กระแสการเลี้ยงลูกยุคใหม่ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย กำลังเปลี่ยนทิศทางไปสู่การทำความเข้าใจและสนับสนุนสุขภาวะทางอารมณ์ของเด็กอย่างลึกซึ้ง โดยไม่ติดกับดักของ “การคิดบวกจอมปลอม” (Toxic Positivity) หรือการกดดันให้เด็กต้องปัดเป่าความรู้สึกแย่ๆ ทิ้งไปตลอดเวลา บทความล่าสุดจาก Slate เผยว่า ปัจจุบันนักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญต่างแนะนำให้ผู้ปกครองหันมาสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่เปิดกว้าง ให้เด็กสามารถแสดงความรู้สึกทุกรูปแบบได้อย่างซื่อตรง แทนที่จะเร่งรัดให้ลูกคิดบวกหรือเพิกเฉยต่ออารมณ์ด้านลบ ซึ่งบ่อยครั้งกลับทำให้เด็กรู้สึกว่าความรู้สึกของตนเองถูกปฏิเสธ (Slate)
สำหรับสังคมไทย ประเด็นนี้ยิ่งทวีความสำคัญท่ามกลางแรงกดดันรอบด้านที่หลายครอบครัวกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน สภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หรือเทคโนโลยีที่แทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวัน แม้วัฒนธรรมไทยดั้งเดิมจะให้ความสำคัญกับความกลมเกลียวและการควบคุมอารมณ์ แต่แนวคิดและงานวิจัยร่วมสมัยต่างชี้ตรงกันว่า “การยอมรับและเข้าใจอารมณ์ด้านลบ” คือกุญแจสำคัญต่อพัฒนาการทางอารมณ์และสุขภาพจิตที่แข็งแรงของเด็ก
ทำความเข้าใจ “บวกจอมปลอม” (Toxic Positivity)
สมาคมจิตวิทยาอเมริกันและสื่อวิชาการอย่าง Psychology Today (Psychology Today) อธิบายว่า “บวกจอมปลอม” คือการผลักดันหรือบีบบังคับให้ต้องแสดงออกแต่ในแง่บวกตลอดเวลา แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่การรู้สึกโกรธ เศร้า หรือกลัว เป็นเรื่องปกติและสมเหตุสมผล พฤติกรรมเช่นนี้แม้จะมีเจตนาดี คืออยากให้ลูกเข้มแข็ง แต่กลับเป็นการปิดกั้นโอกาสที่เด็กจะได้เรียนรู้และทำความเข้าใจอารมณ์ของตนเอง รวมถึงวิธีรับมือกับความรู้สึกเหล่านั้นอย่างถูกวิธี วิกิพีเดียสรุปไว้อย่างชัดเจนว่า ในทางสังคมแล้ว “มันคือการปฏิเสธอารมณ์ด้านลบของผู้อื่น ด้วยการเร่งให้คิดบวกแทน” (Wikipedia - Toxic Positivity)
ข้อมูลวิจัยที่ยืนยันตรงกัน
งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่เผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๖๘ ชี้ว่า เด็กจะเติบโตได้ดีที่สุดเมื่อได้เรียนรู้วิธีจัดการอารมณ์แบบเผชิญหน้า นั่นคือการยอมรับและหาทางระบายความรู้สึกออกมาอย่างเหมาะสม แทนที่จะหลีกเลี่ยงหรือพยายามคิดบวกเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกที่แท้จริง (Mental Health Center Kids) เพราะการสอนให้เด็กปฏิเสธหรือกดเก็บอารมณ์ไว้อาจส่งผลกระทบระยะยาวต่อความสามารถในการจัดการความเครียด สุขภาพจิต และการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น
