ปัจจุบัน ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI กำลังพลิกบทบาทจากเทคโนโลยีเฉพาะกลุ่ม สู่เครื่องมือขับเคลื่อนสำคัญของการพัฒนาระหว่างประเทศ ส่งผลให้ AI กลายเป็นมิติใหม่ของความช่วยเหลือจากนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา เมื่อประเทศมหาอำนาจและองค์กรเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลกเร่งอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและโครงการ AI ทั่วแอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และละตินอเมริกา ทั่วโลกกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ของความร่วมมือข้ามพรมแดน ซึ่งอาจพลิกโฉมการพัฒนาของไทยและเพื่อนบ้านในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ

การเปลี่ยนแปลงนี้นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับบรรดาประเทศที่เคยพึ่งพาความช่วยเหลือรูปแบบดั้งเดิม เช่น เงินกู้ โครงการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน หรือโครงการแลกเปลี่ยนบุคลากรทางการศึกษา ปัจจุบัน ประเทศเหล่านี้เริ่มได้รับโซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วย Big Data, โมเดล AI สร้างสรรค์ และเครื่องมือวิเคราะห์ Machine Learning ซึ่งมักถูกนำเสนอในราคาที่เข้าถึงได้ หรือผ่านกลไกความร่วมมือพหุภาคี เพื่อช่วยตอบโจทย์สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการสาธารณสุข การศึกษา การแก้ปัญหาความยากจน ไปจนถึงการจัดการภัยพิบัติ นักวิชาการด้านนโยบายและผู้บริหารในวงการเทคโนโลยีของไทยต่างจับตาการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างใกล้ชิด เพราะส่งผลโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ความโปร่งใสของภาครัฐ และความเท่าเทียมทางสังคม

ขณะที่ความช่วยเหลือผ่าน AI กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ความช่วยเหลือในรูปแบบเดิมกลับชะลอตัวหรือลดลงในหลายภูมิภาค ทั้งที่ปัญหาซับซ้อนอย่างภาวะโลกร้อนและการฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 กลับต้องการทางออกที่สร้างสรรค์และเร่งด่วน AI ซึ่งสามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมากและวิเคราะห์หาแบบแผนเชิงลึกที่มนุษย์อาจมองข้าม จึงถูกนำไปใช้จริงในโครงการต่างๆ ทั้งการพยากรณ์ภาวะขาดแคลนอาหาร ระบุกลุ่มนักเรียนที่มีความเสี่ยง หรือเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคแบบเรียลไทม์ ตัวอย่างเช่น ความร่วมมือระหว่างองค์กรสหประชาชาติกับองค์กรเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Microsoft และ Google ที่ใช้แชทบอต AI ในงานสื่อสารสาธารณสุข และระบบตรวจจับที่อยู่อาศัยที่ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน เพื่อให้จัดสรรความช่วยเหลือได้ตรงจุด (World Bank, 2023)

ผู้วิจัยนโยบายจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติให้ความเห็นว่า “เครื่องมือ AI เป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยให้ไทยก้าวข้ามข้อจำกัดของรูปแบบการพัฒนาเดิม จัดการกับปัญหาสะสม เช่น ความเหลื่อมล้ำ การจัดสรรทรัพยากร และการเฝ้าระวังทางสาธารณสุขได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญก็ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่มากับการนำ AI มาใช้ เช่น ประเด็นเจ้าของข้อมูล ความสามารถในการกำกับดูแลเทคโนโลยีในระดับท้องถิ่น และประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ละเอียดอ่อน “ช่องว่างทางดิจิทัล” ยังเป็นปัญหาสำคัญทั้งภายในและข้ามประเทศอาเซียน เมืองใหญ่ที่มีศักยภาพและความพร้อมสามารถประยุกต์ใช้ AI ได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่พื้นที่ชนบทยังตามไม่ทัน

ประสบการณ์จากอดีต ทั้งการปฏิวัติเขียว โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ หรือการรับวัคซีนจากนานาชาติ ยังคงเป็นภาพจำของคนไทยหลายรุ่น แต่ความช่วยเหลือรูปแบบดิจิทัลโดยเฉพาะ AI นั้นมีความซับซ้อนและจับต้องได้ยากกว่า รายงานวิเคราะห์จาก Oxford Policy Management ได้ชี้ให้เห็นว่าประเด็นด้านจริยธรรมและกฎหมายจากการนำ AI มาใช้ในงานพัฒนานั้น เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องได้รับความสนใจจากทั้งฝ่ายผู้ให้และผู้รับความช่วยเหลือ

นักวิเคราะห์ระหว่างประเทศมองว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบบางประการ ด้วยระบบการศึกษาที่แข็งแกร่ง การมีสตาร์ทอัพจำนวนมาก และประสบการณ์ด้านนวัตกรรมดิจิทัลที่เป็นรูปธรรม เช่น นโยบาย “Thailand 4.0” โครงการเมืองอัจฉริยะที่ภูเก็ต และระบบติดตามสุขภาพสาธารณะด้วย AI ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการนำ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาอย่างแท้จริง (Bangkok Post, 2023) แต่ยังมีข้อกังวลที่สำคัญ เช่น กฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลที่ยังไม่ทันสมัย อคติเชิงอัลกอริทึม และการขยายโอกาสในการเรียนรู้ด้านดิจิทัลให้ทั่วถึง ซึ่งทั้งหมดนี้จำเป็นต้องใช้ความร่วมมือจากทั้งระดับประเทศและนานาชาติ

ในระดับภูมิภาค การแข่งขันและความร่วมมือด้าน AI กำลังทวีความเข้มข้น มหาอำนาจอย่างจีน สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป รวมถึงภาคเอกชนรายใหญ่ ต่างพยายามเสริมสร้างอิทธิพลของตน รูปแบบความร่วมมือของอาเซียน เช่น กรอบคุ้มครองข้อมูลข้ามประเทศ และโครงการวิจัยร่วม กำลังถูกผลักดันให้เป็นวาระสำคัญ ผู้บริหารสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “การรับมือกับการหลั่งไหลของความช่วยเหลือด้าน AI จำเป็นต้องอาศัยศักยภาพภายในประเทศ ไม่ใช่เพียงแค่ความรู้ทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเด็นด้านจริยธรรม นโยบาย และการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนด้วย”

ในอนาคต คาดว่าบทบาทของ AI ในความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศจะทวีความสำคัญมากขึ้น โดยจะขยายขอบเขตไปสู่ภาคส่วนต่างๆ ทั้งการท่องเที่ยว เกษตรกรรม และการเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม ภาครัฐและภาคประชาสังคมของไทยจึงต้องเร่งพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้อง ลงทุนพัฒนาบุคลากรด้าน AI และเปิดพื้นที่ให้สาธารณะได้ถกเถียงอย่างเปิดกว้าง เพื่อให้แน่ใจว่าผลประโยชน์จากคลื่นความช่วยเหลือระลอกใหม่นี้จะกระจายตัวอย่างเท่าเทียม สำหรับประชาชนชาวไทย นั่นหมายถึงการเฝ้าติดตามและตรวจสอบความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนด้านเทคโนโลยี พร้อมเรียกร้องให้การนำ AI มาใช้ตอบโจทย์สังคมไทย สอดคล้องกับภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่น ไม่ใช่เพียงเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ของผู้ให้ทุนเท่านั้น

ผู้ที่มุ่งมั่นผลักดันให้ AI เป็นพลังขับเคลื่อนความมั่นคงและยั่งยืนของสังคมไทยในระยะยาว สามารถร่วมรณรงค์ยกระดับความรู้ด้านดิจิทัล เข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการอัจฉริยะในชุมชน และเรียกร้องให้เกิดนโยบายที่ช่วยลดช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท หากทำได้ ประเทศไทยจะไม่เพียงได้รับประโยชน์จาก “ความช่วยเหลือใหม่” นี้ในฐานะเครื่องมือขับเคลื่อนอนาคต แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับประเทศได้ตั้งแต่วันนี้

แหล่งข้อมูล: Financial Times, World Bank, Bangkok Post, Oxford Policy Management