หนังสือ งอกงามความรักเรียน เล่มนี้ เสนอเรื่อง student engagement ในความหมายใหม่หรือมุมมองใหม่ ที่ให้ความสำคัญแก่นักเรียน ในฐานะ “ผู้ริเริ่มกระทำการ” (agency) ของการเรียนรู้ของตนเอง โดยที่ครูหันไปแสดงบท “ผู้เกื้อหนุน” (empower) ในฐานะโค้ช หรือผู้อำนวยความสะดวก (facilitator) ต่อการเรียนรู้ของนักเรียน ที่เข้าใจจิตวิทยาการพัฒนาตัวตน และพัฒนาความรักเรียน ของเด็กแต่ละวัย
ครูเปลี่ยนจาก “ผู้ให้คำตอบ” เป็น “ผู้ให้คำถาม” เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนได้ฝึกคิดอยู่ตลอดเวลา เป็นคำถามที่มีความท้าทายพอเหมาะต่อความรู้เดิมของนักเรียน ซึ่งหมายความว่า ครูรู้ว่าความรู้เดิมของนักเรียนเป็นอย่างไร โดยรู้ในระดับเป็นรายคน
เมื่อปฏิบัติตามแนวทางในหนังสือเล่มนี้ ทั้งนักเรียนและครูจะเป็น “ผู้งอกงามความรักเรียน” ใส่ตน ทุกประเด็นที่นักเรียนได้รับ ครูจะได้รับด้วย ครูจะพบความท้าทายน้อยใหญ่อยู่ตลอดเวลาในการทำหน้าที่ครูแนวใหม่นี้ โดยครูมีเครื่องมือหรือตัวช่วยการเผชิญความท้าทาย คือ PLC – Professional Learning Community ของครู ที่ครูรวมตัวกันนำเอาความท้าทายและข้อค้นพบใหม่ๆ มาใคร่ครวญสะท้อนคิดร่วมกัน เพื่อทำความเข้าใจหลักการ หรือคิดหลักการใหม่ สำหรับนำไปทดลองใช้ในโอกาสต่อไป รายละเอียดของการเรียนรู้ร่วมกันของครูในกระบวนการ PLC มีอยู่ในหนังสือ โรงเรียนเป็นชุมชนเรียนรู้ (https://www.scbfoundation.com/media_knowledge/document/292/หนังสือโรงเรียนเป็นชุมชนเรียนรู้-21572)
หนังสือ งอกงามความรักเรียน เล่มนี้ ชี้แนะแนวทางที่ทำให้ชีวิตครูเป็นชีวิตที่สนุกอยู่กับการหมุนวงจรเรียนรู้จากการปฏิบัติ หรือจากประสบการณ์ของตน โดยร่วมกันหมุนวงจรนี้ร่วมกันกับเพื่อนครู เป็นแนวทางที่หนุนให้ชีวิตครูเป็นชีวิตที่ทรงคุณค่า ทั้งต่อตนเอง ต่อศิษย์ ต่อเพื่อนครู ต่อชุมชนโดยรอบโรงเรียน และต่อระบบการศึกษาไทย คุณค่าของการสร้างพลเมืองไทยคุณภาพสูง เริ่มที่ตนเอง
ที่สำคัญที่สุด เป็นชีวิตครูผู้ร่วมกันริเริ่มกระทำการปฏิรูปการศึกษาจากล่างขึ้นบน
เป็นหนังสือที่เน้นที่ “เมล็ดพันธุ์” (seeds) ของการเรียนรู้ อันได้แก่ “ความรักเรียน” (love of learning) ของนักเรียนเอง ซึ่งนอกจากหนุนให้นักเรียน “รักเรียน” แล้ว หนังสือเล่มนี้ยังหนุนให้นักเรียน “รู้วิธีเรียน” (learning how to learn) อีกด้วย โดยครูก็หว่าน “เมล็ดพันธุ์” นี้ในตัวเอง และในกลุ่มครูด้วยกันเองด้วย เป็น “เมล็ดพันธุ์” ที่จะงอกงาม และแพร่พันธุ์ ออกไปอย่างกว้างขวาง
การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางสังคม คือเกิดจากปฏิสัมพันธ์ ทั้งจากการที่นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับตัวเอง กับเพื่อนนักเรียน กับครู กับสภาพแวดล้อมในชั้นเรียน ในโรงเรียน ที่บ้าน ในชุมชน ในสื่อสารพัดชนิด ในโลก และในจักรวาล โดยนักเรียนใช้ประสาทสัมผัสสารพัดชนิดที่มีอยู่ในมนุษย์ อันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่มีการรับผัสสะ สู่การรู้สึกรับรู้ที่มีความละเอียดอ่อนและซับซ้อนยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประสาทสัมผัสด้าน “ใจ” ที่มีทั้งความคิดเชิงเหตุผล และประสาทสัมผัสที่นำสู่อารมณ์ความรู้สึกสารพัดแบบ แบบที่สำคัญมากต่อการเรียนรู้คืออารมณ์ความรู้สึกว่าตนเองมีตัวตน (being) และรู้สึกว่าตนเองได้รับการยอมรับจากครูและเพื่อนๆ รู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่ง (belonging) ของหมู่คณะ ดังจะอ้างรายละเอียดในหนังสือชุด การเรียนรู้ ‘ขั้นสูง’ จากประสบการณ์ ในย่อหน้าที่จะตามมา
ปฏิสัมพันธ์ที่มีความสำคัญยิ่งคือ ปฏิสัมพันธ์กับครู ที่นักเรียนสัมผัสและรับรู้ความรักความหวังดีของครู รับรู้การยอมรับ “ตัวตน” (being) ของตน ผสานกับคำพูดและท่าทีของครู ที่สะท้อนการยอมรับและให้เกียรติต่อตัวตนและความคิดของนักเรียน นำสู่ “สุขภาวะทางอารมณ์” (emotional well-being) ของนักเรียนเมื่อมาโรงเรียน ที่จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ดึงดูดให้นักเรียนอยากมาโรงเรียน ผมเชื่อว่า นักเรียนที่หลุดจากระบบการศึกษาจำนวนหนึ่ง เกิดจากด้านลบของสุขภาวะทางอารมณ์เมื่อมาโรงเรียน นักเรียนแบบนี้มีมากน้อยแค่ไหน สาเหตุแท้จริงเป็นอย่างไร เป็นโจทย์วิจัยสำคัญทางการศึกษา
“ความรักเรียน” ส่วนหนึ่งเกิดจากเห็นคุณค่าของการเรียนรู้ ต่อชีวิตในอนาคตของตนเอง อีกส่วนหนึ่งเกิดจากความสนุกตื่นเต้นในการ “เอ๊ะ” และปิติสุขที่เกิดตามมาในเสี้ยววินาทีของ “อ๋อ” ในวงจรเรียนรู้จากประสบการณ์ ที่ใช้ Kolb’s Experiential Learning Cycle ที่เป็นวงจรของ “การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง” (transformative learning) เล็กๆ ในตัวนักเรียนนับร้อยรอบในแต่ละวัน
เป็นการเรียนรู้สู่การพัฒนาครบทุกด้านเพื่อชีวิตที่ดี มีสุขภาวะ (well-being) ในอนาคต ที่เรียกว่า “การเรียนรู้องค์รวม” (holistic learning) ที่องค์การ OECD เสนอให้เป็นการเรียนรู้ครบ ๔ ด้าน VASK แบบบูรณาการกัน คือเรียนรู้ทุกด้านไปพร้อมๆ กัน หรือที่เรียกว่า การเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ ๒๑ (21st Century Learning) ไม่เรียนรู้แบบแยกส่วน ที่เป็นจุดอ่อนของการศึกษาไทยในเวลานี้ ที่ต่อเนื่องมากว่า ๓๐ ปี