ศูนย์พัฒนาเด็ก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เตือนว่า “ความเครียดเป็นพิษ” (Toxic Stress) ซึ่งรวมถึงความรู้สึกที่ถูกกดข่มหรือเพิกเฉยซ้ำๆ จะส่งผลยับยั้งพัฒนาการสมองของเด็ก และเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิตในอนาคต (Harvard Center on the Developing Child) ในทางกลับกัน สภาพแวดล้อมที่ผู้ใหญ่เปิดใจรับฟังและพูดคุยเรื่องอารมณ์กับเด็ก จะช่วยบ่มเพาะความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นและความยืดหยุ่นทางอารมณ์ (Resilience) ให้กับเด็กได้
โรงเรียนนานาชาติบริติชในโรมาเนีย ซึ่งดูแลนักเรียนจากหลากหลายวัฒนธรรม ยืนยันในทิศทางเดียวกันว่า “แม้จะมีเจตนาดี แต่การคิดบวกจอมปลอมส่งผลเสียระยะยาวต่อสุขภาพจิตของเด็ก การสื่อสารที่เปิดเผยและจริงใจคือกุญแจสำคัญในการสร้างสุขนิสัยทางอารมณ์ที่ดี” (IBSB)
มุมมองจากนักจิตวิทยาเด็กไทย
นักจิตวิทยาเด็กในกรุงเทพมหานครท่านหนึ่งได้ให้มุมมองที่น่าสนใจในบริบทสังคมไทยว่า “หลายครอบครัวยังมีความรู้สึกว่าต้องรักษาหน้าตา หรือหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ทำให้เมื่อลูกเสียใจ ก็มักจะได้ยินคำพูดว่า ‘อย่าร้องไห้สิ ต้องเข้มแข็ง’ ทั้งที่ลูกยังรู้สึกเศร้าอยู่ แต่หากพ่อแม่เปลี่ยนมารับฟังและช่วยให้ลูกเข้าใจอารมณ์ด้านลบของตัวเอง นั่นต่างหากที่จะทำให้เด็กเติบโตขึ้นอย่างเข้มแข็งและสื่อสารความรู้สึกของตัวเองได้อย่างแท้จริง”
ขณะที่อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำอีกท่านหนึ่งเสริมว่า “การส่งเสริมให้เด็กเข้าใจความรู้สึกของตัวเอง ไม่ใช่การสอนให้จมอยู่กับความทุกข์ แต่คือการมอบทักษะชีวิตที่จำเป็น เพื่อให้พวกเขาสามารถก้าวข้ามปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีสุขภาวะที่ดี”
ข้อมูลจากต่างประเทศที่ตอกย้ำความจริงเดียวกัน
งานวิจัยทบทวนชิ้นล่าสุดในปี ๒๕๖๘ พบว่า โครงการที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางใจให้แก่เยาวชนกลุ่มเสี่ยง ประสบความสำเร็จได้ดีที่สุดเมื่อใช้วิธีการสื่อสารที่ตรงไปตรงมาและเปิดโอกาสให้เด็กได้พูดถึงอารมณ์ที่แท้จริง โดยไม่เน้นเพียงการ “ปลอบใจ” ผิวเผิน (PubMed Reference) เช่นเดียวกับการศึกษาในวารสารจิตเวชศาสตร์ที่พบว่า รูปแบบการเลี้ยงดูที่แม้จะหวังดีแต่ขาดความเข้าใจในอารมณ์ของเด็กอย่างลึกซึ้ง อาจเป็นปัจจัยที่เพิ่มอัตราปัญหาทางอารมณ์และความแปรปรวนในเด็กให้สูงขึ้น (NCBI PMC)
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจล่าสุดชี้ให้เห็นว่าผู้ปกครองจำนวนมากยังคงรู้สึกเหนื่อยล้าและไม่มั่นใจในบทบาทของตนเอง โดยเฉพาะกลุ่มพ่อแม่ที่มีลูกเล็ก ซึ่งบางคนอาจรู้สึกไม่มั่นใจในตนเองมากถึง ๑๕๖ ครั้งต่อปี (NYPost) ประกอบกับโครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนไป อิทธิพลของโซเชียลมีเดีย และระบบการศึกษาในปัจจุบัน ยิ่งซ้ำเติมความวิตกกังวลของผู้ปกครองในเรื่องต่างๆ เช่น การกลั่นแกล้ง ปัญหาที่โรงเรียน และการปรับตัวของลูกในโลกยุคใหม่ (Yahoo News)
กลยุทธ์ที่พ่อแม่ไทยนำไปใช้ได้จริง
ผู้เชี่ยวชาญได้แนะแนวทางปฏิบัติที่พ่อแม่ไทยสามารถนำไปปรับใช้ได้ ดังนี้
- รับฟังความรู้สึกของลูกอย่างตั้งใจ โดยไม่รีบตัดสินหรือเสนอทางแก้ไขปัญหาทันที
