ผลวิจัยทางจิตวิทยาชิ้นล่าสุดได้ออกมาสวนกระแสความเชื่อเดิมๆ ที่ว่า การหลบสายตาระหว่างสนทนาคือสัญญาณของความไม่จริงใจ ไม่ใส่ใจ หรือไม่มีมารยาท บทความใหม่ที่รวบรวมมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญและงานศึกษาต่างๆ ช่วยตีแผ่ความจริงเบื้องหลังการมองไปทางอื่นขณะพูดคุย ซึ่งพบว่าพฤติกรรมนี้ซับซ้อนและมีที่มาที่ไปมากกว่าที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ โดยเฉพาะในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับความปรองดองและการสื่อสารผ่านภาษากายอันละเอียดอ่อน การทำความเข้าใจเรื่องการสบตาเสียใหม่ อาจช่วยให้การปฏิสัมพันธ์ในที่ทำงานและในชีวิตประจำวันราบรื่นขึ้น
ที่ผ่านมา หนังสือพัฒนาตนเองและคอลัมน์ให้คำปรึกษาต่างๆ มักบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “ต้องมองตาคู่สนทนา” เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แต่ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าการสบตาไม่ได้เป็นตัวชี้วัดความจริงใจเสมอไป งานวิจัยพบว่าโดยเฉลี่ยแล้ว คนเราสบตากันเพียง 40–60% ของระยะเวลาสนทนา และอาจเพิ่มเป็น 60–70% เมื่อบทสนทนานั้นมีอารมณ์ความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ในการทดลองที่ใช้เทคโนโลยีติดตามสายตาทั้งสองฝ่าย พบว่าช่วงเวลาที่สบตากันจริงๆ อาจต่ำเพียง 0–45% เท่านั้น โดยแต่ละครั้งใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวินาทีด้วยซ้ำ (eladelantado.com)
ข้อค้นพบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อวัฒนธรรมไทย ซึ่ง “ความเกรงใจ” และการอ่านความรู้สึกของผู้อื่นผ่านท่าทีที่ละเอียดอ่อนถือเป็นหัวใจของการมีปฏิสัมพันธ์ การตีความว่าการหลบตาคือการไม่ให้เกียรติหรือไม่ตั้งใจจึงอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดกันได้ง่ายๆ นักวิจัยด้านการศึกษาของไทยให้ข้อมูลว่า แม้ในห้องเรียนนานาชาติจะเน้นให้นักเรียนสบตาเพื่อแสดงความสนใจ แต่นักเรียนไทยจำนวนมากกลับสงวนท่าทีเมื่อต้องสื่อสารกับผู้ที่มีอำนาจสูงกว่าอย่างครูบาอาจารย์ เนื่องจากวัฒนธรรมไทยให้ความสำคัญกับความเคารพและความสุภาพนอบน้อม (springeropen.com)
งานวิจัยชี้ว่า ความหมายทางจิตวิทยาของการใช้สายตาต้องพิจารณาจากบริบทรอบด้าน เช่น การหลบตาอาจเกิดจากความไม่มั่นใจ ความรู้สึกผิด ความอับอาย หรือความกังวล ซึ่งพบได้บ่อยในนักเรียนที่อยู่ภายใต้แรงกดดัน ผู้ที่มีบาดแผลทางใจ หรือผู้ที่เป็นออทิสติกและผู้มีความวิตกกังวลทางสังคม ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่สังคมไทยเริ่มหันมาให้ความสนใจมากขึ้น ในทางกลับกัน การจ้องตาอย่างต่อเนื่องอาจหมายถึงความตั้งใจที่จะมีส่วนร่วม หรือในบางครั้งก็อาจหมายถึงการท้าทายได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ การหรี่ตาอาจสื่อถึงความระแวดระวังหรือความสงสัย การกะพริบตาถี่ๆ เป็นสัญญาณของความเครียด ส่วนรูม่านตาที่ขยายกว้างอาจบ่งบอกว่ากำลังใช้ความคิดอย่างหนักหรือรู้สึกตื่นเต้น ไม่ได้แปลว่ามาจากแรงดึงดูดทางเพศเพียงอย่างเดียว
