ปี 2568 ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับคลื่นนักท่องเที่ยวครั้งประวัติการณ์ ผู้คนจากทั่วโลกหลั่งไหลไปยังเมืองใหญ่และแลนด์มาร์กชื่อดังอย่างไม่ขาดสาย แม้จะสร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศ แต่ปรากฏการณ์ “Overtourism” หรือภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง ก็เริ่มสร้างความเหนื่อยล้าและความกังวลให้สังคมญี่ปุ่น ท่ามกลางสถานการณ์นี้ สื่อและผลวิจัยหลายสำนักเริ่มชี้ช่องทางเลือกใหม่ นั่นคือ “สวนญี่ปุ่น” สถานที่พักใจที่อาจไม่ใชหมุดหมายหลัก แต่กลับเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายในช่วงฤดูท่องเที่ยวที่หนาแน่นที่สุด

เพียง 4 เดือนแรกของปี 2568 ญี่ปุ่นต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติไปแล้วกว่า 14.4 ล้านคน พุ่งขึ้น 24.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (อ้างอิง Business Insider) และนักวิเคราะห์คาดว่าตัวเลขตลอดทั้งปีอาจทะลุ 40 ล้านคน สร้างสถิติสูงสุดครั้งใหม่ (แหล่งข้อมูล: Wikipedia) แม้จะนำมาซึ่งเม็ดเงินและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม แต่ก็ก่อให้เกิดปัญหาตามมา ทั้งคิวยาวเหยียดในสถานที่ต่างๆ พื้นที่สาธารณะที่แน่นขนัด ไปจนถึงเสียงบ่นจากคนท้องถิ่น ไม่ต่างจากที่เวนิสหรือบาร์เซโลนาเคยเผชิญ (New York Post)

ท่ามกลางกระแสนี้ การมองหาประสบการณ์ที่เงียบสงบจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งสำหรับนักท่องเที่ยวที่ “เบื่อฝูงชน” และสำหรับชุมชนท้องถิ่นที่ต้องการรักษาสมดุลทางวัฒนธรรม ล่าสุด Business Insider ได้เล่าเรื่องราวที่น่าสนใจว่า นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยเริ่มค้นพบ “สวนญี่ปุ่น” ซึ่งซ่อนตัวอยู่ตามมุมเมืองใหญ่ หรือแม้กระทั่งติดกับถนนสายหลัก เป็นโอเอซิสที่อยู่ห่างจากแลนด์มาร์กยอดนิยมเพียงไม่กี่ก้าว

รายงานฉบับเดียวกันชี้ว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งเริ่มเบนเข็มจากแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตอย่างตลาดปลาสึกิจิ ป่าไผ่อาราชิยาม่า หรือวัดทองคิงคะคุจิ แล้วหันไปเลือกเดินเล่นในสวนเก่าแก่สมัยศตวรรษที่ 17 หรือสวนขนาดกะทัดรัดใจกลางเมืองแทน ไม่ว่าจะเป็นสวนฮามะริคิวในโตเกียว หรือสวนชั้นในของศาลเจ้าเมจิ ผู้เขียนเล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวว่า เพียงแค่แวะพักจิบมัทฉะในเรือนชาริมสระน้ำ ก็เหมือนได้ชาร์จพลังใจท่ามกลางความร่มรื่นของแมกไม้และเงาสะท้อนบนผิวน้ำ ทั้งที่เพิ่งเดินออกจากถนนใหญ่ที่วุ่นวายมาไม่ไกล

ข้อมูลจากองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) ก็ยืนยันในทิศทางเดียวกันว่า สวนอย่างฮามะริคิว สวนชั้นในศาลเจ้าเมจิ สวนโอโคจิซันโซในเกียวโต หรือสวนนิโนะมารุในปราสาทนิโจ ต่างมีนักท่องเที่ยวกลุ่ม “สายสวน” แวะเวียนมาเยี่ยมชมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเหมาะสำหรับคนที่มองหาทางเลือกที่ไม่ต้องไปเบียดเสียดกับใคร (Japan Guide: Best Gardens, Japan Experience) ค่าเข้าชมส่วนใหญ่มักอยู่ที่ 300–1,000 เยน (ประมาณ 70–230 บาท) ซึ่งถือว่าสบายกระเป๋าและเข้าถึงง่าย สวนเหล่านี้จึงเป็นทางออกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่โหยหาความสงบ

“สวนญี่ปุ่น” หรือ “นิฮงเทเอ็น” มีรูปแบบหลากหลายที่สืบทอดมานานกว่า 1,000 ปี ตั้งแต่สวนสไตล์พุทธศาสนานิกายเซนไปจนถึงสวนหย่อมขนาดเล็กสำหรับคนเมือง แต่หัวใจสำคัญของการจัดสวนยังคงเน้นปรัชญา “วะบิ-ซะบิ” หรือความงามในความไม่สมบูรณ์แบบ พลังแห่งความสงบนิ่งจากธรรมชาติ และการเปิดพื้นที่ให้จิตใจได้ครุ่นคิด จุดแข็งเหล่านี้เองที่ช่วยให้ผู้มาเยือนได้หลุดพ้นจากความวุ่นวายของโลกภายนอก (Wikipedia: Japanese gardens)

