สานุวาสีเถรเปตวัตถุ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา
๒. สานุวาสีเถรเปตวัตถุ
เรื่องเปรตญาติของพระสานุวาสีเถระ
[๔๐๘] พระเถระชาวกุณฑินครรูปหนึ่งซึ่งอยู่ประจำที่ภูเขาสานะ มีชื่อว่า โปฏฐปาทะ เป็นผู้สงบ อบรมอินทรีย์แล้ว
[๔๐๙] มารดา บิดา พี่ชายของท่านตกยาก เกิดในยมโลก เพราะทำกรรมชั่วไว้จึงไปเกิดในเปตโลก
[๔๑๐] เปรตเหล่านั้นตกยาก มีร่างกายเศร้าหมอง อึดอัดด้วยของบูดเน่า ลำบากยิ่งนัก เปลือยกาย ซูบผอม สะดุ้งหวาดเสียวมาก ทำงานหนัก ไม่กล้าปรากฏตัว
[๔๑๑] เปรตพี่ชายของท่านเพียงคนเดียวกล้าเปลือยกาย คลานไปแสดงตนแก่พระเถระในทางเปลี่ยว
[๔๑๒] ฝ่ายพระเถระก็ไม่ได้ใส่ใจถึง เดินผ่านไปอย่างสงบ เปรตนั้นจึงบอกให้พระเถระรู้ว่า ข้าพเจ้าคือพี่ชายของท่าน ซึ่งไปเกิดในเปตโลก
[๔๑๓] ท่านผู้เจริญ มารดาบิดาของท่านตกยาก เกิดในยมโลก เพราะทำกรรมชั่วไว้จึงต้องไปเกิดในเปตโลก
[๔๑๔] เปรตมารดาบิดาของท่านเหล่านั้นตกยาก มีร่างกายเศร้าหมอง อึดอัดด้วยของบูดเน่า ลำบากยิ่งนัก เปลือยกาย ซูบผอม สะดุ้ง หวาดเสียวมาก ทำงานหนัก ไม่กล้าปรากฏตัว
[๔๑๕] ขอท่านกรุณาอนุเคราะห์ให้ทานอุทิศส่วนกุศลให้พวกเรา พวกเปรตที่ทำงานหนักจักเป็นอยู่ได้ด้วยทานที่ท่านให้แล้ว
[๔๑๖] พระเถระและภิกษุอื่นอีก ๑๒ รูป เที่ยวบิณฑบาตแล้ว กลับมาประชุมกัน เพราะต้องทำภัตกิจ (การฉันภัตตาหารร่วมกัน) ร่วมกัน
[๔๑๗] พระเถระกล่าวกับภิกษุเหล่านั้นแม้ทั้งหมดว่า ขอท่านทั้งหลายจงให้ภัตตาหารตามที่ได้มาแก่ผมเถิด ผมจักทำสังฆภัต (ถวายอาหารแก่สงฆ์) เพื่ออนุเคราะห์ญาติทั้งหลาย
[๔๑๘] ภิกษุเหล่านั้นจึงมอบถวายพระเถระ พระเถระจึงนิมนต์สงฆ์มาแล้วถวายทาน ครั้นถวายแล้วอุทิศส่วนกุศลให้ว่า ขอผลทานนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลาย คือ มารดา บิดา และพี่ชายของเรา ขอญาติทั้งหลายจงมีความสุขเถิด
[๔๑๙] ในลำดับที่พระเถระอุทิศส่วนบุญให้นั้นเอง โภชนะสะอาด ประณีต สมบูรณ์ พร้อมด้วยกับมีรสต่างๆ ก็เกิดขึ้นแก่เปรตเหล่านั้น
[๔๒๐] หลังจากที่ได้ของกินนั้น เปรตผู้เป็นพี่ชายมีผิวพรรณดี มีกำลัง มีความสุข ก็มาแสดงตนกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ดูเอาเถิด โภชนะมีมากมาย แต่พวกเรายังเปลือยกายอยู่ ขอท่านจงพยายามที่จะให้พวกเราได้ผ้านุ่งผ้าห่มเถิด
[๔๒๑] พระเถระเลือกเก็บผ้าเก่าจากกองขยะ เย็บผ้าเก่าให้เป็นจีวร แล้วได้ถวายสงฆ์ผู้มาจากทิศทั้ง ๔
[๔๒๒] ครั้นถวายแล้ว ได้อุทิศส่วนกุศลให้ว่า ขอผลทานนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลาย คือ มารดา บิดา และพี่ชายของเรา ขอญาติทั้งหลายจงมีความสุขเถิด
[๔๒๓] ในขณะที่พระเถระอุทิศส่วนบุญให้นั่นเอง ผ้าทั้งหลายก็เกิดมีแก่เปรตเหล่านั้น หลังจากได้ผ้าแล้ว เปรตผู้เป็นพี่ชายนุ่งห่มผ้าสวยงาม มีผิวพรรณดี มีกำลัง มีความสุข ได้มาแสดงตนแก่พระเถระกล่าวว่า
[๔๒๔] ท่านผู้เจริญ ผ้านุ่งผ้าห่มของพวกเรา มีมากกว่าผ้าที่มีในแคว้นของพระเจ้านันทราช
[๔๒๕] คือ ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ผ้าเปลือกไม้ และผ้าฝ้าย ผ้าแม้เหล่านั้นเหลือเฟือและมีค่ามากห้อยอยู่ในอากาศนั่นเอง
[๔๒๖] พวกเราเลือกนุ่งห่มเฉพาะผืนที่พอใจ ขอท่านจงพยายามที่จะให้พวกเราได้บ้านเรือนเถิด
[๔๒๗] พระเถระสร้างกุฎีใบไม้แล้วได้ถวายสงฆ์ผู้มาจากทิศทั้ง ๔ ครั้นถวายแล้วได้อุทิศส่วนกุศลไปให้ว่า ขอผลแห่งบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลาย คือ มารดา บิดาและพี่ชายของเรา ขอพวกญาติจงมีความสุขเถิด
[๔๒๘] ในขณะที่พระเถระอุทิศส่วนบุญให้นั่นเอง เรือนทั้งหลาย คือ ปราสาท และที่อยู่อาศัยอย่างอื่น ซึ่งจัดสร้างไว้เป็นสัดส่วน ก็เกิดขึ้น
[๔๒๙] เรือนในหมู่มนุษย์หาเป็นเช่นเรือนของพวกเราในเปตโลกนี้ไม่ เรือนของพวกเราในเปตโลกนี้เหมือนเรือนในหมู่เทพ
[๔๓๐] เปล่งรัศมีรุ่งเรืองไปโดยรอบทั้ง ๔ ทิศ ขอท่านจงพยายามที่จะให้พวกเราได้น้ำดื่มเถิด
[๔๓๑] พระเถระจึงตักน้ำเต็มธมกรกแล้ว ได้ถวายสงฆ์ซึ่งมาจากทิศทั้ง ๔ ครั้นถวายแล้วได้อุทิศส่วนกุศลให้ว่า ขอผลทานนี้จงสำเร็จแก่พวกญาติของเรา คือ มารดา บิดา และพี่ชาย ขอพวกญาติของเราจงมีความสุขเถิด
[๔๓๒] ในขณะที่พระเถระอุทิศส่วนบุญให้นั่นเอง น้ำดื่มก็เกิดขึ้นเป็นสระโบกขรณีมีรูปสี่เหลี่ยม ลึก ซึ่งบุญกรรมจัดสร้างไว้ดีแล้ว
[๔๓๓] มีน้ำเย็น มีท่าราบเรียบ เย็นสบาย มีกลิ่นหอมหาที่เปรียบมิได้ ดารดาษด้วยดอกปทุมและอุบล ผิวน้ำเต็มด้วยละอองเกสร
[๔๓๔] เปรตเหล่านั้นอาบและดื่มกินในสระนั้นแล้ว แสดงตนแก่พระเถระ กล่าวว่า ท่านผู้เจริญ น้ำดื่มของพวกเรามีมากเพียงพอแล้ว บาปย่อมเผล็ดผลเป็นทุกข์แก่พวกเรา
[๔๓๕] เมื่อพวกเราเที่ยวไป ต้องเดินเขยกไปบนก้อนกรวดและหน่อหญ้าคา ขอท่านจงพยายามที่จะให้พวกเราได้ยานเถิด
[๔๓๖] พระเถระได้รองเท้าแล้ว ได้ถวายสงฆ์ผู้มาจากทิศทั้ง ๔ ครั้นถวายแล้วได้อุทิศส่วนกุศลให้ว่า ขอผลทานนี้จงสำเร็จแก่พวกญาติ คือ มารดา บิดา และพี่ชายของเรา ขอพวกญาติของเราจงมีความสุขเถิด
[๔๓๗] ในขณะที่พระเถระอุทิศส่วนบุญให้นั้นเอง เปรตทั้งหลายได้มาปรากฏพร้อมกับรถ แล้วกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ พวกเราได้รับอนุเคราะห์ด้วยอาหาร ผ้านุ่งผ้าห่ม
[๔๓๘] บ้านเรือน ด้วยการให้น้ำดื่ม และยานทั้งสอง เพราะฉะนั้น พวกเราจึงมาเพื่อไหว้ท่าน ผู้เป็นมุนีมีความกรุณาในโลก
สานุวาสีเถรเปตวัตถุที่ ๒ จบ
--------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ
อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรคที่ ๓
๒. สานุวาสีเถรเปตวัตถุ
อรรถกถาสานุวาสีเถรเปตวัตถุที่ ๒
เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ ในพระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภเปรตผู้เป็นญาติของท่านพระสานุวาสีเถระ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในกรุงพาราณสี พระราชโอรสของพระราชาทรงพระนามกิตวะ ทรงกรีฑาในพระราชอุทยาน เมื่อเสด็จกลับทรงทอดพระเนตรเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งนามว่า สุเนตต์ กำลังเที่ยวบิณฑบาต ออกจากพระนคร.
[พระราชา] เป็นผู้เมาด้วยความเมา เพราะความเป็นใหญ่ มีจิตคิดประทุษร้ายว่า สมณะโล้นนี้ ไม่กระทำอัญชลีอะไรๆ แก่เรา เดินไป เสด็จลงจากคอช้างแล้ว ถามว่า ท่านได้บิณฑบาตบ้างไหม? จึงรับบาตรจากมือแล้ว ทุ่มลงที่พื้นดินให้แตกไป.
ลำดับนั้น พระราชโอรสนั้นมีความอาฆาตในฐานะอันไม่สมควร มีจิตคิดประทุษร้ายพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นผู้ไม่แสดงความวิการ เพราะท่านถึงความคงที่ ผู้มีจิตผ่องใส อันตกแต่ง (ประกอบ) ด้วยโสมนัสเวทนา แผ่ไปด้วยอำนาจกรุณา ตรวจดูอยู่ในที่ทุกสถาน จึงตรัสว่า ท่านไม่รู้จักเราผู้เป็นพระราชโอรสของพระเจ้ากิตวะดอกหรือ ท่านมองดูอยู่จะทำอะไรเราได้ เมื่อไม่อาจจึงหลีกไป.
ก็พอพระราชโอรสหลีกไปเท่านั้น ก็เกิดความเร่าร้อนในร่างกายเป็นกำลัง เปรียบเหมือนความเร่าร้อนแห่งไฟในนรก. เพราะวิบากกรรมนั้น พระราชโอรสนั้นจึงมีกายถูกความเร่าร้อนเป็นอันมากครอบงำ ถูกทุกขเวทนาอย่างแรงกล้าเสียดแทง ทำกาละแล้ว บังเกิดในอเวจีมหานรก.
พระราชโอรสนั้นนอนหงายนอนคว่ำกลิ้งเกลือก พลิกขวาพลิกซ้ายโดยประการเป็นอันมากในที่นั้น ไหม้อยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี จุติจากอัตตภาพนั้นแล้ว เสวยทุกข์อันเกิดแต่ความหิวกระหายในหมู่เปรตตลอดกาลนับประมาณมิได้ จุติจากอัตตภาพนั้นแล้ว.
ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเกวัฏฏคาม ใกล้กุณฑินคร. เขาเกิดญาณอันระลึกชาติได้ เพราะเหตุนั้น เขาเมื่ออนุสรณ์ถึงทุกข์ที่ตนเคยเสวยในกาลก่อน แม้เจริญวัยแล้วก็ไม่ยอมไปจับปลากับพวกหมู่ญาติ เพราะกลัวบาป. เมื่อพวกญาติเหล่านั้นพากันไป เขาก็แอบเสียไม่ปรารถนาจะฆ่าปลา และเขาก็ไปทำลายข่าย หรือจับปลาเป็นๆ มาปล่อยในน้ำเสีย. พวกญาติเมื่อไม่ชอบใจการกระทำเช่นนั้นของเขา จึงไล่เขาออกจากบ้าน. แต่เธอมีพี่ชายอยู่คนหนึ่ง ซึ่งมีความรักเขามาก.
สมัยนั้น ท่านพระอานนท์อาศัยกุณฑินคร อยู่ในสานุบรรพต.
ลำดับนั้น บุตรชาวประมงนั้นถูกพวกญาติทอดทิ้ง เที่ยวเร่ร่อนไปทุกแห่งที่ถึงสถานที่แห่งนั้นแล้ว เข้าไปหาพระเถระในเวลาฉันภัตตาหาร พระเถระถามเธอแล้วรู้ว่าเธอต้องการอาหาร จึงให้ภัตตาหารแก่เธอ เธอบริโภคภัตตาหารเสร็จแล้ว รู้เรื่องนั้นแล้ว รู้ถึงความเลื่อมใสในธรรมกถา จึงกล่าวว่า จักบวชไหมคุณ?
เธอเรียนถวายว่า จักบวช ขอรับ.
พระเถระ ครั้นให้เธอบรรพชาแล้ว พร้อมกับเธอ ได้ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า.
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะพระเถระนั้นว่า อานนท์ เธอพึงช่วยอนุเคราะห์สามเณรนี้เถิด. แต่เพราะสามเณรไม่เคยกระทำกุศลไว้ เธอจึงมีลาภน้อย.
ลำดับนั้น พระศาสดาเมื่อจะทรงอนุเคราะห์เธอ จึงแนะให้เธอตักน้ำดื่มให้เต็มหม้อ เพื่อให้ภิกษุบริโภค. อุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลายเห็นดังนั้น จึงเริ่มตั้งนิตยภัตเป็นอันมากแก่เธอ.
สมัยต่อมา เธอได้อุปสมบทแล้วบรรลุพระอรหัต เป็นพระเถระ พร้อมกับภิกษุ ๑๒ รูป ได้อยู่ที่สานุบรรพต.
ฝ่ายพวกญาติของเธอประมาณ ๕๐๐ คนมิได้ก่อสร้างกุศลกรรมไว้ สร้างแต่บาปธรรมมีมัจฉริยะเป็นต้น ทำกาละแล้ว บังเกิดในหมู่เปรต. ฝ่ายมารดาบิดาของเขาระลึกอยู่ว่า ในกาลก่อนผู้นี้ถูกพวกเราขับไล่ออกจากเรือน จึงไม่เข้าไปหาเธอ ส่งพี่ชายที่รักใคร่ชอบใจในเธอไป.
พระเถระชาวกุณฑินครรูปหนึ่ง อยู่ที่ภูเขาสานุวาสี มีนามว่าโปฏฐปาทะ เป็นสมณะผู้มีอินทรีย์อันอบรมดีแล้ว มารดาบิดาและพี่ชายของท่านเกิดในยมโลก เสวยทุกขเวทนา ทำกรรมอันลามก จึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก เปรตเหล่านั้นถึงทุคคติ มีช่องปากเท่ารูเข็ม ลำบากยิ่งนัก เปลือยกาย ซูบผอม มีความเกรงกลัวสะดุ้งหวาดเสียวมาก มีการงานทารุณ ไม่อาจแสดงตนแก่พระเถระได้
เปรตผู้เป็นพี่ชายของท่านตนเดียว เปลือยกายรีบไปนั่งคุกเข่า ประนมมือ แสดงตนแก่พระเถระ. พระเถระไม่ใส่ใจถึง เป็นผู้นิ่งเดินเลยไป.
เปรตนั้นจึงบอกให้พระเถระรู้ว่า
ข้าพเจ้าเป็นพี่ชายของท่านไปสู่เปตโลก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ มารดาบิดาของท่านเกิดในยมโลก เสวยทุกขเวทนา เพราะทำบาปกรรมไว้จึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก เปรตผู้เป็นมารดาบิดาของท่านทั้ง ๒ นั้นมีช่องปากเท่ารูเข็ม ลำบากมาก เปลือยกาย ซูบผอม มีความเกรงกลัว สะดุ้งหวาดเสียวมาก มีการงานทารุณ ไม่อาจแสดงตนแก่ท่านได้ ขอท่านจงเป็นผู้มีความกรุณาอนุเคราะห์แก่มารดาบิดาเถิด จงให้ทานแล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้พวกเรา พวกเราผู้มีการงานอันทารุณ จักยังอัตตภาพให้เป็นไปได้ เพราะทานอันท่านให้แล้ว.
พระเถระ ครั้นได้ฟังดังนั้นแล้ว เพื่อจะแสดงข้อที่เปรตนั้นปฏิบัติ จึงกล่าวคาถาทั้งหลายว่า :-
พระเถระกับภิกษุอื่นอีก ๑๒ รูปเที่ยวไปบิณฑบาตแล้ว กลับมาประชุมกันในที่เดียวกัน เพราะเหตุแห่งภัตกิจ. พระเถระจึงกล่าวกะภิกษุทั้งหมดนั้นว่า ขอท่านทั้งหลายจงให้ภัตตาหารที่ท่านได้แล้วแก่กระผมเถิด กระผมจักทำสังฆทาน เพื่ออนุเคราะห์หมู่ญาติ.
ภิกษุเหล่านั้นจึงมอบถวายพระเถระ พระเถระจึงนิมนต์สงฆ์ ถวายสังฆทานแล้ว อุทิศส่วนกุศลไปให้มารดาบิดาและพี่ชาย ด้วยอุทิศเจตนาว่า ขอทานนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของเรา ขอญาติทั้งหลายจงมีความสุขเถิด.
ในลำดับที่อุทิศให้นั่นเอง โภชนะอันประณีตสมบูรณ์ มีแกงและกับหลายอย่างเกิดขึ้นแก่เปรตเหล่านั้น. ภายหลัง เปรตผู้เป็นพี่ชายมีผิวพรรณดี มีกำลัง มีความสุข ได้ไปแสดงตนแก่พระเถระ แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ โภชนะเป็นอันมากที่พวกข้าพเจ้าได้แล้ว แต่ขอท่านจงดู ข้าพเจ้าทั้งหลายยังเป็นคนเปลือยกายอยู่ ขอท่านจงพยายามให้ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ผ้านุ่งห่มด้วยเถิด
พระเถระเลือกเก็บผ้าจากกองหยากเยื่อเอามาทำจีวรแล้ว ถวายสงฆ์อันมาจากจาตุรทิศ ครั้นถวายแล้ว ได้อุทิศส่วนกุศลให้มารดาบิดาและพี่ชาย ด้วยอุทิศเจตนาว่า ขอทานนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายเถิด ขอพวกญาติของเราจงมีความสุขเถิด
ในลำดับแห่งการอุทิศนั้นเอง ผ้าทั้งหลายได้เกิดขึ้นแก่เปรตเหล่านั้น.
ภายหลัง เปรตเหล่านั้นนุ่งห่มผ้าเรียบร้อยแล้วได้มาแสดงตนแก่พระเถระ กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายมีผิวพรรณดี มีกำลัง มีความสุข มีผ้านุ่ง ผ้าห่ม มากกว่าผ้าที่มีในแคว้นของพระเจ้านันทราช ผ้านุ่งผ้าห่มทั้งหลายของพวกเราไพบูลย์และมีค่ามาก คือผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ผ้าเปือกไม้ ผ้าฝ้าย ผ้าป่าน ผ้าด้ายแกมไหม ผ้าเหล่านั้นแขวนอยู่ในอากาศ ข้าพเจ้าทั้งหลายเลือกนุ่งห่มแต่ผืนที่พอใจ ขอท่านจงพยายามให้พวกข้าพเจ้าได้บ้านเรือนเถิด.
