนวนมากได้เริ่มเรียกร้องสิทธิ์การลาเพื่อดูแลบุตร หรือขอปรับเวลาทำงานให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านครอบครัวระบุว่า หลังจากปี พ.ศ. ๒๕๖๓ เป็นต้นมา มีจำนวนผู้ชายที่ยื่นขอลางานเพื่อดูแลบุตร หรือขอปรับเวลาทำงานในองค์กรขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด Bangkok Post

เมื่อ “การดูแลบ้าน” กลายเป็นบทบาทสำหรับทุกคน

บทสัมภาษณ์คุณพ่อชาวไอร์แลนด์ยังคงสอดคล้องกับผลวิจัยทั้งในภูมิภาคเอเชียและยุโรป ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความรับผิดชอบภายในบ้านสามารถแบ่งปันกันได้อย่างแท้จริง หากได้รับการสนับสนุนทั้งจากนโยบายขององค์กรและจากสังคม ยกตัวอย่างเช่น วิศวกรโครงสร้างท่านหนึ่งที่เคยทำงานทั้งในไอร์แลนด์และสวิตเซอร์แลนด์ เล่าว่าทั้งตนเองและภรรยาได้ปรับมาทำงานแบบพาร์ตไทม์ในช่วงที่ลูกยังเล็ก โดยรับผิดชอบทั้งการหารายได้และงานบ้านอย่างเท่าเทียม ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากนายจ้าง และยังมีการบริการดูแลเด็กในราคาที่เข้าถึงได้—ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่ายังคงหาได้ยากในสังคมไทย UNICEF Thailand, ช่องว่างบริการดูแลเด็ก

อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ นักออกแบบเว็บไซต์ท่านหนึ่ง ที่ผันตัวเองมาเป็นผู้ดูแลหลักของบุตรชายที่มีภาวะสมองพิการ “ความรู้สึกที่ได้จากการดูแลลูกอย่างเต็มเวลา ส่งผลดีต่อชีวิตยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ผมยินดีแลกเงินเดือนเป็นหลักแสน เพื่อเวลาที่ได้อยู่กับลูก” เขากล่าว ความสุขและรางวัลที่ได้จากการร่วมทำกายภาพบำบัด หรือการเห็นพัฒนาการของลูกนั้น “เงินไม่สามารถซื้อได้”

เค้าโครงสังคมไทยเริ่มเปลี่ยน

สำหรับครอบครัวไทย แนวโน้มเช่นนี้เริ่มเป็นที่รับรู้ได้โดยตรง แม้ว่าโครงสร้างสังคมที่ให้ผู้ชายเป็นใหญ่จะยังคงฝังรากลึก แต่คนรุ่นใหม่กลับเริ่มตั้งคำถามกับบทบาทของพ่อที่มุ่งเน้นแต่การหารายได้เพียงอย่างเดียว ภายใต้สภาพเศรษฐกิจที่ผันผวนและค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงไป นักวิชาการด้านจิตวิทยาและการศึกษาเด็กพบว่า มีคุณพ่อรุ่นใหม่จำนวนมากเข้าร่วมกลุ่มกิจกรรมกับลูก ไปร่วมกิจกรรมของโรงเรียน และเริ่มพูดคุยถึงความเครียดจากบทบาทการเลี้ยงดูลูกในที่สาธารณะมากขึ้น นโยบายการลาคลอดบุตรของกระทรวงแรงงาน แม้จะยังไม่ก้าวหน้าเท่ามาตรฐานของยุโรป แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงการเปิดกว้างต่อครอบครัวที่ทั้งพ่อและแม่ต่างก็ออกไปทำงานนอกบ้าน กระทรวงแรงงาน

อุปสรรคและความท้าทายที่ยังมีอยู่

แม้แนวโน้มจะดีขึ้น แต่ก็ยังคงมีอุปสรรคอยู่หลายประการ ผลวิจัยขององค์กรเพื่อสตรีพบว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้หญิงไทยยังคงต้องทำงานบ้านและดูแลบุตรโดยไม่ได้รับค่าจ้างมากกว่าผู้ชายถึง ๑.๗ เท่า ซึ่งคล้ายคลึงกับผลสำรวจจากประเทศไอร์แลนด์ UN Women Asia and the Pacific ในขณะเดียวกัน องค์กรหลายแห่งยังคงมองผู้ชายที่ขอลาพักงานเพื่อดูแลบุตรด้วยความเคลือบแคลงสงสัยว่าจะขาดความทุ่มเทในการปฏิบัติหน้าที่

