ผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เพิ่งเปิดเผยสร้างความวิตกกังวลอย่างมาก หลังพบว่าเครื่องชงกาแฟพลาสติกสีดำอาจเป็นแหล่งสะสมของสารเคมีก่อมะเร็งที่หลายคนไม่เคยรู้ ประเด็นนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มผู้รักการดื่มกาแฟในประเทศไทย ซึ่งมีแนวโน้มชงกาแฟเองที่บ้านเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สอดรับกับวัฒนธรรมกาแฟพิเศษที่กำลังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง

ประเด็นปัญหาที่กล่าวถึงนี้เกี่ยวพันกับสารเคมีหลายชนิดที่ใช้ในกระบวนการผลิตและรีไซเคิลพลาสติกสีดำ ได้แก่ คาร์บอนแบล็ค (carbon black), สารเพิ่มความหน่วงการติดไฟชนิดโบรมีน (BFRs) และสารเพิ่มความหน่วงการติดไฟชนิดฟอสเฟต (OPFRs) สารเหล่านี้ล้วนมีความเสี่ยงต่อสุขภาพในระดับที่น่ากังวล ทั้งการเป็นสารก่อมะเร็ง การรบกวนระบบฮอร์โมน และการทำลายระบบประสาท

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพต่างออกมาเตือนว่า ภาชนะเครื่องครัวหลายชนิดรวมถึงเครื่องชงกาแฟ มักถูกผลิตจากพลาสติกรีไซเคิลที่มาจากหลายแหล่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อให้ได้สีดำสนิทที่ดูสวยงามและเรียบเนียน ผู้ผลิตมักนิยมเติมสีย้อมคาร์บอนแบล็ค ซึ่ง สถาบันวิจัยโรคมะเร็งนานาชาติ (IARC) ได้จัดให้เป็นสารที่ ‘น่าจะก่อมะเร็ง’ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 เนื่องจากงานวิจัยหลายชิ้นพบว่าคาร์บอนแบล็คมีสารพีเอเอช (PAHs) ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์

ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อเพิ่มคุณสมบัติด้านความปลอดภัยจากการติดไฟ ผู้ผลิตหลายแห่งยังคงเลือกใช้สารเพิ่มความหน่วงการติดไฟประเภท BFRs และ OPFRs ผสมลงในเนื้อพลาสติก โดยสาร BFRs เป็นที่นิยมใช้แพร่หลายในผลิตภัณฑ์พลาสติกและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ด้วยคุณสมบัติโดดเด่นในการลดการลุกไหม้ และครองส่วนแบ่งตลาดสารหน่วงไฟทั่วโลกเกือบ 20% (Wikipedia - BFRs) ในขณะที่สาร OPFRs เป็นสารทางเลือกที่ถูกนำมาใช้ทดแทนมากขึ้น หลังมีมาตรการควบคุมสาร BFRs และพบได้ในข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือนหลายชนิด สารทั้งสองกลุ่มนี้มักถูกผสมลงไปโดยไม่ได้สร้างพันธะทางเคมีกับเนื้อพลาสติก ทำให้มีแนวโน้มที่จะหลุดปนเปื้อนออกมาได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสกับความร้อนสูงหรือผ่านการทำความสะอาดซ้ำๆ หลายครั้ง (Wikipedia - OPFRs)

ผลการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Chemosphere ประจำปี 2567 ชี้ให้เห็นว่า การสัมผัสผลิตภัณฑ์ที่มีสาร BFRs และ OPFRs ในปริมาณสูง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง การรบกวนระบบฮอร์โมน และการทำลายสุขภาพระบบประสาทอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ร่วมเขียนรายงานและผู้รับผิดชอบด้านวิทยาศาสตร์และนโยบายจากองค์กร Toxic-Free Future เน้นย้ำว่า “ผู้ผลิตยังคงเลือกใช้สารหน่วงไฟที่เป็นพิษเหล่านี้ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำจากพลาสติก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น สารพิษก่อมะเร็งเหล่านี้ไม่ควรถูกนำมาใช้ตั้งแต่ต้น และเมื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล สารตกค้างเหล่านี้ยิ่งแพร่กระจายและปนเปื้อนเข้าสู่บ้านเรือนของเราในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะระดับความเข้มข้นสูงที่พบในงานวิจัยชิ้นนี้นับเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง” (Daily Mail)

อันตรายจะทวีความรุนแรงขึ้น หากเครื่องชงกาแฟพลาสติกสีดำเริ่มมีรอยร้าว หรือถูกใช้งานร่วมกับน้ำเดือดเป็นประจำ นักวิจัยย้ำเตือนว่า สารพิษเหล่านั้นอาจละลายปนเปื้อนออกมาในกาแฟได้ และเมื่อเข้าสู่ร่างกาย สารเหล่านี้ก็สามารถสะสมในอวัยวะสำคัญ เช่น ต่อมไทรอยด์ เต้านม ปอด และหัวใจ ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการรบกวนระบบฮอร์โมน และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งทั้งในระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้ การศึกษาเมื่อปี 2565 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Environmental Pollution ยังเผยว่า การสัมผัสคาร์บอนแบล็คเป็นระยะเวลานาน สามารถทำลายดีเอ็นเอในเซลล์ปอดและกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ซึ่งกลไกเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงกับการพัฒนาของโรคมะเร็งปอด

หลักฐานการปนเปื้อนของสารเคมีเหล่านี้ในชีวิตประจำวันนั้นมีให้เห็นจริง การศึกษาจากมหาวิทยาลัยดุ๊กในสหรัฐอเมริกา พบว่าผู้ใหญ่เกือบทุกคนมีสารตกค้างจากสารหน่วงไฟปะปนอยู่ในเลือด ปัสสาวะ และน้ำนมแม่ โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากข้าวของเครื่องใช้พลาสติกในครัวเรือนรวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า (CNN) ขณะที่ผลการศึกษาในระยะยาวที่เผยแพร่เมื่อเดือนเมษายน 2567 ระบุว่า ผู้ที่มีสารหน่วงไฟในเลือดสูง มีความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคมะเร็งสูงกว่าคนทั่วไปถึง 3 เท่า โดยเฉพาะมะเร็งต่อมไทรอยด์และมะเร็งเต้านม ส่วนคณะสาธารณสุขศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดก็พบข้อมูลน่าตกใจว่า สตรีที่เข้ารับการรักษาภาวะผู้มีบุตรยากด้วยวิธีเด็กหลอดแก้ว (IVF) ตรวจพบสารหน่วงไฟในปัสสาวะในระดับสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อโอกาสในการตั้งครรภ์

อีกกลุ่มเสี่ยงที่สำคัญอย่างยิ่งคือเด็กๆ สถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ชี้ว่า อวัยวะที่ยังไม่พัฒนาเต็มที่ของเด็ก และพฤติกรรมการหยิบสิ่งของเข้าปากบ่อยครั้ง ทำให้เด็กมีความเสี่ยงที่จะได้รับสารพิษในปริมาณสูง ตัวแทนด้านนโยบายจากองค์กร Toxic-Free Future ให้ความเห็นว่า “สุขภาพของสตรีและเด็กควรได้รับความสำคัญเหนือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมเคมี ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเปลี่ยนไปสู่การใช้พลาสติกที่ปลอดภัย เปิดเผยข้อมูลส่วนผสมให้โปร่งใส และยุติการใช้สารพิษที่แอบแฝงในผลิตภัณฑ์ต่างๆ”

ในประเทศไทย กระแสการบริโภคกาแฟยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ความเสี่ยงที่กล่าวมาอาจสูงขึ้นได้จากลักษณะการรีไซเคิลและการผลิตในระดับท้องถิ่น ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตกาแฟรายสำคัญของโลก โดยเน้นสายพันธุ์อาราบิก้าและโรบัสต้าคุณภาพสูง และมีระบบนิเวศกาแฟภายในประเทศที่เข้มแข็ง (Wikipedia) ผู้คนในประเทศนิยมลงทุนซื้อเครื่องชงกาแฟคุณภาพดี ทั้งสินค้านำเข้าและที่ผลิตในประเทศ ซึ่งจำนวนไม่น้อยผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล หากผู้บริโภคหรือหน่วยงานกำกับดูแลไม่ได้ตระหนักถึงข้อมูลระดับนานาชาติในประเด็นนี้ โอกาสในการสัมผัสสารพิษในชีวิตประจำวันก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น

แม้ว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทย จะมีข้อกำหนดเกี่ยวกับมาตรฐานวัสดุบรรจุหีบห่ออาหารและพลาสติกทั่วไป แต่กระแสการเรียกร้องในระดับนานาชาติเกี่ยวกับสารหน่วงไฟและคาร์บอนแบล็คยังไม่ถูกสะท้อนอย่างชัดเจนในมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน นอกจากนี้ ผลสำรวจโดย สถาบันอีโคโลจิคอล อะเลิร์ท และรีคัฟเวอร์รี – ไทย (EARTH) ประจำปี 2566 ยังพบว่า กลุ่มคนงานรีไซเคิลในประเทศมีสารหน่วงไฟในเลือดอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นผลมาจากมลพิษในสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ข้อมูลโดยตรงที่เผยแพร่สู่สาธารณะเกี่ยวกับการละลายของสารพิษจากอุปกรณ์ครัวเรือนในไทยยังคงมีจำกัด

ในสังคมไทย กาแฟไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องดื่ม แต่ยังผูกโยงกับกิจกรรมทางสังคม วิถีชีวิตของร้านกาแฟ และการพัฒนาชนบทในหลายภูมิภาค วิธีชงกาแฟแบบดั้งเดิมอย่าง ‘ถุงต้มกาแฟ’ หรือผ้ากรองรูปถุง นับเป็นทางเลือกที่ปราศจากพลาสติกตามธรรมชาติ จึงมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารพิษน้อยกว่าอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม กระแสการชงกาแฟด้วยเครื่องอัตโนมัติกำลังเป็นที่นิยมแพร่หลายทั้งในบ้านและสถานที่ทำงาน ทำให้แนวโน้มการเผชิญหน้ากับสารเคมีใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในระดับโลก เริ่มมีการผลักดันประเด็นนี้อย่างจริงจัง นักวิทยาศาสตร์และองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ระหว่างประเทศ ต่างสนับสนุนให้มีการออกกฎหมายที่เข้มงวดขึ้น บังคับให้เปิดเผยข้อมูลส่วนผสมพลาสติกในเครื่องใช้ไฟฟ้า และเร่งพัฒนาทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า ขณะเดียวกัน บางบริษัทก็เริ่มทำตลาดเครื่องชงกาแฟที่ผลิตจากสแตนเลส แก้ว หรือได้รับการรับรองว่าปลอดสาร BPA เพื่อเป็นทางเลือก “ปลอดสารพิษ” (Coffeeness; Homes & Gardens) ความต้องการของผู้บริโภคก็เริ่มหันไปหาเครื่องชงกาแฟที่ปราศจากพลาสติกมากขึ้น เช่น Chemex หรือ Hario ที่ใช้วัสดุแก้วหรือเซรามิกทั้งชิ้น (Reddit - Plastic Free Living

สำหรับผู้บริโภคชาวไทย แนวทางปฏิบัติในเบื้องต้นที่สามารถทำได้ทันที ได้แก่ การเลือกใช้เครื่องชงกาแฟที่ทำจากแก้วหรือสแตนเลสทั้งหมด ตรวจสอบการรับรอง BPA-free อย่างละเอียด ตรวจสอบประกาศเรียกคืนสินค้า หรือผลการทดสอบส่วนผสมใหม่ๆ รวมถึงการล้างเครื่องด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำกรองเป็นประจำ เพื่อลดการสะสมของสารตกค้าง นอกจากนี้ ควรส่งเสริมให้ทั้งภาครัฐและผู้บริโภคมีส่วนร่วมผลักดันให้มีการติดฉลากที่โปร่งใสมากขึ้น ออกมาตรฐานใหม่เกี่ยวกับความปลอดภัยของพลาสติกที่สัมผัสอาหาร และสร้างความตระหนักรู้ถึงผลกระทบระยะยาวจากสารหน่วงไฟ เพื่อลดความเสี่ยงจากการสัมผัสสารพิษ วิธีชงกาแฟแบบดั้งเดิมยังคงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ปลอดภัยและสอดคล้องกับวิถีชีวิตแบบไทยอย่างแท้จริง

โดยสรุป ปรากฏการณ์ ‘สารปนเปื้อนแฝง’ ในเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน โดยเฉพาะเครื่องชงกาแฟ สะท้อนถึงความท้าทายที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ระหว่างความสะดวกสบาย การรีไซเคิล และความปลอดภัยด้านสาธารณสุข เมื่อหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ระดับโลกชี้ชัดถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น และวัฒนธรรมกาแฟในไทยก็กำลังเบ่งบานมากขึ้น จึงถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันเร่งพัฒนาระบบและเลือกสรรทางออกที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น สำหรับคอกาแฟในประเทศไทยทุกคน