เทศมณฑลมาวี ในหมู่เกาะฮาวาย ได้ออกกฎหมายใหม่ที่สนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรสามารถเปิดพื้นที่เกษตรกรรมต้อนรับนักท่องเที่ยวได้อย่างชอบด้วยกฎหมาย เว้นแต่บนเกาะโมโลไค อ้างอิงจากรายงานของ Maui Now การเคลื่อนไหวครั้งนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงทิศทางใหม่ของเศรษฐกิจในพื้นที่ชนบททั่วโลก และมีแง่มุมที่น่าจับตาซึ่งประเทศไทยควรศึกษาเรียนรู้เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาที่ไทยกำลังเดินหน้ากระจายรูปแบบการท่องเที่ยวให้หลากหลาย และมุ่งยกระดับรายได้ของพี่น้องเกษตรกรในชุมชน

ท่องเที่ยวเชิงเกษตร: อนาคตของชุมชนชนบท

นโยบายนี้มีเป้าหมายพลิกโฉมฟาร์มจากเดิมที่เป็นเพียงแหล่งผลิต ให้กลายเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านอาหารท้องถิ่น วิถีเกษตรกรรมที่ยั่งยืน รวมถึงการสัมผัสประสบการณ์ชีวิตแบบดั้งเดิม หรือที่เรียกว่า ‘ท่องเที่ยวเชิงเกษตร’ (agri-tourism) การส่งเสริมเช่นนี้มีความหมายอย่างยิ่งต่อพื้นที่ชนบทในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกร การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการปลูกฝังความเข้าใจด้านสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้มิได้ถูกนำไปใช้กับเกาะโมโลไค เนื่องจากชุมชนในพื้นที่ยังคงประสงค์ที่จะรักษาวิถีชีวิตและขนบธรรมเนียมดั้งเดิมไว้

ตัวเลขสถิติชี้ให้เห็นว่า การท่องเที่ยวเชิงเกษตรมีบทบาทสำคัญในการสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจมากขึ้น สำหรับประเทศไทย มีประชากรกว่าร้อยละ ๓๐ ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร การเปิดฟาร์มให้มีการเข้าพัก จัดกิจกรรมเก็บผลไม้ หรือจัดเวิร์กช็อปหัตถกรรมพื้นบ้าน กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงทั้งจากคนเมืองและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่นอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับในมาวี ที่เกษตรกรสามารถเปิดฟาร์มให้เข้าเยี่ยมชม จัดกิจกรรมชิมผลผลิต หรือจัดงานแสดงสินค้าเกษตรได้หลากหลายมากขึ้น ซึ่งไม่เพียงช่วยส่งเสริมการรับรู้ด้านการเกษตร แต่ยังช่วยเพิ่มรายได้ไปพร้อมกัน

ในสหรัฐอเมริกา ข้อมูลจากสมาคมท่องเที่ยวเชิงเกษตรฮาวาย ระบุว่าฟาร์มที่เปิดรับนักท่องเที่ยวสามารถเพิ่มรายได้ต่อปีได้ถึง ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ สำหรับกรณีของมาวี เกษตรกรในพื้นที่อื่นที่ไม่ใช่เกาะโมโลไค สามารถเปิดบ้านต้อนรับนักท่องเที่ยวได้อย่างเป็นทางการ โดยไม่จำเป็นต้องขอใบอนุญาตพิเศษแต่อย่างใด ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่กล่าวชื่นชมว่า “การท่องเที่ยวเชิงเกษตรถือเป็นประโยชน์ร่วมกัน เพราะเกษตรกรยังคงสามารถดูแลที่ดินและถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรให้แก่ทั้งคนในชุมชนและผู้มาเยือนได้พร้อมกัน”

สถานการณ์ประเทศไทย

กฎระเบียบเกี่ยวกับการใช้ที่ดินและการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทย ยังคงมีความซับซ้อนและแตกต่างกันไปในแต่ละท้องที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้พยายามผลักดันการท่องเที่ยวโดยชุมชนผ่านโครงการสำคัญ อาทิ “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)” และโครงการหลวง ทว่าในทางปฏิบัติ เกษตรกรจำนวนไม่น้อยยังคงประสบปัญหาด้านการใช้ที่ดิน มาตรฐานความปลอดภัย และการขาดทักษะด้านการตลาด ซึ่งล้วนเป็นอุปสรรคที่คล้ายคลึงกับที่เกษตรกรในมาวีเคยเผชิญมาก่อน ดังนั้น นโยบายของมาวีจึงเน้นการสร้างกรอบกติกาที่ชัดเจน เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่นได้อย่างเต็มที่

นักวิชาการจากคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ความเห็นว่า ความสำเร็จของการท่องเที่ยวเชิงเกษตรจะเกิดขึ้นได้จากความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างภาครัฐ เครือข่ายเกษตรกร และหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวทั้งในและนอกพื้นที่ โดยจำเป็นต้องมีนโยบายการใช้ที่ดินที่เอื้ออำนวยต่อกิจกรรมเหล่านี้ พร้อมกับการจัดอบรมทักษะด้านการบริการและการทำตลาดให้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ประเด็นนี้สอดคล้องกับงานวิจัยของ UNWTO ประจำปี ๒๕๖๖ ซึ่งระบุว่าการพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่ชนบทจำเป็นต้องอาศัยการวางกฎเกณฑ์ การให้ความรู้ และการสนับสนุนทางการตลาดไปพร้อมกัน

เคารพอัตลักษณ์ท้องถิ่นและปรับนโยบายให้เหมาะสม

การที่นโยบายของมาวีเลือกที่จะยกเว้นเกาะโมโลไคไว้ ถือเป็นการแสดงออกถึงการเคารพเสียงของชุมชนและการรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมในพื้นที่นั้นๆ เช่นเดียวกับบางพื้นที่ในประเทศไทย อาทิ หมู่บ้านชาติพันธุ์ทางภาคเหนือ หรือชุมชนมุสลิมในพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งยังคงมีความกังวลต่อผลกระทบทางวัฒนธรรมจากการท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์ ดังนั้น การกำหนดนโยบายในระดับท้องถิ่นที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะของแต่ละพื้นที่ จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่สมดุลทั้งในมิติเศรษฐกิจและวัฒนธรรม

ที่ผ่านมา การท่องเที่ยวในพื้นที่ชนบทของไทยมักพึ่งพิงแคมเปญประชาสัมพันธ์หรือกระแสทางสังคมเป็นหลัก ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา การเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศสู่พื้นที่ชนบทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากคนเมืองต่างมองหาสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเปิดโล่ง อย่างไรก็ดี ความยั่งยืนที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการวางแผนบูรณาการการท่องเที่ยวเชิงเกษตรเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจชนบทอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดทั้งปี และสามารถลดความเสี่ยงจากราคาผลผลิตที่ผันผวนได้

หลักคิดสำหรับการพัฒนาในอนาคต

นโยบายใหม่ของมาวีอาจเป็นต้นแบบที่ไทยสามารถพิจารณาปรับใช้เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยต้องคำนึงถึงการวิจัยตลาด การรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และการวางแผนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรอบคอบ หากสามารถปรับปรุงกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้ที่ดิน พัฒนาทักษะการเป็นเจ้าบ้านที่ดี และสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อเชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้สนใจท่องเที่ยวในพื้นที่ชนบทได้ สิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงเสริมสำคัญที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับชนบทไทย ทั้งในมิติเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการอนุรักษ์ทรัพยากร

บทเรียนสำคัญจากกรณีของมาวีคือ ความยืดหยุ่นทางนโยบาย และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เกษตรกร และชุมชน ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ดังนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงควรประเมินและปรับปรุงระเบียบการใช้ที่ดินให้สามารถรองรับรูปแบบการท่องเที่ยวใหม่ๆ โดยคำนึงถึงความต้องการและวิถีชีวิตของแต่ละชุมชนเป็นสำคัญ ขณะเดียวกัน กลุ่มเกษตรกรและชุมชนเองก็ควรเลือกนำเสนอความรู้และวัฒนธรรมให้แก่ผู้มาเยือนได้อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นทั้งกับที่ดิน เกษตรกร และผู้มาเยือนในระยะยาว เมื่อแนวโน้มการท่องเที่ยวทั่วโลกมุ่งไปสู่ความรับผิดชอบและแสวงหาประสบการณ์จริง ประเทศไทยจึงมีศักยภาพอย่างยิ่งที่จะเป็นต้นแบบของการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน

สำหรับผู้สนใจอ่านข้อมูลเพิ่มเติม ดูรายละเอียดจากแหล่งข่าวดังต่อไปนี้