การออกอากาศในรายการข่าว Fox News ของสหรัฐอเมริกาครั้งล่าสุด ได้จุดชนวนให้เกิดการถกเถียงในระดับโลกเกี่ยวกับแนวทางการเลี้ยงดูบุตรหลาน หลังจากที่ผู้ดำเนินรายการท่านหนึ่งได้แนะนำให้ “ตีลูกก้น” พร้อมแสดงท่าทีเย้ยหยันแนวคิด “พ่อแม่สายอ่อนโยน” ที่กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ในปัจจุบัน ขณะที่ถ้อยคำดังกล่าวสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในอเมริกา ประเทศไทยกลับเดินสวนทางอย่างชัดเจน ด้วยการปฏิรูปกฎหมายที่ห้ามการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบต่อเด็ก ไม่ว่าจะเป็นภายในบ้าน โรงเรียน หรือสถานที่อื่นๆ แล้วหลักฐานทางวิชาการชี้ชัดอย่างไรเกี่ยวกับการลงโทษทางร่างกายนี้ และครอบครัวไทยควรปรับใช้บทเรียนนี้อย่างไรในยุคที่กฎหมายกำลังผลักดันสู่ความเป็น “พ่อแม่สร้างสรรค์”?

ในรายการ Fox & Friends ผู้ดำเนินรายการบางท่านได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับวิธีการเลี้ยงดูบุตรหลานแบบประนีประนอม ที่ให้ความสำคัญกับเหตุผล ความเห็นอกเห็นใจ และการจัดการอารมณ์ แต่กลับสนับสนุนการตีเด็กตามแนวทางดั้งเดิม พร้อมหยิบยกประสบการณ์ส่วนตัวและข้ออ้างทางศาสนามากล่าวถึง อีกทั้งยังพูดถึงความเสี่ยงที่ผู้ปกครองในสังคมอเมริกันอาจถูกเจ้าหน้าที่รัฐเข้าแทรกแซงหากลงโทษบุตรหลานด้วยการตี อย่างไรก็ตาม รายการดังกล่าวกลับละเลยหรือไม่ได้หยิบยกผลการค้นพบจากงานวิจัยระดับโลกที่ชี้ถึงผลกระทบระยะยาวจากการลงโทษทางร่างกาย หรือการที่ประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทยเพิ่งประกาศห้ามอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2568 (The Daily Beast)

ไทยออกกฎหมายห้ามตีเด็กทุกกรณี ยกระดับคุ้มครองเด็กเทียบเท่ามาตรฐานสากล

ประเด็นดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อสังคมไทย เมื่อปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็นประเทศที่ 68 ของโลกที่ประกาศใช้กฎหมายยกเลิกการลงโทษทางร่างกายเด็กทุกรูปแบบ จากการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1567 (2) โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568 ซึ่งกำหนดว่า ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กต้องอบรมสั่งสอนโดยไม่ใช้ความรุนแรงทั้งทางร่างกายหรือจิตใจ และไม่กระทำการใดๆ ที่ไม่เหมาะสม บทบัญญัตินี้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กของสหประชาชาติ ซึ่งประเทศไทยได้ให้สัตยาบันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 (endcorporalpunishment.org; Bangkok Post) กฎหมายฉบับนี้เป็นผลมาจากความพยายามรณรงค์ต่อเนื่องนับสิบปีของภาคีเครือข่ายด้านสิทธิเด็กในประเทศไทย ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ครู และองค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ

งานวิจัยทั่วโลกฟันธง: “การตีเด็ก” ก่อผลเสียรอบด้าน ทั้งระยะสั้นและยาว

ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่อง “อำนาจของผู้ปกครอง” หรือ “ค่านิยมเก่าแก่” ที่หยิบยกมากล่าวอ้าง หน่วยงานวิชาการทั่วโลกส่วนใหญ่ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า การลงโทษเด็กด้วยการตีหรือใช้ความรุนแรงนั้น มักนำมาซึ่งผลเสียมากกว่าผลดี งานวิเคราะห์อภิมาน (Meta-analysis) ที่วิเคราะห์ข้อมูลจากเด็กกว่า 160,000 คน ซึ่งมาจากหลากหลายวัฒนธรรม พบว่าการลงโทษทางร่างกายมีความเชื่อมโยงกับปัญหาพฤติกรรมในหลายมิติ ได้แก่ เด็กก้าวร้าวขึ้น มีพฤติกรรมต่อต้านสังคม หรือมีปัญหาทางอารมณ์ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุตรหลานกับผู้ปกครองที่แย่ลง (Gershoff & Grogan-Kaylor, 2016; PMC7992110) นอกจากนี้ งานวิจัยในปี พ.ศ. 2567 ที่ใช้วิธีสังเคราะห์ข้อมูลสามชั้น ยังพบว่าแม้แต่การ “ตีเบาๆ” ก็ยังมีความเสี่ยงทำให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้น และหากถูกลงโทษรุนแรงหรือบ่อยครั้ง ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย (Frontiers in Psychology, 2024)