สภาพเช่นนี้จะเกิดขึ้น เมื่อกระบวนการการเรียนรู้เป็นแบบ “เรียนรู้เชิงรุก” (active learning) ที่นักเรียนร่วมกันปฏิบัติหรือทำกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ของตน ตามด้วยการร่วมกันใคร่ครวญสะท้อนคิด โดยครูทำหน้าที่ช่วยตั้งคำถามให้นักเรียนร่วมกันสะท้อนคิดสู่การตีความหาความหมาย หรือหลักการ หลากหลายแบบ ตามแนวทาง “การเรียนรู้ ‘ขั้นสูง’ จากประสบการณ์” การเรียนรู้เชิงรุกนี้ จะช่วยให้นักเรียนรู้จักฟังเพื่อน รู้จักฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง เกิดการสั่งสม “จรณทักษะ” (soft skills) ที่จำเป็นต่อชีวิตที่ดีมีสุขภาวะ อย่างไม่รู้ตัว
ครูต้องไม่จัดการเรียนรู้เชิงรับ (passive learning) ที่ครูใช้วิธีบอกสอน ให้นักเรียนจดจำและเข้าใจ เพียงเพื่อให้ทำข้อสอบได้ ซึ่งจะนำสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับต่ำใน Bloom’s Taxonomy of Learning
ครูพึงตระหนักว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ดังอธิบายในหนังสือ ทำจริง เรียนจริง จนรู้แจ้ง หน้า ๑๔ ว่า “การเรียนรู้มีปัจจัยเกี่ยวข้องมากกว่านั้น ได้แก่ การคิด (thinking), การรับผัสสะ (sensing), การสังเกต (observing), การรู้สึก (feeling), การกระทำ (doing), การเป็นส่วนหนึ่ง (belonging), การเป็นตัวตน (being) เป็นต้น” (https://www.roong-aroon.ac.th/wp-content/uploads/2024/03/Lo-ไตรภาคการเรียนรู้จากประสบการณ์-เล่ม2-ทำจ.pdf) และตามคำอธิบาย ๗ มิติของการเรียนรู้ ตามในหนังสือ มองนอก ออกแบบใน หน้า ๑๖๓ (https://www.roong-aroon.ac.th/wp-content/uploads/2024/03/Lo-ไตรภาคการเรียนรู้จากประสบการณ์-เล่ม3-ทำจ.pdf ) ดังนี้
“มิติที่ ๑ ปฏิบัติ เพื่อการเรียนรู้ อาจโดยการสร้างแบบจำลอง ดังตัวอย่างแบบจำลองของเป้เดินทางข้างบน ซึ่งเมื่อปฏิบัติแล้วต้องตามด้วยคำถามสู่การสะท้อนคิดเพื่อเรียนรู้
มิติที่ ๒ สังเกตและรับรู้ ผ่านการปฏิบัติ เช่นการหยิบแผ่นกระดาษเพื่อเคลื่อนย้ายที่ไปพร้อมๆ กันกับพูดสื่อสารกับเพื่อนร่วมทีม ดูและฟังเพื่อนเคลื่อนไหวและออกความเห็น
มิติที่ ๓ อารมณ์ความรู้สึก รู้สึกอยากลอง กล้าทดลองทำและเผชิญความผิดพลาด ตื่นเต้นเมื่อทำแล้วเกิดผลดี มีความสุขความมั่นใจในสิ่งที่ทำได้ดี
มิติที่ ๔ รู้/ความรู้/ความคิด นำสู่การตั้งคำถามเป็นชุด เพื่อนำทางสู่การลอง หรือการกระทำ
มิติที่ ๕ เป็นส่วนหนึ่ง/สายสัมพันธ์ทางสังคม ออกแบบกิจกรรมเพื่อสร้างและใช้มิตรภาพ ความเป็นทีม ปฏิสัมพันธ์เชิงผู้ให้และผู้รับ ดุลยภาพระหว่างการร่วมมือและการแข่งขัน
