หน่วยงานด้านสาธารณสุขของสหรัฐอเมริกาเร่งดำเนินการปราบปรามผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับกระท่อม มุ่งเป้าไปที่สาร 7-ไฮดรอกซีไมทราไจนีน หรือ “7-OH” ซึ่งมีฤทธิ์เสพติดและคล้ายฝิ่น หลังได้รับคำเตือนจากภาคอุตสาหกรรมอาหารเสริม และความห่วงใยด้านความปลอดภัยที่ทวีขึ้นจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ได้ประกาศแผนการจัดให้สาร 7-OH อยู่ในกลุ่ม 1 ของบัญชีรายชื่อยาเสพติดควบคุม ซึ่งมีสถานะเทียบเท่ากับสารเสพติดร้ายแรงอย่างแอลเอสดีและเฮโรอีน พร้อมเสนอให้มีการห้ามใช้ทั่วประเทศ ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอให้สำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ (DEA) พิจารณาอนุมัติ (WBRZ; Yahoo News; FDA).
การเคลื่อนไหวครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความนิยมของ “กระท่อม” หรือพืชพื้นเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะยาบำรุงและยาแก้ปวด ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศทั่วโลก ในสหรัฐฯ กระท่อมมักถูกแปรรูปเป็นเครื่องดื่มชูกำลัง เยลลี่ หรืออาหารเสริมที่หาซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อ ปั๊มน้ำมัน และช่องทางออนไลน์ ทว่าสิ่งที่สร้างความห่วงใยอย่างยิ่ง คือการสกัดและผลิตสาร 7-OH ในรูปแบบเข้มข้นหรือสังเคราะห์ ซึ่งมีฤทธิ์เสพติดคล้ายฝิ่นและรุนแรงกว่าสารในใบกระท่อมธรรมชาติหลายเท่าตัว
สำหรับประเทศไทย กระท่อมมีประวัติการใช้มาอย่างยาวนาน ถือเป็นส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาพื้นบ้านในบางชุมชน แม้เมื่อไม่นานมานี้จะมีการผ่อนปรนข้อกฎหมายและเปิดโอกาสให้มีการวิจัย แต่บางพื้นที่ก็ยังคงมีกฎหมายจำกัดการใช้และควบคุมเพื่อความปลอดภัย สะท้อนถึงมิติทางวัฒนธรรมที่ซับซ้อน และการถกเถียงถึงคุณและโทษของกระท่อมในสังคมไทย (Wikipedia) ปรากฏการณ์ “ปราบกระท่อม” ในสหรัฐฯ จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ สะท้อนความตึงเครียดระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิมกับนโยบายควบคุมยาเสพติดยุคใหม่ รวมถึงการปรับตัวของกฎหมายให้สอดคล้องกับหลักฐานทางวิชาการและแนวโน้มทางสังคม
FDA มุ่งเป้าสารสังเคราะห์ “7-OH” และผลิตภัณฑ์เข้มข้น ไม่ใช่ใบกระท่อมดิบ
รายงานของ FDA ระบุชัดเจนว่า การปราบปรามครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ใบกระท่อมดิบ แต่เน้นที่ผลิตภัณฑ์ที่มีการเติมหรือสังเคราะห์สาร 7-OH ในปริมาณสูง หลังจากภาคอุตสาหกรรมอาหารเสริมได้รายงานถึงอันตรายจากสินค้าประเภทดังกล่าว ทั้งในแง่ผลเสียต่อผู้บริโภคและผลกระทบเชิงลบต่อภาพลักษณ์ของตลาดกระท่อม FDA ย้ำว่าสาร 7-OH มีฤทธิ์คล้ายฝิ่นและรุนแรงกว่ามอร์ฟีน จึงเร่งดำเนินมาตรการให้ข้อมูลและควบคุมความเสี่ยง (FDA Press Release).