จากการศึกษาในระยะยาว ได้ข้อสรุปอย่างชัดเจนว่า การตีเด็ก ไม่แสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลที่ดีกว่าการสอนสั่งโดยไม่ใช้ความรุนแรง ในการลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม แต่กลับก่อให้เกิดผลเสีย เช่น เพิ่มความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพจิต ระดับทักษะทางสมองลดต่ำลง รวมถึงเพิ่มโอกาสที่เด็กจะใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่นในอนาคต ผลเหล่านี้พบได้ในเด็กทุกกลุ่มอายุ ทุกวัฒนธรรม โดยไม่แตกต่างกัน สถาบันวิชาชีพเด็กในสหรัฐอเมริกาและองค์การยูนิเซฟต่างให้การสนับสนุนการยุติการลงโทษเด็กทางร่างกายอย่างเต็มที่ เพราะให้โทษทั้งทางร่างกายและจิตใจ (UNICEF, 2014)

ไม่ว่า “ตีแรง-ตีถี่-ตีเบา” ล้วนเสี่ยง! กระทบทั้งตัวเด็กและสังคมในวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม พบว่ามีรายละเอียดที่ซับซ้อนในงานวิจัยแต่ละชิ้นเกี่ยวกับ “ความรุนแรง” และ “บริบท” ของการตีเด็ก แต่บทสรุปที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันจากหลายแหล่งอ้างอิงชี้ว่า การ ‘ตีแรง’ ‘ตีบ่อย’ หรือการใช้กำลังในขณะที่ผู้ปกครองกำลังโกรธ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อผลเสียที่รุนแรงขึ้น แต่ต่อให้เป็นการ “ตีเบาๆ” ก็ยังคงสัมพันธ์กับพฤติกรรมก้าวร้าว และการใช้ความรุนแรงในสังคม บทความวิจารณ์เมื่อปี พ.ศ. 2567 ระบุว่า “แม้การลงโทษที่รุนแรงและถี่จะสร้างปัญหาอย่างเห็นได้ชัด แต่การตีเบาก็ยังเชื่อมโยงกับการใช้ความรุนแรงในสเปกตรัมเดียวกัน” (Frontiers in Psychology) ในเชิงสถิติโลก เด็กราว 80% ยังคงเคยถูกตีอยู่ หากมองในภาพรวมของประชากร ผลเสียเพียงเล็กน้อยที่เกิดขึ้นกับเด็กแต่ละคน อาจกลายเป็นภาระด้านสาธารณสุขขนาดใหญ่ของสังคมโดยรวมได้

ถึงเวลาเปลี่ยนความเชื่อดั้งเดิม: กฎหมายใหม่คือจุดเริ่มต้นสู่สังคมไร้การตี

กฎหมายใหม่ของประเทศไทย ไม่เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนกติกา แต่ยังท้าทายความเชื่อดั้งเดิมอย่าง “รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี” ผู้ใหญ่หลายคนยังคงมองว่าการตีหรือตบเด็กเป็นเรื่องปกติ โดยอ้างอิงจากคำสอนของผู้ใหญ่ หรือหลักปฏิบัติทางศาสนาในบางกรณี ผู้รณรงค์ด้านสิทธิเด็กจากองค์กรพิทักษ์สิทธิเด็กและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ย้ำว่า เป้าหมายของกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เพื่อลงโทษผู้ปกครอง แต่เป็นการปรับมุมมองของสังคม และส่งเสริมให้ครอบครัวหันมาใช้วิธีการอบรมสั่งสอนโดยปราศจากความรุนแรง (Bangkok Post)

ขณะเดียวกัน แผนยุทธศาสตร์คุ้มครองเด็กแห่งชาติ (พ.ศ. 2566–2570) เน้นการป้องกันความรุนแรงและการพัฒนาทักษะการเลี้ยงดูเชิงบวกให้แก่ผู้ปกครอง โดยมีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นแกนนำหลัก ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรอื่นๆ ในการขยายการให้บริการให้คำปรึกษา จัดกลุ่มเรียนรู้สำหรับผู้ปกครอง และให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวที่อยู่ในภาวะตึงเครียดสูง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและจำนวนบุคลากรด้านสาธารณสุขและสุขภาพจิต พร้อมเปิดช่องทางสายด่วนเพื่อแจ้งเหตุและเข้าแทรกแซงได้อย่างปลอดภัย (endcorporalpunishment.org) นอกจากนี้ ยังมีการจัดอบรมครู นักสังคมสงเคราะห์ บุคลากรชุมชน และรณรงค์สื่อสารในวงกว้างอย่างต่อเนื่อง