มิติที่ ๖ เป็นส่วนหนึ่งของโลกธรรมชาติที่กว้างกว่าสังคมมนุษย์ ออกแบบประสบการณ์ให้ดำเนินการกลางแจ้ง ในท่ามกลางธรรมชาติ
มิติที่ ๗ เปลี่ยนขาดตัวตน สู่ตัวตนที่มีเป้าหมายชีวิต เป็นตัวของตัวเอง เรียนรู้ตลอดชีวิต”
ซึ่งหมายความว่า ครูต้องเข้าใจว่า ศิษย์เรียนรู้จากหลากหลายช่องทาง มากช่องทางกว่าปฏิสัมพันธ์กับครู จึงเป็นความท้าทายว่า ครูจะเป็นปัจจัยส่งเสริม ไม่เป็นปัจจัยปิดกั้น การเรียนรู้ผ่านช่องทางเหล่านั้น ได้อย่างไร ซึ่งผมมองว่า การที่ครูเข้าใจและยอมรับอารมณ์ความรู้สึกของนักเรียน จะช่วยให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนมีลักษณะ “มนุษย์สัมผัสมนุษย์” คือมีความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจกัน นำสู่การมีความไว้วางใจต่อกันและกัน (mutual trust) ซึ่งจะช่วยให้ครูทำหน้าที่โค้ชหรือพี่เลี้ยงการเรียนรู้ของนักเรียนได้ในมิติที่ลึก
ครูพึงระมัดระวัง ไม่ใช้ปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจ ตามที่ระบุไว้ในหนังสือ ทำจริง เรียนจริง จนรู้แจ้ง หน้า ๒๑ เพราะจะเป็นตัวปิดกั้นการพัฒนาความมั่นใจในตนเอง และความเป็นผู้ริเริ่มกระทำการ (agency) ของนักเรียน
นักเรียนต้องมีเป้าหมายการเรียนรู้ที่ถูกต้อง อย่างน้อย ๓ ประการคือ (๑) เรียนรู้องค์รวม (๒) เรียนรู้ระดับสูง หรือระดับลึก ไม่หลงอยู่กับการเรียนรู้ระดับตื้นหรือผิวเผิน (๓) เรียนรู้ต่อเนื่อง และตลอดชีวิต
นำสู่การเรียนรู้อย่างมีความหมาย และอย่างมีเป้าหมาย ซึ่งหมายความว่า นักเรียนสามารถบอกได้ว่าการเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งของตนดำเนินไปถึงไหนแล้ว คือนักเรียนเรียนรู้และพัฒนาทักษะประเมินความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของตนได้ (formative assessment) และรู้จักใช้ผลการประเมินนั้นเป็นข้อมูลป้อนกลับ (feedback) แก่ตนเอง เพื่อปรับปรุงการเรียนให้ได้ผลยิ่งขึ้น รวมทั้งช่วยให้คำแนะนำป้อนกลับแก่เพื่อนๆ (peer feedback) ได้ด้วย ครูฝึกศิษย์ให้เรียนรู้วิธีประเมินความก้าวหน้าของการเรียน รวมทั้งวิธีให้คำแนะนำป้อนกลับเชิงสร้างสรรค์ (constructive feedback) ไม่เผลอให้คำแนะนำป้อนกลับเชิงตำหนิ หรือเยาะเย้ย ที่จะส่งผลลดความมั่นใจในตนเองของศิษย์
