ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทในที่ทำงานทั่วโลก ตลาดแรงงานสำหรับบัณฑิตจบใหม่ก็กำลังพลิกโฉมไปอย่างรวดเร็ว เกิดคำถามสำคัญในหมู่นักศึกษา คณาจารย์ และผู้กำหนดนโยบายว่า การมาถึงของ AI จะเป็นโอกาสในการสร้างเส้นทางอาชีพใหม่ ๆ หรือจะกลายเป็นการตัดโอกาสงานระดับเริ่มต้น โดยเฉพาะงานในสายสำนักงาน จนอาจหายไปอย่างถาวร ข้อมูลในช่วงปีที่ผ่านมาเริ่มชี้ให้เห็นว่า AI ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่เร่งให้ตำแหน่งงานสำหรับเด็กจบใหม่ลดน้อยลง และกำลังเป็นหัวข้อถกเถียงถึงอนาคตการทำงานในยุคต่อไป (FT.com, WSJ, Business Report)

ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับการนำ AI มาใช้อย่างแพร่หลายในภาคธุรกิจ สวนทางกับจำนวนบัณฑิตจบใหม่มหาศาลที่หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดแรงงานในแต่ละปี บริษัททั่วโลกต่างเร่งนำ AI เข้ามาช่วยทำงานที่เดิมทีต้องอาศัยแรงงานระดับเริ่มต้น และเมื่อ AI ฉลาดขึ้นทุกวัน คำถามสำคัญที่ตามมาก็คือ ระบบการศึกษาและแผนพัฒนาเศรษฐกิจของไทยพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้แล้วหรือยัง

ข้อมูลล่าสุดจาก Financial Times ระบุว่า การมาถึงของเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะ AI สายสร้างสรรค์ (Generative AI) อย่าง ChatGPT และซอฟต์แวร์ระบบอัตโนมัติขั้นสูง ส่งผลให้ความต้องการบุคลากรระดับจูเนียร์ลดลงอย่างน่าใจหาย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือบริษัทจัดหางานในชิคาโก (Hirewell) ที่เปิดเผยว่า ลูกค้ากลุ่มเอเจนซีการตลาดแทบจะไม่มีการจ้างพนักงานใหม่เลย เพราะงานที่บัณฑิตจบใหม่เคยทำ ตอนนี้ถูกแทนที่ด้วยผลงานจาก AI ทั้งหมดแล้ว (MSN)

ขณะที่วอลล์สตรีทเจอร์นัลเผยว่า ในบางภาคธุรกิจของสหรัฐฯ กลุ่มบัณฑิตจบใหม่คิดเป็นสัดส่วนเพียง 7% ของพนักงานใหม่ในปี 2567 ลดลงจาก 11% ในปี 2565 ตัวเลขนี้สอดคล้องกับรายงานจากบริษัทที่ปรึกษาเอกชนในเดือนพฤษภาคม 2568 ที่ระบุว่าทีมงานในองค์กรมีขนาดเล็กลง งานที่เป็นเหมือน “บันไดก้าวแรก” ถูกระบบอัตโนมัติเข้ามาทำแทน และการปรับโครงสร้างองค์กรด้วย AI ทำให้ตำแหน่งงานด้านธุรการ การตลาด และวิเคราะห์ข้อมูลลดลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่แค่ในสหรัฐฯ เท่านั้น ผู้บริหารบริษัทสตาร์ตอัป AI ในอเมริกายังออกมาเตือนว่า AI อาจทำให้ตำแหน่งงานปฏิบัติการในออฟฟิศหายไปถึงครึ่งหนึ่ง และอัตราการว่างงานในบางช่วงอาจพุ่งสูงถึง 10–20% (Yahoo)

แม้ความกังวลว่าเทคโนโลยีจะมาแย่งงานคนจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนด้วย AI รอบนี้ ถือว่ามาเร็วกว่าและกินวงกว้างกว่าคลื่นดิจิทัลในอดีตอย่างมหาศาล ปัจจุบัน AI ไม่ได้ทำได้แค่งานซ้ำซาก แต่ยังสามารถสังเคราะห์ข้อมูล จัดทำรายงาน สร้างคอนเทนต์ง่าย ๆ ไปจนถึงบริการลูกค้า และตรวจสอบเอกสารทางกฎหมาย ซึ่งล้วนเป็นงานที่เคยใช้สร้างเสริมประสบการณ์ให้บัณฑิตจบใหม่มาก่อน รายงานเชิงลึกจาก The Washington Post ระบุว่า คลื่นการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบต่องาน “หลายร้อยประเภท” และกำลังบีบให้บริษัทต่าง ๆ ต้องทบทวนวิธีการจ้างงาน โดยหันไปเน้นการประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพเป็นหลัก (Washington Post)