มุมมองจากนักสุขภาพจิต: ชี้ผลเสียแฝง ย้ำ “พ่อแม่สร้างสรรค์” คือทางออกที่ยั่งยืน

บุคลากรอาวุโสจากกรมสุขภาพจิต เน้นย้ำว่าเด็กที่ถูกลงโทษด้วยการตีมีแนวโน้มที่จะซึมซับพฤติกรรมก้าวร้าว ซึ่งส่งผลกระทบระยะยาวต่อความสามารถในการควบคุมอารมณ์ และการสร้างความสัมพันธ์ในอนาคต “เด็กมักต้องเผชิญกับความรุนแรงที่แฝงอยู่ในครอบครัว เราพบทั้งกรณีที่สมองกระทบกระเทือนหรือร่างกายฟกช้ำจากการถูกตี กฎหมายนี้ควรเป็นสัญญาณที่ปลุกให้สังคมตื่นตัว” บุคลากรคนนี้ยังย้ำด้วยว่า ทางกรมจะเดินหน้าสื่อสารแนวทางการสร้างครอบครัวที่อบอุ่น “หากเด็กโกหก ผู้ปกครองควรเลือกชื่นชมเมื่อเด็กพูดความจริง แทนที่จะลงโทษ”

ไทยก้าวสู่เวทีโลก: เด็กไทย ๑๔ ล้านคนได้รับสิทธิคุ้มครองเต็มที่ – แต่การเปลี่ยนแปลงจริงต้องอาศัยทุกภาคส่วน

องค์การยูนิเซฟและองค์กร Save the Children ต่างออกโรงชื่นชมมาตรการของประเทศไทยว่าเป็นการก้าวไปข้างหน้าครั้งสำคัญ ซึ่งช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ในระดับนานาชาติ และตอกย้ำว่าความรุนแรงไม่จำเป็นต่อพัฒนาการของเด็ก นอกจากนี้ ประเทศไทยยังนับเป็นเพียงชาติที่สองในภูมิภาคอาเซียนที่ประกาศห้ามการลงโทษเด็กอย่างเด็ดขาด (Save the Children, UNICEF Thailand) ปัจจุบัน เด็กไทยกว่า 14 ล้านคนได้รับการรับรองสิทธิอย่างเต็มที่ผ่านกฎหมายฉบับนี้ ขณะที่ทั่วโลกมีเด็กได้รับความคุ้มครองแล้วกว่า 343 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็นว่า การจะเปลี่ยนแนวปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันอาจต้องใช้เวลาหลายชั่วอายุคน กฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ “ต้องอาศัยทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ต้องมีครู แพทย์ พระผู้นำศาสนา และผู้นำชุมชนร่วมด้วย” ที่ผ่านมา โครงการรณรงค์ลดความรุนแรงในโรงเรียนและสถานพินิจ ก็ประสบความสำเร็จในการลดสถิติความรุนแรงในเด็กลงถึงร้อยละ 20 ภายในระยะเวลา 7 ปี ผลลัพธ์นี้ชี้ชัดว่าการให้ความรู้และสร้างแบบอย่างที่ดีสามารถช่วยเปลี่ยนทัศนคติในสังคมได้ คณะทำงานผู้เคยขับเคลื่อนโครงการ “รักไม่ตี” ระบุว่า เป้าหมายต่อไปควรเน้นการอธิบายเหตุผลเชิงพัฒนาการของเด็กและความสำคัญของความปลอดภัยทางอารมณ์ให้ผู้ปกครองเข้าใจอย่างลึกซึ้ง มากกว่าเพียงแค่บอกว่า “อย่าตี”

งานวิจัยฟันธง: ‘ประสิทธิผล’ ของการตี ไม่มีหลักฐานรองรับ พบแต่ผลเสียมากกว่าผลดี

แม้มีนักวิจัยบางกลุ่มชี้ว่า การลงโทษเด็กด้วยการตีเบาๆ อาจไม่ก่อให้เกิดอันตรายรุนแรง หรือสามารถช่วยหยุดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้ในระยะสั้น ทว่าการทบทวนข้อมูลเชิงสถิติอย่างรอบด้าน ซึ่งรวบรวมข้อมูลในระยะยาวและควบคุมปัจจัยอื่นๆ อย่างรัดกุม กลับไม่พบประโยชน์ใดๆ ที่เหนือกว่า แต่กลับพบความเสี่ยงที่ต่อเนื่องกัน แม้จะแยกพิจารณาระหว่างการ “ตีเบา” และ “การทำร้ายรุนแรง” ก็ยังพบว่าส่งผลกระทบไปในทิศทางเดียวกัน งานวิจัยบางชิ้นสรุปว่า “ผลของการตีเบาและตีแรงต่างกันแค่ขนาดแต่มีทิศทางเดียวกัน” (Gershoff & Grogan-Kaylor, 2016; PMC7992110) ไม่มีการศึกษาขนาดใหญ่ชิ้นใดให้ข้อยืนยันถึงประโยชน์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ ประโยชน์ในระยะสั้นที่อาจพบนั้น มักอยู่ได้ไม่นาน และถูกบดบังด้วยผลเสียในระยะยาว