พระเถระสร้างกุฏีมุงด้วยใบไม้แล้วได้ถวายสงฆ์ซึ่งมาแต่จตุรทิศ ครั้นแล้วได้อุทิศส่วนกุศลให้มารดาบิดาและพี่ชาย ด้วยอุทิศเจตนาว่า ขอผลแห่งการถวายกุฏีนี้จงสำเร็จแก่พวกญาติของเรา ขอพวกญาติของเราจงมีความสุขเถิด.
ในลำดับแห่งการอุทิศนั่นเอง เรือนทั้งหลาย คือปราสาทและเรือนอย่างอื่นๆ อันบุญกรรมกำหนดแบ่งไว้เป็นส่วนๆ เกิดขึ้นแล้วแก่เปรตเหล่านั้น เรือนของพวกเราในเปตโลกนี้ ไม่เหมือนกับเรือนในมนุษยโลก เรือนของพวกเราในเปตโลกนี้ งามรุ่งเรืองสว่างไสวไปทั่วทั้ง ๘ ทิศ เหมือนเรือนในเทวโลก แต่พวกเรายังไม่มีน้ำดื่ม ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงพยายามให้พวกข้าพเจ้าได้ดื่มด้วยเถิด.
พระเถระจึงตักน้ำเต็มธรรมกรก แล้วถวายสงฆ์ ซึ่งมาแต่จตุรทิศแล้วได้อุทิศส่วนกุศลให้แก่มารดาบิดาและพี่ชาย ด้วยอุทิศเจตนาว่า ขอผลทานนี้จงสำเร็จแก่พวกญาติของเรา ขอพวกญาติของเราจงมีความสุขเถิด
ในลำดับแห่งการอุทิศนั่นเอง น้ำดื่มคือสระโบกขรณีกว้าง ๔ เหลี่ยม ลึกมีน้ำเย็น มีท่าราบเรียบดี น้ำเย็นมีกลิ่นหอมหาที่เปรียบมิได้ ดารดาษด้วยกอปทุมและอุบลเต็มด้วยละอองเกสรบัวอันร่วงหล่นบนวารี ได้เกิดขึ้น.
เปรตเหล่านั้นอาบและดื่มกินในสระนั้น แล้วไปแสดงตนแก่พระเถระ แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ น้ำดื่มของพวกข้าพเจ้ามากเพียงพอแล้ว บาปย่อมเผล็ดผลเป็นทุกข์แก่พวกข้าพเจ้า พวกข้าพเจ้าพากันเที่ยวไปลำบากในภูมิภาคอันมีก้อนกรวดและหน่อหญ้าคา ขอท่านพยายามให้พวกข้าพเจ้าได้ยานอย่างใดอย่างหนึ่งเถิด.
พระเถระได้รองเท้าแล้วถวายสงฆ์ ซึ่งมาแต่จตุรทิศ ครั้นแล้วอุทิศส่วนกุศลให้มารดาบิดาและพี่ชาย ด้วยอุทิศเจตนาว่า ขอผลทานนี้จงสำเร็จแก่พวกญาติของเรา ขอพวกญาติของเราจงมีความสุขเถิด.
ในลำดับแห่งการอุทิศนั่นเอง เปรตทั้งหลายได้พากันมาแสดงตนให้ปรากฏด้วยรถแล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าเป็นผู้อันท่านอนุเคราะห์แล้วด้วยการให้ข้าว ผ้านุ่งผ้าห่ม เรือน น้ำดื่มและยาน เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลายจึงมาเพื่อจะไหว้ท่านผู้เป็นมุนี มีความกรุณาในโลก.
พระเถระกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ จึงตรัสว่า เปรตเหล่านี้ย่อมเสวยทุกข์อย่างใหญ่ในบัดนี้ฉันใด แม้ท่านก็ฉันนั้น เป็นเปรตในอัตตภาพอันเป็นลำดับอันเป็นอดีต แต่อัตตภาพนี้ย่อมเสวยทุกข์ใหญ่ ดังนี้แล้ว อันพระเถระทูลอาราธนา จึงทรงแสดงเรื่องสุตตเปรตแล้วทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว.
มหาชนได้ฟังเรื่องนั้นแล้ว เกิดความสลดใจ ได้เป็นผู้ยินดีในบุญกรรมมีทานและศีลเป็นต้นแล.
จบอรรถกถาสานุวาสีเถรเปตวัตถุที่ ๒
-----------------------------------------------------