หากข้อเสนอของ FDA ได้รับการอนุมัติจาก DEA สาร 7-OH จะถูกประกาศห้ามใช้อย่างเด็ดขาดทั่วประเทศสหรัฐฯ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ถูกเปรียบว่าเสมือน “เฮโรอีนร้านสะดวกซื้อ” ต้องหายไปจากตลาด ผลิตภัณฑ์เหล่านี้วางจำหน่ายในรูปแบบช็อต เยลลี่ หรือเม็ด และมีแนวโน้มที่จะเกี่ยวข้องกับกรณีผู้เสพติด อุบัติเหตุ และการใช้ยาเกินขนาดที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา (Baltimore Sun; Fox News) นอกจากนี้ FDA ยังตรวจพบว่าสินค้าจำพวกนี้มักโฆษณาสรรพคุณเกินจริง อาทิ การรักษาอาการปวด ข้ออักเสบ หรือความเครียด โดยที่ไม่มีงานวิจัยใด ๆ มารองรับ
เสียงแตก: หนุน-ค้าน มาตรการคุมเข้ม
ฝ่ายที่เห็นด้วยกับกฎระเบียบใหม่ เช่น ตัวแทนจากผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์เสริมอาหารรายใหญ่ ระบุว่า นี่คือ “ตัวอย่างของการกำกับดูแลที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและปกป้องสุขภาพของประชาชนอย่างจริงจัง” ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้สินค้าที่หลอกลวงมาบ่อนทำลายสุขภาพและภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกระท่อมแบบดั้งเดิม
อย่างไรก็ตาม สมาคมกระท่อมอเมริกัน (AKA) ซึ่งเป็นกลุ่มผลักดันอุตสาหกรรมกระท่อมรายใหญ่ ยังคงเคลื่อนไหวล็อบบี้เพื่อต่อต้านข้อจำกัดต่อกระท่อมธรรมชาติ โดยเน้นย้ำว่ากระท่อมสามารถนำมาใช้เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่ายาฝิ่นชนิดรุนแรงได้ ตลอดระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมา ทางสมาคมสนับสนุนกฎหมายท้องถิ่นที่แยกแยะระหว่างผลผลิตจากกระท่อมธรรมชาติกับสาร 7-OH สังเคราะห์ โดยชี้ว่าผู้ใช้จำนวนไม่น้อยต้องพึ่งพากระท่อม หรือนำมาใช้ในการบำบัดอาการติดฝิ่น แทนการใช้ยาเสพติดประเภทอันตรายสูงอย่างเฮโรอีนหรือเฟนทานิล (Washington Post)
ในทางตรงกันข้าม กลุ่มองค์กรที่ส่งเสริมสุขภาพทางเลือกบางกลุ่ม กลับมองว่านโยบายการปราบปรามสาร 7-OH เป็นการปกป้องผลประโยชน์ทางธุรกิจ มากกว่าที่จะเป็นความห่วงใยต่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่ากระท่อมที่ไม่ได้มาตรฐานหรือปราศจากการควบคุม ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาได้เช่นเดียวกัน
จากข้อถกเถียงทางวิชาการ สู่ยุค “ปลุกกระแสกระท่อมใหม่”
ย้อนไปในปี พ.ศ. 2559 DEA เคยมีแผนจะประกาศห้ามนำเข้ากระท่อมอย่างเด็ดขาด แต่ในที่สุดก็ต้องยกเลิกไป หลังเผชิญกระแสต่อต้านอย่างกว้างขวาง รวมถึงคำร้องของสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ กว่า 60 คน (AP News) ส่งผลให้จนถึงปัจจุบัน กระท่อมยังคงเป็นประเด็นถกเถียงด้านความปลอดภัยและผลกระทบต่อสุขภาพอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยล่าสุดในปี 2567 สรุปว่าการใช้กระท่อมแบบดั้งเดิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมีความเสี่ยงต่ำกว่า ทว่าการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิตและการบริโภคสารเข้มข้นอย่าง 7-OH ที่แพร่หลายในโลกตะวันตก กลับเป็นความเสี่ยงที่ยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ และอาจอันตรายยิ่งกว่า (PubMed) โดยในปี 2561 FDA เคยประกาศว่ากระท่อมมีสารออกฤทธิ์คล้ายฝิ่นหลายชนิด และมีรายงานอาการไม่พึงประสงค์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สัญญาณเตือนถึงไทย: ระวังการแปรรูปและส่งออกกระท่อม