การ “เลิกตี” ในแบบฉบับไทย: เชื่อมโยงค่านิยมเดิม สร้างสังคมอบอุ่นด้วยน้ำใจ

การเปลี่ยนแนวคิดการเลี้ยงดูบุตรหลานในสังคมไทย จำเป็นต้องอาศัยมากกว่าแค่กฎหมายหรือความรู้ทางวิชาการ ในสังคมที่ให้ความเคารพผู้อาวุโสและให้ความสำคัญกับความกลมเกลียวปรองดอง แนวคิดการเป็นผู้ปกครองเชิงสร้างสรรค์ ควรถูกผสานเข้ากับวัฒนธรรม “น้ำใจไทย” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความอบอุ่น การตีความหลักธรรมทางศาสนาในปัจจุบัน ก็เริ่มหันมาเน้นย้ำถึงการไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อสะท้อนถึงเมตตาจิตและการสร้างบุญกุศล สื่อสังคมเองก็เริ่มหยิบยกตัวอย่างครอบครัวที่เลือกใช้การสื่อสารด้วยความเข้าใจ ใช้วิธี “อยู่ใกล้ลูก-ใจเย็น” แทนการ “ลงโทษ-ตี”

กฎหมายใหม่: เพียงจุดเริ่มต้น สู่การเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างยั่งยืน

ความสำเร็จในการนำกฎหมายไปปฏิบัติ และลดความรุนแรงในครอบครัวได้อย่างแท้จริง จำเป็นต้องใช้ความตั้งใจทางการเมือง ทรัพยากรสำหรับสนับสนุนผู้ปกครอง และการปรับมาตรฐานสังคม ข้อเสนอสำคัญได้แก่

  • โรงเรียนและศูนย์ชุมชน ควรจัดอบรมผู้ปกครองเกี่ยวกับการอบรมสั่งสอนบุตรหลานโดยปราศจากความรุนแรง รวมถึงการทำความเข้าใจพัฒนาการทางสมองของเด็กอย่างต่อเนื่อง
  • บุคลากรด้านสุขภาพและสังคม ควรได้รับการฝึกอบรมให้มีความเข้าใจในการตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือในกรณีที่เกิดความรุนแรงในครอบครัวอย่างละเอียดอ่อน
  • ระบบประกันสังคมและสวัสดิการ ควรเข้ามาดูแลครอบครัวที่อยู่ในภาวะตึงเครียดสูง เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อการใช้ความรุนแรง
  • สื่อระดับชาติและท้องถิ่น ควรมีบทบาทในการสื่อสารคุณค่าของการเลี้ยงดูแบบสร้างสรรค์ และโต้แย้งความเชื่อที่ผิดๆ ว่า “ตีลูกแล้วดี”
  • ทุกกลุ่มในสังคม ตั้งแต่พระ นักเรียน ครู เจ้าหน้าที่ตำรวจ ไปจนถึงผู้นำชุมชน ควรได้รับโอกาสและการสนับสนุนในการสร้างค่านิยมการไม่ใช้ความรุนแรงให้เกิดขึ้นในวงกว้าง

สำหรับคนไทย จากการสรุปข้อมูลและหลักฐานที่ชัดเจนว่า “การตีเด็ก” ไม่ใช่แนวทางในการอบรมสั่งสอนที่ปลอดภัยหรือให้ผลลัพธ์ที่ดี กฎหมายใหม่ของประเทศไทย ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และจากการรณรงค์ภายในประเทศ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องแบกรับภาระนี้เพียงลำพัง เพราะมีบริการสนับสนุนมากมายรองรับ ทั้งนี้ ผลลัพธ์ที่ดีจะส่งผลต่อเด็ก ครอบครัว โรงเรียน และสังคมไทยโดยรวม

สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือขอรับคำปรึกษา สามารถติดต่อได้ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย หรือองค์กรด้านสิทธิเด็กที่อยู่ใกล้บ้านได้โดยตรง

สำหรับผู้สนใจอ่านเพิ่มเติม ดูได้ที่: