งานวิจัยใหม่กำลังท้าทายความเชื่อที่เข้าใจกันมานานเกี่ยวกับ “กระแสเทรนด์สังคม” ที่เป็นที่พูดถึงในวงกว้าง ทั้งความกังวลว่าประชาธิปไตยกำลังถดถอย วิกฤติโดดเดี่ยวเหงา หรือความเห็นอกเห็นใจที่ลดลง งานวิจัยเหล่านี้พบว่า หลายประเด็นที่สังคมพูดถึงอาจไม่ได้เป็นจริงเท่าที่คิด เมื่อเทียบกับข้อมูลเชิงสถิติที่แม่นยำและรอบด้าน ในขณะที่สังคมไทยมีการเชื่อมโยงกับกระแสโลกมากขึ้น การเข้าใจถึงความน่าเชื่อถือของเทรนด์เหล่านี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้กำหนดนโยบาย นักการศึกษา และประชาชนทั่วไป ใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการตัดสินใจและกำหนดทิศทางของสังคม

ความรู้สึกที่ว่าประเทศไทยและโลกกำลังอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงอยู่เสมอในเวทีต่างๆ ตั้งแต่เรื่องปฏิรูปการศึกษา ความสามัคคีของสังคม สุขภาพจิตของเยาวชน หรือความไว้วางใจต่อสาธารณะ อย่างไรก็ตาม จากบทความใน Big Think ที่สรุปผลการศึกษาเชิงสังคมศาสตร์หลายฉบับ พบว่า หลายเทรนด์ที่เป็นประเด็นเด่นดูจะไม่รุนแรงหรือมีทิศทางเดียวกันอย่างที่พาดหัวข่าวทั่วไปมักจะนำเสนอ สำหรับผู้อ่านไทย ข้อค้นพบเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเติมเต็มมุมมองใหม่ให้กับการสนทนาในกระแสโลกเท่านั้น แต่ยังกระตุ้นให้เกิดการตั้งคำถามและพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบ ก่อนที่สังคมหรือประเทศจะปรับเปลี่ยนทิศทางสำคัญ

หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจ คือแนวคิด “ประชาธิปไตยกำลังวิกฤติ” นับตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ ๒๐๑๐ เป็นต้นมา มีเสียงเตือนเรื่องการถดถอยของประชาธิปไตยดังขึ้นทั่วโลก ทั้งจากองค์กรนานาชาติและนักวิชาการ แต่บทความวิจัยหลักที่ถูกกล่าวถึงใน Big Think ชี้ว่า ภาพลักษณ์เหล่านี้ส่วนหนึ่งมาจากการประเมิน “คะแนนประชาธิปไตย” ซึ่งอ้างอิงจากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่ประเมินความยุติธรรมของการเลือกตั้งและเสรีภาพของพลเมือง เมื่อคณะนักวิจัยหันมาใช้ตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม เช่น การมีเลือกตั้งแข่งขันกันได้จริงหรือผู้นำต้องรับผิดชอบ กลับพบว่าสถานการณ์ประชาธิปไตยทั่วโลกไม่ได้เสื่อมถอยลงอย่างที่หลายคนรู้สึก ตัวอย่างเช่น แม้บางประเทศ เช่น เวเนซุเอลา จะมีปัญหา แต่ประเทศอื่น เช่น ตูนิเซีย ไนเจอร์ และมาดากัสการ์ กลับมีความก้าวหน้า สะท้อนว่าไม่มีแนวโน้มเดียวกันทั่วโลก แต่ละประเทศต่างมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป (อ่านรายละเอียด บทความ Big Think)

ในประเด็น “วิกฤติโดดเดี่ยวเหงา” ที่องค์กรอนามัยโลกและอดีตหัวหน้าหน่วยงานด้านสาธารณสุขของสหรัฐอเมริกา เคยระบุว่าเป็นปัญหาใหม่ของโลก บทวิเคราะห์จากงานของผู้สื่อข่าว Faith Hill ในปี ๒๐๒๒ ซึ่ง Big Think อ้างถึง กลับพบว่าข้อมูลจริงเรื่องความรู้สึกเหงาในหลากหลายประเทศยังมีความไม่แน่นอนสูง บางกลุ่มประชากร เช่น วัยรุ่นในบางแห่ง มีความเหงาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่กลุ่มอื่นกลับลดลงหรือคงที่ เช่นเดียวกับประเทศไทย ช่วงโควิด-๑๙ อาจมีผู้คนรู้สึกเหงาหรือแยกตัวเพิ่มขึ้นเป็นการชั่วคราว แต่ผลสำรวจภายหลังพบว่าคนไทย โดยเฉพาะวัยรุ่นและชุมชนชนบท ยังคงแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน (Bangkok Post, ๒๐๒๓)

เรื่อง “คนในสังคมขาดความเห็นอกเห็นใจ” ก็พบเห็นสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน แม้งานวิจัยในปี ๒๐๑๑ เคยพบว่านักศึกษามหาวิทยาลัยในอเมริกามีคะแนนความเห็นอกเห็นใจลดลงกว่าสามทศวรรษก่อนหน้า แต่ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าความเห็นอกเห็นใจกลับเพิ่มขึ้น รวมถึงพฤติกรรมอย่างการอาสาช่วยเหลือและการบริจาคก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน กระนั้น คนอเมริกันส่วนใหญ่ยังคิดว่าความเห็นอกเห็นใจในสังคมลดลง สถานการณ์ที่ใกล้เคียงกันนี้ยังสามารถพบได้ในประเทศไทย โดยผลสำรวจหลายชุดพบว่าเยาวชนไทยยังคงให้ความสำคัญกับการอาสาและการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติและความต้องการของชุมชน (UNICEF ประเทศไทย, ๒๐๒๒)

สำหรับบางประเด็น แม้มีหลักฐานข้อมูลแน่นหนา แต่ก็มีความซับซ้อนเกินกว่าที่จะสรุปได้จากพาดหัวข่าวเพียงอย่างเดียว เช่น ปัญหาสุขภาพจิตของเยาวชน ที่ทั่วโลกประสบปัญหาภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลในกลุ่มวัยรุ่นที่เพิ่มสูงขึ้น แต่หากดูรายงาน World Happiness Report ปี ๒๐๒๔ กลับพบว่าตั้งแต่ปี ๒๐๐๖-๒๐๑๙ เด็กและเยาวชนทั่วโลก (อายุ ๑๕-๒๔ ปี) มีระดับความพึงพอใจในชีวิตสูงขึ้นหรืออยู่ในระดับคงที่ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า ปัญหาด้านสุขภาพจิตใจและความสุขในชีวิตสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกันเสมอไป ที่ไทยเอง แม้ปัญหาสุขภาพจิตวัยรุ่นจะถูกกล่าวถึงอย่างมากจนนำไปสู่การริเริ่มโครงการและการปรับปรุงหลักสูตรต่างๆ ล่าสุด ผลสำรวจของหน่วยงานด้านสาธารณสุขของประเทศก็พบว่านักเรียนไทยรายงานว่าพึงพอใจในทักษะชีวิต มิตรภาพ และโอกาสทางการศึกษาสูงขึ้นโดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตเมือง (กระทรวงสาธารณสุข, ๒๐๒๔)

แล้วทำไมเรื่องราวว่าด้วย “วิกฤตสังคม” ถึงยังคงถูกหยิบยกมานำเสนอซ้ำๆ ทั้งในข่าวและเวทีนโยบายต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย? งานวิจัยใน Big Think ชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “pareidolia” หรือแนวโน้มตามธรรมชาติที่มนุษย์มีแนวโน้มที่จะมองหารูปแบบหรือลวดลายในข้อมูลที่ไม่ชัดเจน การจัดกลุ่มเหตุการณ์ต่างๆ ให้กลายเป็นเทรนด์ใหญ่ดูเหมือนจะช่วยให้สังคมรู้สึกเข้าใจและสามารถควบคุมสถานการณ์ได้มากขึ้น แม้ว่าความเป็นจริงอาจซับซ้อนกว่านั้นมากก็ตาม กระแสนี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อโลกถูกท่วมท้นไปด้วยข่าวสารและข้อมูลตลอดเวลา ซึ่งมักจะเลือกนำเสนอประเด็นที่ดูเข้าใจง่ายและน่าตื่นเต้น มากกว่าความจริงที่มีความซับซ้อนหลายมิติ

เมื่อมองจากมุมข้อมูลเชิงจิตวิทยาจากคณะนักวิจัยระดับโลกที่ศึกษาคนกว่า ๔ แสนคน ใน ๗๖ ประเทศ ระหว่างปี ๑๙๘๑-๒๐๒๒ และถูกอ้างถึงในข่าวนี้ ผลกลับพบว่าทัศนคติของผู้คนต่อประเด็นทางสังคมต่างๆ เช่น การทำแท้ง การย้ายถิ่น หน้าที่ทางเพศ หรือความซื่อสัตย์ ไม่ได้มีทิศทางเดียวกันทั้งหมด แต่แตกต่างไปแล้วแต่ประเทศ ดังนั้น ปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงทางสังคมจึงเกิดขึ้นแบบเป็นช่วงๆ และมีมิติที่หลากหลาย นักสังคมศาสตร์ในประเทศไทยก็เคยตั้งข้อสังเกตในลักษณะเดียวกันว่า ท่าทีของคนไทยไม่ได้มีลักษณะเหมือนกันทั้งหมด โดยมีปัจจัยด้านภูมิภาค ช่วงวัย ฐานะทางสังคม และอื่นๆ เป็นตัวแปรสำคัญ (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, ๒๐๒๓)

