ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ปู่ย่าตายายได้กลายเป็นกำลังสำคัญในการช่วยดูแลหลาน ๆ ท่ามกลางค่าครองชีพที่พุ่งสูงและระบบสนับสนุนจากรัฐที่ยังขาดแคลน รายงานจาก The Guardian ชี้ให้เห็นถึง “สายใยรักอันยิ่งใหญ่” ที่ผลักดันให้ผู้สูงวัยในสหราชอาณาจักรจำนวนมากต้องมารับบทบาทพ่อแม่เต็มเวลา ไม่ใช่แค่ช่วยดูแลเป็นครั้งคราว ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นไกลตัว แต่เป็นภาพสะท้อนของสังคมไทยเช่นกัน ที่โครงสร้างครอบครัวซึ่งเปลี่ยนไป ประกอบกับภาระทางเศรษฐกิจและนโยบายที่ตามไม่ทัน ทำให้ปู่ย่าตายายกลายเป็นเสาหลักในการเลี้ยงดูหลาน ซึ่งนำมาทั้งความสุขและความเหนื่อยล้าให้กับครอบครัวไทยจำนวนมาก
สำหรับคนไทย ภาพของ “ทัพผมสีเทา” ในอังกฤษคงสะท้อนชีวิตจริงของใครหลายคน The Guardian เล่าว่าปู่ย่าตายายต้องรับภาระหนัก ตั้งแต่การไปรับส่งที่โรงเรียน เตรียมอาหาร เล่านิทานกล่อมนอน ไปจนถึงช่วยดูแลการบ้านหลังเลิกเรียน ในปี ๒๕๖๖ ผู้สูงวัยในอังกฤษกว่าครึ่งหนึ่งต้องช่วยดูแลหลานเป็นประจำ และบางคนใช้เวลาดูแลหลานเฉลี่ยมากกว่า ๔ ชั่วโมงต่อวัน The Guardian
แต่สถานการณ์ในไทยอาจหนักหนากว่านั้น เมื่อสังคมเมืองขยายตัว ครอบครัวที่พ่อแม่ต้องทำงานทั้งคู่กลายเป็นเรื่องปกติ และหลายครอบครัวต้องย้ายถิ่นฐานเพื่อทำงาน รายงานจากมูลนิธิเอเชียเมื่อต้นปี ๒๕๖๘ พบว่า เด็กไทยอายุต่ำกว่า ๔ ขวบเกือบ ๑ ใน ๕ ต้องอยู่ห่างจากพ่อแม่ โดยส่วนใหญ่ถูกส่งไปให้ปู่ย่าตายายในต่างจังหวัดเลี้ยงดู เนื่องจากขาดแคลนศูนย์เด็กเล็กในเมืองที่มีราคาเข้าถึงได้ Asia Foundation
เบื้องหลังปรากฏการณ์นี้มีปัจจัยที่ซับซ้อน อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานของสตรีไทยที่เคยสูงกลับลดลงในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งมาจากแรงกดดันระหว่างหน้าที่การงานกับการขาดระบบดูแลเด็กที่ดี เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นที่ราคาเหมาะสม พ่อแม่จำนวนมากจึงตัดสินใจส่งลูกกลับไปให้ปู่ย่าตายายดูแล แม้วิธีนี้จะช่วยรักษาความผูกพันในครอบครัว แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเหนื่อยล้า สุขภาพที่ถดถอย และทรัพยากรที่ร่อยหรอของปู่ย่าตายาย
ปัจจัยทางเศรษฐกิจคือตัวแปรสำคัญ ศูนย์เด็กเล็กในไทยยังมีค่าใช้จ่ายสูงลิ่วเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยของคนส่วนใหญ่ โดยข้อมูลปี ๒๕๖๘ ระบุว่า ค่าบริการรายเดือนของโรงเรียนอนุบาลเอกชนแบบเต็มวันอยู่ที่ประมาณ ๑๒,๔๐๐ บาท Exiap ขณะที่เงินเดือนเฉลี่ยหลังหักภาษีของคนไทยอยู่ที่ราว ๒๐,๐๐๐ บาทต่อเดือนเท่านั้น ส่วนระบบดูแลเด็กของภาครัฐก็ยังมีน้อยและกระจุกตัว
องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ชี้ว่า ภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนไทยยังคงหนักอึ้งและขาดการสนับสนุนที่เป็นระบบ ทำให้หลายครอบครัวต้องพึ่งพาปู่ย่าตายายผู้ไม่เคยได้รับค่าตอบแทนหรือการยอมรับในบทบาทนี้อย่างเป็นทางการ โดยภาระดังกล่าวมักตกอยู่กับ “ยาย” เป็นพิเศษ ซึ่งบ่อยครั้งยังต้องแบ่งเวลาไปทำงานเพื่อหารายได้เสริมอีกด้วย ILO
แน่นอนว่าการที่เด็กเติบโตมากับปู่ย่าตายายก็มีข้อดีไม่น้อย เช่นเดียวกับในอังกฤษ ปู่ย่าตายายชาวไทยมักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าการเลี้ยงหลานคือความสุขใจและเป็นโอกาสในการถ่ายทอดวัฒนธรรม ประเพณี และเรื่องราวของครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่น งานวิจัยในต่างประเทศยังพบว่า ความผูกพันกับผู้สูงวัยช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตและพัฒนาการของเด็กในระยะยาว โดยเฉพาะในยามที่ครอบครัวเผชิญปัญหาหรือพ่อแม่ต้องอยู่ห่างไกล PubMed
แต่ในอีกมุมหนึ่ง งานวิจัยหลายชิ้นก็ชี้ให้เห็นว่าภาระการดูแลเด็กเต็มเวลาอาจสร้างความเหนื่อยล้า ทำให้ผู้สูงวัยหมดโอกาสใช้ชีวิตหลังเกษียณ และเพิ่มความเครียดในครอบครัว โดยเฉพาะเมื่อเกิดความขัดแย้งเรื่องแนวทางการเลี้ยงดู ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกินหรือการใช้เทคโนโลยี ปู่ย่าตายายไทยบางคนยอมรับว่ากังวลว่าจะปรับตัวให้เข้ากับการเลี้ยงลูกยุคใหม่ไม่ทัน หรือตามเทคโนโลยีและระบบการศึกษาสมัยใหม่ไม่ไหว หลายคนรู้สึกว่าต้องเสียสละความฝันที่จะได้พักผ่อน ท่องเที่ยว หรือใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง
บริบททางวัฒนธรรมก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ ค่านิยมเรื่อง “บุญคุณ” และความกตัญญู ทำให้การช่วยเลี้ยงหลานถูกมองว่าเป็นหน้าที่และความรักความผูกพันที่ต้องตอบแทน ซึ่งช่วยหล่อเลี้ยงกำลังใจ แต่ในขณะเดียวกันก็อาจทำให้การเสียสละของปู่ย่าตายายกลายเป็นเรื่องปกติที่สังคมมองข้าม จนไม่มีการเรียกร้องความช่วยเหลืออย่างจริงจัง
ช่องว่างเชิงนโยบายยังคงเป็นโจทย์ท้าทาย แม้รัฐบาลไทยจะเริ่มพัฒนาระบบ “ทางรัฐ” เพื่อรวบรวมข้อมูลศูนย์เด็กเล็กและบริการสวัสดิการต่าง ๆ แต่ทั้งปริมาณและคุณภาพของบริการยังไม่ทั่วถึง ส่วนความช่วยเหลือที่ส่งตรงถึงกลุ่มปู่ย่าตายายที่รับหน้าที่ผู้ดูแลหลักก็ยังขาดความต่อเนื่อง Asia Foundation ผู้เชี่ยวชาญจากยูนิเซฟและ ILO ต่างเสนอให้รัฐบาลเพิ่มเงินอุดหนุนค่าดูแลเด็ก ปรับปรุงสวัสดิการครอบครัว และขยายสิทธิ์การลาเพื่อดูแลบุตร
ปัญหานี้จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อไทยก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ จากอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและอัตราการเกิดที่ต่ำลง ครอบครัวไทยจะยิ่งต้องพึ่งพาปู่ย่าตายายมากขึ้น หากไม่มีการลงทุนในบริการดูแลเด็กที่ทั่วถึงและเข้าถึงง่าย หรือให้การสนับสนุนบทบาทนี้อย่างเป็นรูปธรรม แนวทางที่เคยทำกันมาอาจไม่ยั่งยืนอีกต่อไป
ตัวอย่างจากฟินแลนด์ชี้ให้เห็นทางเลือกที่แตกต่าง ที่นั่นรัฐให้เงินสนับสนุนค่าดูแลเด็กอย่างทั่วถึง ทำให้ปู่ย่าตายายสามารถทำหน้าที่แบบ “แวะมาหา ให้ขนม และเล่านิทาน” ได้ตามความสมัครใจ ไม่ได้ถูกผูกมัดให้เป็นพี่เลี้ยงเต็มเวลา หรือดังที่นักสังคมวิทยาคนหนึ่งกล่าวใน The Guardian ว่าเป็นบทบาทที่ “ได้รับแต่ความสุข โดยไม่ต้องแบกรับภาระทั้งหมด” The Guardian
ทางออกสำหรับประเทศไทยจึงต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับนโยบายและวัฒนธรรม ในเชิงนโยบาย รัฐควรเพิ่มงบประมาณเพื่อสร้างศูนย์ดูแลเด็กคุณภาพดีใกล้บ้านและที่ทำงาน ปรับปรุงสิทธิลาคลอดและลาดูแลบุตรสำหรับพ่อแม่ ควบคู่ไปกับมาตรการช่วยเหลือปู่ย่าตายายที่ทำหน้าที่ผู้ดูแล ส่วนในระดับครอบครัวและชุมชน ควรเปิดพื้นที่พูดคุยเพื่อกำหนดขอบเขตความช่วยเหลืออย่างชัดเจน เคารพเวลาส่วนตัวของผู้สูงวัย และแสดงความขอบคุณต่อการเสียสละของพวกเขาอย่างจริงใจ
สำหรับผู้อ่านที่กำลังเผชิญสถานการณ์นี้ ลองช่วยกันส่งเสียงในที่ทำงานและชุมชนเพื่อผลักดันให้มีบริการดูแลเด็กที่เข้าถึงง่ายขึ้น ลองใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่างแอป “ทางรัฐ” เพื่อค้นหาศูนย์เด็กเล็กใกล้บ้าน และที่สำคัญที่สุด อย่าลืมแสดงความขอบคุณและเห็นคุณค่าของ “ทีมปู่ย่า” ในครอบครัว เปิดใจคุยกันถึงขอบเขตหน้าที่และกำลังใจ เพื่อให้พวกท่านมีความสุขกับการได้อยู่ใกล้ชิดหลาน ควบคู่ไปกับการได้พักผ่อนอย่างที่ควรจะเป็น
ในยุคที่สังคมไทยกำลังเปลี่ยนผ่าน แม้สายใยรักระหว่างรุ่นจะเป็นพลังที่สวยงาม แต่ลำพังความรักอาจไม่เพียงพอ หากต้องอาศัยการสนับสนุนจากทั้งชุมชน สังคม และนโยบายรัฐ เพื่อสร้างสมดุลและความอบอุ่นให้คงอยู่กับทุกครอบครัวไทยต่อไป
แหล่งข้อมูล:
- The Guardian: ‘There’s an overwhelming bond of love’: the grandparents whose kids rely on them to raise a family
- Asia Foundation: Thai App Transforms Access to National Childcare Data
- ILO: Thai families are struggling to care for families and earn a decent living - says new ILO report
- Exiap: Cost of living in Thailand - 2025