นักเรียนจำนวนหนึ่ง ตกเป็นเหยื่อของสารพัดอบายมุข ที่มุ่งแสวงผลประโยชน์จากการบริโภคของเด็ก เช่น ยาเสพติด การพนัน เกมออนไลน์ สถานบันเทิง กิจกรรมทางเพศ เป็นต้น การหนุนนักเรียนให้ งอกงามความรักเรียน จึงต้องถือว่าเป็นเสมือน “การเข็นครกขึ้นภูเขา” ที่นอกจากหนุน “ความรักเรียน” แล้ว ยังต้องช่วยหนุนให้นักเรียนสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” เพื่อป้องกันภัยจากสิ่งชั่วร้ายในสังคม ใส่ตัวด้วย โดยสร้างค่านิยมด้านดีใส่ตัว ตามรายละเอียดในหนังสือ ค่านิยมศึกษา สู่คุณค่านำทางชีวิต (https://www.scbfoundation.com/stocks/0a/file/1735010590mrcw70apdf/หนังสือ_ค่านิยมศึกษาสู่คุณค่านำทางชีวิต.pdf) ที่ครูพึงปฏิบัติเป็นตัวอย่าง (role model) และจัดกระบวนการให้นักเรียนได้สร้างค่านิยมที่ดีใส่ตน บูรณาการอยู่ในการเรียนรู้ประจำวัน ตามแนวทางที่เสนอในหนังสือดังกล่าว โดยครูและโรงเรียนต้องไม่หลงดำเนินการเองอย่างโดดเดี่ยว ต้องชวนผู้ปกครองและผู้นำชุมชนมาร่วมเป็นผู้นำดำเนินการเพื่อลดแหล่งอบายมุขในชุมชน
หนังสืออีกเล่มหนึ่ง ที่แนะนำวิธีที่ผู้ใหญ่ ทำหน้าที่ให้คำแนะนำปรึกษาแก่เด็กยามที่เขาเผชิญความอึดอัดขัดข้องทางอารมณ์ในชีวิตประจำวัน คือ สอนเด็กให้เป็นคนดี (https://www.scbfoundation.com/stocks/15/file/1412914130hxaig15pdf/สอนเด็กให้เป็นคนดี.pdf ) แต่เด็กจะกล้าปรึกษาก็ต่อเมื่อเขาไว้วางใจ หนังสือเล่มนี้เป็นเสมือนคำแนะนำวิธีที่พ่อแม่ ครู และผู้ใหญ่ แสดงความรักความเห็นใจ (empathy) แก่เด็กที่กำลังเผชิญปัญหาทางอารมณ์ เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการที่เด็กมี “ตัวช่วย” ให้เขาแสวงหา student engagement partner ตามแนวทางที่เด็กเป็นผู้เลือกที่ปรึกษาเอง หากในแต่ละโรงเรียนมีครูแบบ Annie Fox ผู้เขียนหนังสือ Teaching Kids to be Good People ที่ผมตีความถ่ายทอดมาเป็นหนังสือ สอนเด็กให้เป็นคนดี จะเป็นกลไกช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องคุณธรรมความดีงาม จากปัญหาในชีวิตประจำวัน เป็นกลไกของการ งอกงามความรักเรียน ด้าน V และ A ของ OECD
ขอสรุปว่า การ งอกงามความรักเรียน เริ่มจากการมีเป้าหมายชีวิต มีความเชื่อว่ามนุษย์เรียนรู้และพัฒนาได้ (growth mindset) มีทักษะสร้างสนามพลังบวก ให้แก่ตนเอง เพื่อนๆ และผู้คนรอบข้าง มีการเรียนรู้เชิงรุก (active learning) ซึ่งการเรียนรู้เชิงรุกแบบที่สำคัญที่สุดในความเชื่อของผมคือ เรียนรู้ ‘ขั้นสูง’ จากประสบการณ์ และเรียนรู้องค์รวม (holistic learning) ไม่เพียงเรียนเพื่อไปประกอบอาชีพได้เท่านั้น ต้องเรียนเพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์เป็นเป้าหมายสำคัญที่สุด และครูทำหน้าที่เป็นหุ้นส่วนเกื้อหนุนนักเรียน ในฐานะเพื่อนมนุษย์ และในฐานะ “ครูผู้เกื้อหนุน” ไม่ใช่ “ครูผู้กำกับควบคุม”
วิจารณ์ พานิช
๑๓ พ.ค. ๖๘ บนเครื่องบินเดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์