- ใช้คำถามปลายเปิด เช่น “ตอนนี้หนูรู้สึกยังไงกับเรื่องนี้” แทนการพูดตัดบทแบบ “ไม่เป็นไรนะ อย่าเศร้าไปเลย”
- เป็นแบบอย่างที่ดีในการแสดงออกทางอารมณ์ ผู้ใหญ่เองก็สามารถยอมรับได้ว่ารู้สึกหงุดหงิด เศร้า หรือกลัว โดยไม่ต้องรู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าอาย
- ให้ความสำคัญกับความรู้สึกของลูก ด้วยการพูดว่า “พ่อ/แม่เข้าใจว่าเรื่องนี้มันน่าเสียใจสำหรับหนูนะ” แทนที่จะบอกว่า “เรื่องแค่นี้เอง ไม่เห็นเป็นไรเลย”
- ปรับใช้วัฒนธรรมไทยอย่างสร้างสรรค์ เช่น การให้เกียรติและความเมตตาต่อผู้อื่น แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ปล่อยให้ความเชื่อเดิมๆ อย่าง “คนเข้มแข็งต้องไม่แสดงอารมณ์” มาบดบังความรู้สึกที่แท้จริง
วัฒนธรรมไทยอย่าง “ความเกรงใจ” “ความสนุกสนาน” หรือ “ความใจเย็น” ล้วนมีส่วนช่วยสร้างสังคมที่เอื้ออาทรและการรู้จักควบคุมตนเอง แต่ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า “คำว่า ‘ใจเย็น’ ไม่ได้หมายถึงการกดเก็บความรู้สึก แต่คือการรับรู้และจัดการกับอารมณ์นั้นอย่างมีสติและสร้างสรรค์”
สื่อและโปรแกรมใหม่ๆ เริ่มปรับเปลี่ยนทัศนคติ
ปัจจุบันเริ่มมีหนังสือเด็ก ภาพยนตร์ และโครงการด้านสุขภาพจิตสำหรับครอบครัวทั้งในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ที่นำเสนอให้เห็นว่าชีวิตที่มีทั้งความสุข ความเศร้า และความโกรธเป็นเรื่องปกติ เพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็กและครอบครัวได้พูดคุยเรื่องอารมณ์กันอย่างปลอดภัย พร้อมทั้งส่งเสริมให้กล้าขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพการเลี้ยงลูกของไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น
ข้อเสนอแนะสำหรับอนาคต
นักวิชาการทั้งในและต่างประเทศเห็นพ้องว่า หลักสูตร “การเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม” (Social and Emotional Learning - SEL) ควรถูกบรรจุในการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยภาครัฐควรมีนโยบายส่งเสริมทักษะเหล่านี้ควบคู่ไปกับวิชาการ (Early Childhood Education Policy Summary, UNESCO) รวมถึงการเพิ่มการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตในระดับชุมชน
สำหรับพ่อแม่ชาวไทยที่ต้องการเริ่มต้น สามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้
- จัดสรรเวลาในแต่ละวันเพื่อพูดคุยถึงความรู้สึกของลูกโดยเฉพาะ
- หลีกเลี่ยงการ “ปลอบใจ” ทุกครั้งที่ลูกแสดงอารมณ์ด้านลบ แต่เปลี่ยนเป็นการรับฟังและทำความเข้าใจ
- หากรู้สึกว่ารับมือไม่ไหว อย่าลังเลที่จะปรึกษาครูแนะแนว นักจิตวิทยา หรือกลุ่มผู้ปกครองในชุมชน
ท้ายที่สุดแล้ว การให้พื้นที่เด็กได้แสดงอารมณ์ทุกรูปแบบอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ถูกรีบแก้ไข รีบปฏิเสธ หรือมองข้าม จะช่วยสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางใจ” ความเข้าใจในตนเอง และความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการเติบโตอย่างมีความสุขและเข้มแข็งในโลกยุคใหม่ ทั้งในสังคมไทยและเวทีโลก