จากมุมมองของประเทศไทย เหตุการณ์ในสหรัฐฯ โดยเฉพาะกรณีสารสกัดเข้มข้นนี้ ชี้ให้เห็นบทเรียนสำคัญต่อการพัฒนาและส่งออกผลิตภัณฑ์สมุนไพร กระท่อมในไทยเพิ่งได้รับการปลดล็อกทางกฎหมายในปี 2564 อนุญาตให้ปลูก วิจัย และบริโภคส่วนบุคคลได้ หลังถูกจัดเป็นยาเสพติดมาอย่างยาวนาน โดยตระหนักถึงบทบาทของกระท่อมในการแพทย์พื้นบ้าน และศักยภาพในการลดทอนอันตรายจากสารเสพติดรุนแรง ขณะเดียวกัน หน่วยงานสาธารณสุขไทยก็เฝ้าระวังความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ทั้งปัญหาการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ การนำไปผสมกับสารอื่นในรูปแบบ “น้ำกระท่อมสูตรผสม” ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่น หรือการใช้ร่วมกับยาอื่น ๆ ที่อาจก่อให้เกิดอันตราย (Bangkok Post)
ดังนั้น เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและหน่วยงานภาครัฐของไทย จึงให้ความสำคัญกับการให้ความรู้เรื่องการใช้ที่ปลอดภัย รวมถึงการกำกับดูแลตลาดที่ยังเปิดเสรีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสถานการณ์เดียวกับที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญหน้า (FDA)
ทิศทางตลาดโลก: สหรัฐฯ เอาจริง ไทยต้องปรับตัวรับมือ
แนวโน้มตลาดกระท่อมทั้งในและต่างประเทศอาจเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หาก DEA สหรัฐฯ ให้การรับรองข้อเสนอของ FDA ผลิตภัณฑ์ที่มีสาร 7-OH สังเคราะห์หรือแบบเข้มข้นจะถูกแบนอย่างสมบูรณ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อไทยได้ 2 ทาง ประการแรก คือ อาจเกิดการเหมารวมภาพลักษณ์กระท่อมไทยในทางลบ แม้กระท่อมตามธรรมชาติจะมีความปลอดภัยมากกว่ามากก็ตาม ประการถัดมา กฎหมายไทยเองก็จะต้องมีความรัดกุมยิ่งขึ้นต่อสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ได้รับความนิยมตามกระแสตลาดออนไลน์ที่ส่งออกไปยังต่างประเทศ
นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์จากสถาบันการศึกษาในประเทศไทย ชี้ว่า “การกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องแยกแยะระหว่างการใช้ตามภูมิปัญญาดั้งเดิม ซึ่งมีมาตรฐานและขนบธรรมเนียมทางวัฒนธรรม กับการผลิตหรือจำหน่ายสินค้าสังเคราะห์เข้มข้นที่สุ่มเสี่ยง” พร้อมเน้นย้ำว่า การขึ้นทะเบียน การส่งออก หรือการนำเข้า จะต้องยึดหลักความปลอดภัยในระดับสากล และมีข้อมูลฉลากที่โปร่งใส เพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและรักษาตลาดในระยะยาว
สำหรับผู้บริโภคชาวไทย หรือผู้ที่ต้องการใช้กระท่อมเพื่อประโยชน์ด้านสุขภาพ สิ่งสำคัญคือ ควรระมัดระวังในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ หลีกเลี่ยงสินค้าที่นำเข้า สารสกัดผสม หรืออาหารเสริมแปรรูปที่ไม่มีแหล่งที่มาที่ชัดเจน และควรติดตามข่าวสารการปรับนโยบายทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด
สรุป: นโยบายยาเสพติดยุคใหม่ ชี้บทบาทการกำกับดูแลและความรู้ผู้บริโภคคือหัวใจ
เมื่อทางการสหรัฐฯ เดินหน้าประกาศแบนสาร 7-OH ด้วยเหตุผลด้านอันตรายที่คล้ายคลึงกับฝิ่น บทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทยและประเทศผู้ปลูกกระท่อมอื่น ๆ คือ ต้องมีระบบกำกับดูแลที่เข้มแข็ง ให้ความรู้แก่ประชาชน และออกแนวปฏิบัติบนพื้นฐานของหลักฐานทางวิชาการ เพื่อป้องกันไม่ให้สมุนไพรพื้นบ้านถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์จนกลายเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง ผู้ที่ต้องการใช้กระท่อมควรปรึกษาแพทย์ รับข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ และหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทราบส่วนผสมหรือกระบวนการผลิต
สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม สามารถติดตามคำแนะนำด้านสาธารณสุขจาก FDA (FDA and Kratom) รวมถึงติดตามประกาศใหม่จากหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