งานวิจัยด้านสุขภาพยังยืนยันผลลัพธ์ที่สอดคล้องกันว่า การได้ใช้เวลาท่ามกลางพื้นที่สีเขียว โดยเฉพาะสวนที่จัดวางอย่างประณีต สามารถลดระดับความเครียดในร่างกาย เพิ่มอารมณ์เชิงบวก และช่วยให้สมองได้พักผ่อนอย่างแท้จริง (ดูเพิ่มเติม Environmental Research and Public Health) มีการศึกษาที่วัดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด) ในเลือดก่อนและหลังการพักผ่อนในสวน ซึ่งพบว่าช่วยฟื้นฟูจิตใจและยังเป็นสะพานเชื่อมให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสกับรากทางวัฒนธรรมและปรัชญาของญี่ปุ่นอีกด้วย

ขณะที่ญี่ปุ่นกำลังหาทางรับมือกับความท้าทายจาก Overtourism ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในสังคม ระบบสาธารณูปโภคที่ตึงตัว หรือผลกระทบต่อวัฒนธรรมท้องถิ่น ภาครัฐและเอกชนก็ได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อบรรเทาสถานการณ์ เช่น การกำหนดราคาค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว 2 ระบบสำหรับคนท้องถิ่นและชาวต่างชาติ การจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในจุดหมายยอดนิยม ควบคู่ไปกับการโปรโมตกิจกรรมทางเลือก เช่น พิธีชงชา (ชาโนยุ) หรือการเดินชมดอกไม้ในย่านที่คนไม่พลุกพล่าน (MSN: The Cool, Crowd-Free Alternative) นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งหน่วยงานใหม่เพื่อดูแลความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนและนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ (Reuters)

นักท่องเที่ยวไทยเองก็เป็นกลุ่มที่ชื่นชอบการแสวงหาประสบการณ์ที่แตกต่างและใส่ใจเรื่องสุขภาวะ ญี่ปุ่นยังคงเป็นจุดหมายในฝันของคนไทยเสมอ ด้วยเสน่ห์ของฤดูกาล วัฒนธรรม และอาหารอร่อย การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่นี้จึงน่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับทริปครอบครัว กลุ่มเพื่อน หรือแม้แต่การเดินทางคนเดียว เพราะการจัดตารางแวะเที่ยว “สวนญี่ปุ่น” สักแห่งไม่ใช่เรื่องยากเลย ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟ กระจายตัวอยู่ในเมืองหลัก และยังเปิดโอกาสให้ได้สัมผัสวัฒนธรรมญี่ปุ่นแท้ๆ เช่น พิธีชงชาตามฤดูกาล การชมดอกไอริส หรือการถ่ายภาพวิวสวยๆ แบบไม่ต้องแย่งกับใคร

ความงามของสวนญี่ปุ่นยังสอดคล้องกับวัฒนธรรมไทยในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสวนในวัดหลวง การดูแลภูมิทัศน์ หรือรากฐานทางพุทธศาสนาที่ใกล้เคียงกัน หลายคนที่ได้ไปเดินเล่นในสวนญี่ปุ่นอาจนึกถึงบรรยากาศผ่อนคลายคล้ายสวนลุมพินีหรือสวนในวัดโพธิ์ แต่จะได้เรียนรู้แง่มุมทางศิลปะและสัมผัสความงามของฤดูกาลในแบบฉบับญี่ปุ่นที่แตกต่างออกไป

เมื่อมองไปในอนาคตที่ Overtourism จะกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของเมืองท่องเที่ยวทั่วโลก โมเดล “สวนลับ” ที่ญี่ปุ่นกำลังผลักดัน อาจกลายเป็นแนวทางใหม่ของเอเชียในการกระจายนักท่องเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวรอง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และเปิดโอกาสให้นักเดินทางได้สัมผัสรากเหง้าทางวัฒนธรรม ธรรมชาติ และประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ต่อไป หน่วยงานภาครัฐและภาคการท่องเที่ยวของไทยและญี่ปุ่นอาจร่วมมือกันมากขึ้นเพื่อโปรโมตเส้นทาง “สายสวน” หรือ “เที่ยวสายสุขภาวะ” จัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของการเดินชมธรรมชาติ ปลูกฝังมารยาทในการเข้าชมพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ และสร้างความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม โดยเน้นคุณค่าของความสงบและการเคารพธรรมชาติ ขณะเดียวกัน เมื่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อนทวีความสำคัญ การดูแลสวนและพื้นที่สีเขียวในเมืองก็จะยิ่งกลายเป็นหัวใจสำคัญสำหรับทั้งผู้คนและโลกใบนี้

สำหรับใครที่วางแผนไปเที่ยวญี่ปุ่นช่วงเทศกาลหรือหน้าร้อนปีหน้า บทเรียนนี้ชัดเจนมาก: จะแวะถ่ายรูปกับแลนด์มาร์กหลักก็ทำได้ แต่อย่าลืมแบ่งเวลาไปเยี่ยมชม “สวนลับ” อย่างสวนฮามะริคิว สวนศาลเจ้าเมจิ สวนโอโคจิซันโซ หรือสวนในปราสาทนิโจไว้ในแพลนด้วย ลองหาแผนที่ “ที่เที่ยวทางเลือก” จากแอปพลิเคชันของรัฐบาล หรือสอบถามเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวเพื่อดูกิจกรรมพิเศษตามฤดูกาล แค่ได้นั่งจิบชาอุ่นๆ ริมสระน้ำ หรือเดินชมดอกไม้เงียบๆ ก็จะทำให้คุณได้ความทรงจำดีๆ กลับมาฝากคนที่บ้านแน่นอน

การปรับแผนเที่ยวแบบนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้คุณได้พักผ่อนอย่างสงบและดีต่อสุขภาพ แต่ยังเป็นการช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น และมีส่วนร่วมในการสร้างการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ทั้งในญี่ปุ่นและทั่วโลก