นักจิตวิทยาในงานวิจัยนี้ย้ำว่า การตีความจาก “สายตา” เพียงอย่างเดียวมักนำไปสู่ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและไม่สมบูรณ์ ดังที่บทความสรุปไว้ว่า “นักจิตวิทยาจะไม่ตัดสินจากการหลบสายตาเพียงครั้งเดียว แต่จะสังเกตองค์ประกอบโดยรวม ทั้งการสบตา ท่าทาง น้ำเสียง และเนื้อหาที่พูดคุยประกอบกัน” แนวทางนี้สอดคล้องกับธรรมเนียมปฏิบัติของไทยที่เน้นความกลมเกลียวในความสัมพันธ์ เช่น การโค้งคำนับ การใช้มือประกอบการพูด หรือการเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรง
ความเชื่อผิดๆ ที่ว่า “มองซ้ายแปลว่าโกหก มองขวาแปลว่ากำลังนึก” ก็เป็นสิ่งที่นักจิตวิทยาสมัยใหม่ไม่ยอมรับเช่นกัน เพราะทิศทางการมองของคนเราขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งลักษณะงานที่ทำ บุคลิกส่วนตัว และวัฒนธรรม ทำให้การตีความแบบเหมารวมนั้นเชื่อถือไม่ได้
นักวิจัยแนะนำว่า แทนที่จะไปหมกมุ่นกับการนับวินาทีที่สบตากัน เราควรหันมาสังเกตพฤติกรรมอื่นๆ ที่บ่งบอกถึงความใส่ใจได้ดีกว่า เช่น การฟังอย่างตั้งใจ การถามคำถามที่เกี่ยวข้อง การพยักหน้ารับเมื่อเห็นด้วย หรือทิศทางของร่างกายที่หันเข้าหาผู้พูด ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว สัญญาณเหล่านี้เชื่อถือได้มากกว่าการสบตากันเพียงชั่วครู่
หากต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องฟังผู้พูดที่ไม่น่าสนใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทั้งในห้องเรียน ที่ทำงาน หรือแม้แต่ในครอบครัว นักจิตวิทยาได้แนะนำวิธีรับมือไว้หลายอย่าง เช่น การขีดเขียนหรือจดบันทึก (ซึ่งอาจช่วยให้มีสมาธิมากขึ้น) การตั้งเป้าหมายเล็กๆ เพื่อหาข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากเรื่องที่ฟัง การสรุปเนื้อหาในใจเป็นระยะๆ ไปจนถึงการตั้งคำถามให้ชัดเจน นอกจากนี้ยังควรนั่งหลังตรง เพราะนักจิตวิทยาระบุว่าการนั่งห่อไหล่จะทำให้สมองเหม่อลอยได้ง่ายขึ้น
ข้อค้นพบนี้ส่งผลโดยตรงต่อสังคมไทยในหลายมิติ ประการแรก สำหรับครูและผู้บริหารองค์กร ควรเลิกตีความการหลบสายตาของนักเรียนหรือพนักงานในแง่ลบเกินจริง ที่ปรึกษาโรงเรียนมากประสบการณ์ของไทยท่านหนึ่งระบุว่า เด็กไทยส่วนใหญ่มักก้มหน้าหลบตาเพราะความเคารพ ไม่ใช่การหลีกเลี่ยง การทำความเข้าใจและเปิดกว้างต่อรูปแบบการสื่อสารที่หลากหลายจะช่วยลดแรงกดดันและสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการทำงาน โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่มีความหลากหลาย หรือสำหรับผู้มีภาวะการทำงานของสมองที่แตกต่างจากคนทั่วไป
ประการที่สอง การสื่อสารรณรงค์ด้านสุขภาพจิตสามารถนำข้อมูลนี้ไปปรับใช้ได้ เนื่องจากปัจจุบันมีเด็กและเยาวชนไทยที่ได้รับการวินิจฉัยภาวะวิตกกังวลหรือออทิสติกเพิ่มขึ้น การตัดสินพฤติกรรมทางสายตาอย่างผิดๆ อาจส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและสร้างตราบาปให้แก่พวกเขาได้ ดังนั้น การรณรงค์เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายทางภาษากาย เหมือนที่กระทรวงสาธารณสุขเคยส่งเสริมโครงการ “ปฐมพยาบาลทางใจ” อาจช่วยลดการถูกกลั่นแกล้งและสร้างความมั่นใจให้ผู้ที่ไม่ถนัดการสบตาได้ (who.int)
สุดท้ายนี้ ในขณะที่ไทยกำลังเปิดรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ความเข้าใจเรื่องความแตกต่างทางภาษากายยิ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ทีมมัคคุเทศก์ บุคลากรโรงแรม และนักเจรจาธุรกิจ ควรได้รับการอบรมเกี่ยวกับการตีความภาษากายอย่างสร้างสรรค์และเข้าใจในความแตกต่างทางวัฒนธรรม เพื่อลดการเหมารวมที่อาจสร้างความอึดอัดหรือความเข้าใจผิดให้แก่ผู้มาเยือนได้ (taiwannews.com.tw)
รากฐานความเป็นไทยที่ให้ความสำคัญกับ “น้ำใจ” และ “ความสบายๆ” นั้น เน้นไปที่ความสงบและความผ่อนคลายมากกว่าการยึดติดกับกฎเกณฑ์ที่ตายตัว งานวิจัยทางจิตวิทยาชิ้นนี้จึงสอดคล้องกับแนวคิดเรื่องความยืดหยุ่นและการอ่านบริบท ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
ในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้มีการจัดอบรมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นสำหรับครู บุคลากรสาธารณสุข และประชาชนทั่วไป เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านภาษากายและท่าที โดยเฉพาะเมื่อไทยต้องปรับตัวเข้ากับแนวคิดสากลและเทคโนโลยีใหม่ๆ การเรียนการสอนออนไลน์ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของการปฏิสัมพันธ์ไปอย่างสิ้นเชิง เช่น ในห้องเรียนออนไลน์ที่ผู้เรียนส่วนใหญ่ไม่เปิดกล้อง ทำให้ต้องมีแนวทางใหม่ๆ ในการประเมินความร่วมมือและความสนใจ โดยไม่สามารถพึ่งพาภาษากายแบบเดิมๆ ได้ (bangkokpost.com)
ข้อเสนอแนะสำหรับผู้อ่านชาวไทยคือ ควรฝึกสังเกต “องค์ประกอบโดยรวมของพฤติกรรม” แทนที่จะเชื่อการตีความสายตาเพียงแวบเดียว ไม่ว่าจะเป็นการนั่งตัวตรง การรับฟังอย่างตั้งใจ การถามคำถามที่ตรงประเด็น และการเล่าเรื่องที่ต่อเนื่อง เพราะไม่ว่าจะในห้องเรียน ที่ทำงาน หรือในสังคมวงกว้าง ความเข้าใจว่าการสบตาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสื่อสาร จะช่วยลดความเครียดและสร้างความสัมพันธ์ที่จริงใจยิ่งขึ้น ตามหลักความฉลาดทางสังคมแบบไทยๆ
- สำหรับครู: สร้างบรรยากาศห้องเรียนที่เปิดกว้างและเคารพความแตกต่างในการแสดงออก เพื่อให้นักเรียนที่ขี้อายหรือมีพื้นเพทางวัฒนธรรมที่ต่างออกไปสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่
- สำหรับนายจ้าง: ส่งเสริมทักษะการสื่อสารอย่างรอบด้านในทีม โดยเน้นการให้เกียรติและสังเกตพฤติกรรมโดยรวม แทนการตัดสินอย่างรวดเร็ว
- สำหรับครอบครัว: ให้กำลังใจบุตรหลานในการแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติ โดยตระหนักว่าการสบตาเป็นเพียงหนึ่งในหลายวิธีที่จะแสดงความเคารพและความใส่ใจ
- และสำหรับทุกคน: โปรดจำไว้ว่าการสื่อสารที่ดีเปรียบเสมือนการบรรเลง “วงออร์เคสตรา” ที่ประกอบด้วยเครื่องดนตรีหลากหลาย ทั้งสายตา น้ำเสียง ท่าทาง และถ้อยคำ ซึ่งจะไพเราะและเข้าใจได้ดีที่สุดเมื่อทุกส่วนทำงานประสานกันอย่างลงตัว
สำหรับผู้อ่านที่สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาษากายและทักษะด้านสุขภาพจิต สามารถติดตามข่าวสารได้ที่ กระทรวงสาธารณสุข หรือเข้าร่วมกิจกรรมอบรมเกี่ยวกับภาษากายและการดูแลสุขภาพใจในชุมชน