ที่สำคัญ งานวิจัยยังพบว่ามนุษย์มักจะคิดว่าปัญหาหลายอย่าง เช่น ความเสมอภาคทางชาติพันธุ์ เพศ หรือการดูแลสิ่งแวดล้อม มีการเปลี่ยนแปลงแบบต่อเนื่องหรือพุ่งดิ่งลงเป็นเส้นตรง ในขณะที่ข้อมูลที่แท้จริงกลับพบว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคมมักจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป หรือมีการเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก เช่นในไทยที่มักจะอ้างอิงถึง “ยุคทอง” หรือ “ช่วงวิกฤติ” ในเรื่องการศึกษาหรือคุณธรรม แต่หากตรวจสอบจะเห็นว่าคะแนนสอบ ผลสำรวจการปฏิบัติศาสนา หรือพฤติกรรมความซื่อสัตย์ทางสังคม โดยรวมแล้วไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด แต่เป็นการขยับขึ้นลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปในระยะยาว (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ๒๐๒๔)

ข้อค้นพบเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมไทย เพราะเมื่อการพูดคุยสาธารณะ—ไม่ว่าจะเกี่ยวกับสุขภาพจิตเยาวชน ความขัดแย้งทางการเมือง หรือเศรษฐกิจไทย—หากอาศัยการอ่านข้อมูลอย่างถี่ถ้วนและเข้าใจบริบทจริง ย่อมช่วยป้องกันการกำหนดนโยบายหรือมาตรการแก้ปัญหาที่เร่งรีบแต่ไม่ตรงจุด เช่น การเน้นแก้ปัญหาสุขภาพจิตในลักษณะเหมารวม อาจกลับทำให้กลุ่มที่เผชิญวิกฤตอย่างแท้จริงไม่ได้รับการดูแลอย่างที่ควรจะเป็น ขณะเดียวกันก็ละเลยจุดแข็งและกลไกช่วยเหลือที่มีอยู่แล้วในครอบครัวและชุมชนไทย

ในอนาคต เมื่อประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ ไม่ว่าจะเรื่องการเมือง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ หรือสังคมยุคดิจิทัล ภารกิจสำคัญคือการสร้างความเข้าใจ การรู้เท่าทันข้อมูล และการตั้งคำถามกับกระแส “สำเร็จรูป” ที่ถูกสร้างขึ้นในสังคม วิธีคิดเช่นนี้สอดคล้องกับค่านิยมด้าน “ปัญญา” หรือความรอบคอบของคนไทย ที่ย้ำให้รู้จักชั่งน้ำหนักหลักฐานจากหลายๆ ด้าน โดยไม่ด่วนสรุปอะไรง่ายๆ สังคมที่สามารถรับมือกับความซับซ้อนและความไม่แน่นอนได้อย่างมีสติ จะเป็นสังคมที่ยืดหยุ่นและแข็งแกร่งได้ในอนาคต

สำหรับประชาชนไทย สิ่งสำคัญที่ควรพิจารณาคือ ก่อนที่จะเชื่อข่าวสารว่าปัญหาใดกำลังทวีความรุนแรง หรือสิ่งดีงามในสังคมกำลังเสื่อมถอย ควรพิจารณาข้อมูลและสาเหตุเบื้องหลังอย่างรอบด้าน ตระหนักถึงแนวโน้มที่มนุษย์มักจะมองหาแบบแผนในเรื่องที่อาจไม่มีอยู่จริง และพยายามรับฟังเสียงของคนใกล้ตัว หรือข้อมูลจากพื้นที่เฉพาะ ไม่ใช่อาศัยเพียงแค่เทรนด์โลกเท่านั้น เมื่อบทบาทของประเทศไทยในภูมิภาคขยายตัว ทักษะการใช้วิจารณญาณที่รอบคอบนี้จะช่วยให้การดำเนินงานของประเทศสอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมมากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเพิ่มเติม สามารถติดตามข้อมูลต้นฉบับได้จาก Big Think, World Happiness Report 2024, รายงานขององค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) เกี่ยวกับเยาวชนไทย หรือข้อมูลอัปเดตจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขและหน่วยงานด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศ เพราะหากสังคมมีการตรวจสอบและทำความเข้าใจหลักฐานอย่างต่อเนื่อง บทสนทนาสาธารณะของประเทศไทยก็จะสามารถก้าวทันโลกและปรับตัวได้อย่างแข็งแกร่ง