ก้าวต่อไปเพื่อสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม กระแสการเปลี่ยนแปลงนี้กำลังขยายวงกว้างออกไป ผู้เชี่ยวชาญด้านครอบครัวชี้ให้เห็นว่า ยิ่งบทบาทการดูแลบุตรได้รับการยอมรับว่าเป็นเรื่องปกติในสังคมมากเท่าไร ยิ่งส่งผลดีทั้งต่อครอบครัวและสังคม ไม่ว่าจะเป็นในด้านพัฒนาการของเด็ก ความสมดุลภายในครอบครัว หรือความสุขของสมาชิกในบ้าน นักวิจัยจากกรุงดับลินกล่าวว่า “การที่หัวหน้างานและผู้นำของผมเปิดเผยเรื่องราวชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการดูแลลูก ช่วยให้คุณพ่อหลายท่านในออฟฟิศกล้าที่จะพูดคุยถึงความเครียด การดูแลบุตร และได้รับแรงสนับสนุนให้ลาพักเพื่อดูแลบุตรได้ง่ายขึ้น”

ในอดีตนั้น เคยมีบทบาทที่ยืดหยุ่นกว่าในสังคมไทย โดยเฉพาะในชุมชนชนบทก่อนที่การพัฒนาเมืองจะเฟื่องฟู คุณพ่อยุคนั้นมักช่วยเหลือทำงานในไร่นาควบคู่ไปกับคุณแม่ และมีความผูกพันใกล้ชิดกับการเลี้ยงดูบุตรมากกว่าภาพจำของ “พ่อเฉพาะวันหยุด” ที่เราคุ้นเคยในเมืองใหญ่ปัจจุบัน แม้ว่าระบบอุตสาหกรรมและการเติบโตของสื่อสมัยใหม่จะผลักดันให้เกิดกรอบบทบาทที่จำกัดมากขึ้น แต่ในหลายชุมชนชนบทยังคงมีธรรมเนียมการแบ่งปันหน้าที่ภายในครอบครัวให้เห็นอย่างต่อเนื่อง

บทเรียนสำคัญสำหรับไทย

ภาคธุรกิจ ผู้กำหนดนโยบาย และสื่อ ควรผนึกกำลังร่วมกันปรับตัวให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงนี้ โดยมิใช่เพียงการกล่าวคำสนับสนุน แต่ต้องมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นสิทธิการลาเพื่อดูแลบุตร ระบบการดูแลเด็กที่เข้าถึงได้ง่าย และเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น นักบำบัดและนักเคลื่อนไหวด้านความเท่าเทียมทางเพศแนะนำให้ครอบครัวพูดคุยกันอย่างเปิดเผยถึงความคาดหวัง และส่งเสริมให้ผู้ชายเข้ามามีส่วนร่วมกับการดูแลบ้านและบุตรตั้งแต่แรกเริ่ม

สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข้อคิดสำคัญคือ “การเป็นพ่อที่มีส่วนร่วมในการดูแลบุตรไม่ใช่เรื่องของความอ่อนแอ หรือสิทธิพิเศษใดๆ แต่คือเส้นทางสู่การสร้างสัมพันธภาพอันแข็งแกร่งในครอบครัว ความสุขส่วนตัว และการเติบโตอย่างสมบูรณ์ของบุตรหลาน” หากท่านกำลังทำงาน หรือมีครอบครัว ควรศึกษาข้อมูลนโยบายขององค์กร เปิดใจพูดคุยกับคู่ชีวิตถึงความคาดหวังในการดูแลบุตร และร่วมกันเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและต่อสังคมโดยรวม ดังนั้น ผู้กำหนดนโยบายจึงควรเร่งปรับตัวให้ทันมาตรฐานสากล เพื่อประโยชน์สุขของทุกคนในครอบครัว

สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก The Irish Times irishtimes.com, รายงานช่องว่างบริการดูแลเด็กของ UNICEF Thailand unicef.org/thailand, งานวิจัยเกี่ยวกับงานบ้านที่ไม่ได้ค่าจ้างของ UN Women asiapacific.unwomen.org และบทความเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของโลกการจ้างงานในไทย bangkokpost.com