อย่างไรก็ตาม มุมมองของผู้เชี่ยวชาญยังคงแตกต่างกันออกไป บางฝ่ายเชื่อว่า AI จะสร้างความต้องการทักษะรูปแบบใหม่ที่เน้นการทำงานร่วมกับระบบอัจฉริยะ แต่ทิศทางของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วก็หมายความว่า บัณฑิตจบใหม่ในวันนี้อาจยังมองไม่เห็นโอกาสในสายงานใหม่ ๆ เหล่านั้นได้ทันท่วงที ผู้นำบริษัทจัดหางานด้านเทคโนโลยีรายใหญ่รายหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า “AI กำลังทำลายบันไดสู่ความก้าวหน้าในสายอาชีพแบบเดิมจนหมดสิ้น ทำให้เกิดคำถามว่าใครควรจะรับผิดชอบในการช่วยให้คนรุ่นใหม่ปรับตัวและมีทักษะที่โลกการทำงานต้องการ”

สำหรับบริบทของไทย ปัญหาตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นที่ลดลงเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงมานานแล้ว สำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานว่า ในแต่ละปีมีบัณฑิตจบใหม่กว่า 500,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่มุ่งเป้าไปที่งานในออฟฟิศที่กำลังถูกบีบจากการแข่งขันของระบบอัตโนมัติและจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาที่ล้นตลาด ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทชั้นนำในไทยได้เริ่มนำซอฟต์แวร์เข้ามาแทนที่คนในฝ่ายบุคคล การเงิน โลจิสติกส์ และบริการลูกค้า ข้อมูลจากสมุดปกขาวด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลปี 2567 ของบริษัทที่ปรึกษาในไทย ระบุว่ามีบริษัทถึง 40% ตั้งใจจะเร่งใช้ AI มากขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจกรุงเทพฯ และนิคมอุตสาหกรรมหลัก (Thailand Business News) ด้วยเหตุนี้ ผู้กำหนดนโยบายด้านอุดมศึกษาจึงเริ่มผลักดันให้มหาวิทยาลัยปรับปรุงหลักสูตร โดยเน้นวิชาด้านเทคโนโลยีฐานข้อมูล การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และการเป็นผู้ประกอบการดิจิทัล

ผู้นำในแวดวงอุดมศึกษาไทย ซึ่งมีมุมมองสอดคล้องกับนานาชาติ ต่างเรียกร้องให้เกิดการปรับเปลี่ยนสู่ “ทักษะรับมืออนาคต” และลดการเรียนการสอนแบบท่องจำ งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศชี้ว่า ภาคธุรกิจไทยเริ่มมองหาบุคลากรที่มีทักษะการคิดวิเคราะห์ ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี สื่อสารภาษาอังกฤษ และมีความสามารถด้านดิจิทัล มากกว่าทักษะที่มาจากการท่องจำแบบเดิม ๆ ซึ่งทักษะเหล่านี้คือ “ทักษะอ่อน” (Soft skills) ที่กำลังมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร และการปรับตัว ในการประชุมระดับอุดมศึกษาปี 2567 อธิการบดีมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งของไทยได้กล่าวไว้ว่า “ยุคนี้ ทุกคนต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่าฝากความหวังไว้กับปริญญาแค่ใบเดียว โลก AI ต้องการคนที่พร้อมเปลี่ยนแปลงและกล้าลองสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ”

ในอดีต ทุกครั้งที่เครื่องจักรกลหรือเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาปฏิวัติวงการแรงงาน มักจะเกิดธุรกิจใหม่ ๆ ขึ้นมาควบคู่กับการหายไปของอาชีพเดิมเสมอ เช่นในยุค 1980 ที่โปรแกรมสเปรดชีตถือกำเนิดขึ้น แม้งานบัญชีจะลดลง แต่ก็เกิดสายงานนักวิเคราะห์การเงินที่กว้างขวางและต้องใช้ทักษะสูงขึ้น ทว่าวงจรของปัญญาประดิษฐ์ในยุคนี้กลับหมุนเร็วกว่าเดิมมาก และไม่ได้หยุดอยู่แค่ตำแหน่งงานซ้ำซาก แต่ยังส่งผลกระทบต่อสายอาชีพที่ต้องใช้ความคิดซับซ้อนของผู้จบปริญญาตรี ซึ่งเป็นบันไดสำคัญสู่อนาคตและการเติบโตในองค์กร

ไม่ใช่แค่ในโลกตะวันตก คนรุ่นใหม่ในเอเชียก็เริ่มรู้สึกกดดันมากขึ้นกับเงื่อนไขด้านทักษะที่เปลี่ยนไปจนตามไม่ทัน หลายคนกลัวว่าจะตกยุค AI ที่ต้องอาศัยความเข้าใจในระบบใหม่ ๆ งานวิจัยตลาดแรงงานในอังกฤษปี 2568 ยังเชื่อมโยงอัตราการว่างงานที่สูงของคนรุ่น Gen Z กับการที่งานในสายวิชาชีพจำนวนมากถูก AI เข้ามาแทนที่ (City A.M.) ในประเทศไทย ผู้ให้คำปรึกษาด้านอาชีพในมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งก็สังเกตเห็นว่า นักศึกษายุคใหม่เริ่มเบื่องานออฟฟิศแบบเดิม ๆ และหันมาสนใจงานฟรีแลนซ์ การเป็นเจ้าของธุรกิจ งานเชิงดิจิทัล การตลาดออนไลน์ หรือสายงานออกแบบสร้างสรรค์กันมากขึ้น

แม้จะมีคลื่นความท้าทายในระยะสั้น แต่ผู้เชี่ยวชาญบางกลุ่มก็มองเห็นโอกาสในระยะยาว หากสังคมเรียนรู้และปรับตัวได้ทัน งานศึกษาระหว่างประเทศปี 2566 ชี้ว่าทักษะที่ “ไม่มีวันตกงาน” เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ การรับมือกับการเปลี่ยนแปลง หรือการบริหารโครงการดิจิทัล จะยังคงมีมูลค่าสูงในตลาดแรงงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI (PubMed, “Critical Thinking: Creating Job-Proof Skills for the Future of Work”) สำหรับประเทศไทย ไม่ใช่แค่ภาคอุดมศึกษาที่ต้องเร่งปรับหลักสูตร แต่ภาครัฐควรส่งเสริมช่องทางการเรียนรู้เพื่อเพิ่มพูนทักษะ (Reskilling & Upskilling) ด้านดิจิทัลสำหรับคนทุกวัย รวมถึงสร้างระบบที่เอื้อให้คนเปลี่ยนสายงานได้คล่องตัวขึ้น

ในอนาคตอันใกล้ บทบาทของ AI ต่อการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่จะยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดเล็กหรือใหญ่ ต่างก็มุ่งหน้าสู่รูปแบบธุรกิจที่พึ่งพาระบบอัตโนมัติมากขึ้น โครงสร้างองค์กรแบบเดิมที่ซับซ้อนและงานที่ซ้ำซ้อนจะถูกลดทอนลง มหาวิทยาลัยไทยจำเป็นต้องจับมือกับภาคอุตสาหกรรมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มโอกาสการฝึกงานในรูปแบบใหม่ ตลอดจนปลูกฝังเรื่องจริยธรรมการใช้ AI เพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้าใจทั้งโอกาสและความเสี่ยงของเศรษฐกิจยุค AI

คำแนะนำสำคัญสำหรับบัณฑิตไทยคือ ต้อง “รุกก่อนถูกทิ้ง” ควรเร่งเสริมทักษะความเข้าใจ AI หาโอกาสฝึกงานกับบริษัทที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ลงทะเบียนเรียนคอร์สออนไลน์ (เช่น Coursera, Udemy หรือแพลตฟอร์มของไทย) เพื่อเชื่อมโยงความรู้ในห้องเรียนเข้ากับโลกการทำงานจริง และอย่าปิดกั้นตัวเองจากสายงานทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นฟรีแลนซ์ สตาร์ตอัป หรือสายงานที่ยังต้องอาศัยทักษะของมนุษย์ในระดับสูง เช่น โลจิสติกส์ เทคโนโลยีการเงิน หรือพลังงานสะอาด ซึ่งยังต้องการความคิดสร้างสรรค์และการตัดสินใจของคนอยู่เสมอ

ท้ายที่สุด แม้ AI จะเข้ามาลดทอนโอกาสในตำแหน่งงานดั้งเดิมสำหรับบัณฑิตจบใหม่ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดแรงงานและทักษะที่จำเป็นอย่างถาวร คนไทยควรมองภาพทั้งสองด้าน และรับมือด้วยการเรียนรู้ตลอดชีวิต เสริมทักษะดิจิทัล และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำพาตัวเองไปสู่ความสำเร็จในยุคเทคโนโลยีใหม่นี้ การติดตามข่าวสาร การพัฒนาทักษะล่วงหน้า และการทำงานร่วมกับผู้อื่นข้ามสายงาน จะเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างเส้นทางอาชีพให้คนรุ่นใหม่ของไทยในอนาคต


แหล่งข้อมูล: