“ความเหงา” กำลังกลายเป็นวิกฤตสุขภาพจิตที่ซ่อนเร้นอยู่ทั่วโลกและมักถูกมองข้าม งานวิจัยล่าสุดชี้ว่าหลายสัญญาณเตือนมักถูกละเลย แม้ในคนที่มีตารางชีวิตแน่นเอี้ยดก็ตาม ด้วยเหตุนี้ นักจิตวิทยาคลินิกชั้นนำจากต่างประเทศจึงออกมาเตือนผ่านสื่อว่า สัญญาณแฝง ๔ ข้อที่ต้องจับตาอย่างเร่งด่วน ได้แก่ การไถโซเชียลไม่หยุด (doomscrolling) การมีบทสนทนาแค่ผิวเผิน การคิดวนเวียนถึงปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น และความรู้สึกแปลกแยกไม่เป็นส่วนหนึ่งของใคร ซึ่งทั้งหมดนี้ควรได้รับการดูแลเยียวยาก่อนที่ความเหงาจะกัดกินสุขภาพกายและใจในระยะยาว ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในไทยก็ย้ำว่าทุกฝ่ายต้องตระหนักและรับมือกับปัญหานี้ ก่อนที่มันจะบ่อนทำลายสุขภาวะของคนในสังคมอย่างเงียบเชียบ
แม้ภาพจำของ ‘ความเหงา’ มักเป็นภาพคนนั่งอยู่คนเดียวในห้องว่าง แต่ในความเป็นจริง อารมณ์ที่ซับซ้อนนี้มีอะไรมากกว่านั้น ในสังคมไทยที่สายใยครอบครัวและชุมชนยังคงเหนียวแน่น หลายคนอาจคิดว่าปัญหานี้เป็นเรื่องไกลตัว ทว่านักจิตวิทยาต่างชาติชื่อดังชี้ว่า แม้แต่คนที่ดูเหมือนมีเพื่อนฝูงรายล้อมก็อาจกำลังเผชิญกับความเหงาที่เกาะกินอยู่ข้างใน “การเลื่อนดูโซเชียลบ่อย ๆ อาจทำให้เรารู้สึกว่ายังติดตามชีวิตเพื่อน ๆ อยู่ แต่ความจริงคือเราไม่ได้เจอหน้ากันมานานแล้ว” พฤติกรรมเช่นนี้เรียกว่า ‘doomscrolling’ หรือการไถหน้าจอไปเรื่อย ๆ เพื่อชดเชยการปฏิสัมพันธ์ในโลกจริง แต่ยิ่งทำกลับยิ่งเหนื่อยล้าและรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น (Times of India)
๔ สัญญาณซ่อนเร้นของความเหงา
นักจิตวิทยาคนดังกล่าวได้สรุป ๔ สัญญาณเตือนเพื่อให้ทุกคนได้สำรวจตัวเองและคนรอบข้าง สำหรับเตรียมรับมือแต่เนิ่น ๆ
- ไถโซเชียลไม่หยุด (Doomscrolling): ใช้เวลาบนโลกออนไลน์มากกว่าการพบปะผู้คนในชีวิตจริง
- บทสนทนาผิวเผินไร้แก่นสาร: การพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานหรือคนในครอบครัวเป็นเพียงเรื่องฉาบฉวย ขาดความผูกพันลึกซึ้ง
- คิดวนเวียนเรื่องปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น: มักเก็บคำพูดหรือการกระทำของคนอื่นมาคิดซ้ำ ๆ หรือกังวลว่าตัวเองเข้ากับใครไม่ได้
- รู้สึกแปลกแยกไม่เป็นส่วนหนึ่ง: รู้สึกว่าตัวเองไม่เข้าพวก ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มเพื่อน ที่ทำงาน หรือแม้แต่ในครอบครัว
สัญญาณเหล่านี้เปรียบเหมือนเสียงเตือนจากจิตใจว่ากำลังต้องการการเชื่อมต่อกับผู้คนอย่างแท้จริง
ความเหงา: ไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่คือความเสี่ยงต่อสุขภาพ
งานวิจัยจากหลายสถาบันยืนยันว่าความเหงาไม่ใช่แค่ความรู้สึกไม่สบายใจชั่วครั้งชั่วคราว แต่ส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งเพิ่มความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล นอนไม่หลับ ไปจนถึงโรคหัวใจ (Harvard Health) สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขพบว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จำนวนผู้ป่วยซึมเศร้าในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง (Bangkok Post) ขณะที่ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ก็ชี้ว่า แม้คนไทยจะติดต่อสื่อสารกับคนใกล้ชิดผ่านช่องทางออนไลน์บ่อยขึ้น แต่คุณภาพและความลึกซึ้งของความสัมพันธ์กลับลดลง เจ้าหน้าที่อาวุโสจากสายด่วนสุขภาพจิตเล่าว่า ช่วงเทศกาลหรือช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัย เป็นช่วงที่มีผู้โทรเข้ามาปรึกษามากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และคนทำงานที่แม้จะดูยุ่ง แต่กลับรู้สึกถูกตัดขาดจากสังคม
ยิ่งไปกว่านั้น ค่านิยมทางวัฒนธรรมที่เน้นความเป็นหมู่คณะและความสามัคคี อาจกลายเป็นแรงกดดันซ้ำเติมให้คนที่รู้สึกเหงากลับยิ่งรู้สึกแปลกแยก ในสังคมไทยที่เต็มไปด้วยงานประเพณีอย่างสงกรานต์ ลอยกระทง และกิจกรรมครอบครัว คนที่รู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งมักเลือกที่จะเก็บความรู้สึกไว้กับตัว เพราะกลัวเสียภาพลักษณ์หรือถูกมองว่า ‘อ่อนแอ’ นักจิตวิทยาคลินิกจากโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งยืนยันว่า วัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ทำให้หลายคนซ่อนความรู้สึกเหงาไว้เพราะกลัวการถูกตีตรา โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นชายและคนวัยทำงาน
ผลสำรวจในวารสารวิชาการต่างประเทศพบว่าความเหงาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มผู้สูงอายุหรือคนที่อยู่ตัวคนเดียวอีกต่อไป แต่กำลังแพร่กระจายมาสู่กลุ่มวัยรุ่นและคนทำงานในเมืองใหญ่ ประเทศไทยเองก็ไม่ต่างกัน ทั้งในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ มีรายงานว่านักศึกษาและคนทำงานจำนวนมากรู้สึกเหงาทั้งที่เชื่อมต่อกับโซเชียลมีเดียแทบจะตลอดเวลา โดยเฉพาะหลังยุคโควิด-๑๙ ที่การเรียนและทำงานออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติ ครูแนะแนวจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ อธิบายว่า “นักศึกษาหลายคนใช้เวลาออนไลน์นานหลายชั่วโมง แต่กลับรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะขาดการมีส่วนร่วมในกิจกรรมจริง ๆ วิกฤตนี้ยิ่งเห็นได้ชัดขึ้นหลังยุคโรคระบาด”
เมื่อความเหงาร้ายแรงพอ ๆ กับการสูบบุหรี่
ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้ว่าผลกระทบระยะยาวจากความเหงานั้นรุนแรงเทียบเท่ากับการสูบบุหรี่วันละ ๑๕ มวน (WHO) นักจิตวิทยาต่างชาติคนเดิมย้ำเตือนว่า “หากคุณพบว่าตัวเองมีอาการเหล่านี้ นี่ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลย เพราะนอกจากจะเป็นความรู้สึกที่เจ็บปวดแล้ว มันยังเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายและจิตใจว่าคุณต้องรีบเชื่อมต่อกับผู้คนให้มากขึ้น” ไม่ว่าคุณจะเป็นคนชอบเก็บตัวหรือชอบเข้าสังคม สิ่งแรกที่ควรทำคือการยอมรับและสังเกตสัญญาณแฝงเหล่านี้ หากความกลัวการเข้าสังคมเป็นอุปสรรค ลองเริ่มจากกิจกรรมเล็ก ๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งขึ้น
แนวทางรับมือในบริบทสังคมไทย
ภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทย เช่น การยึดหลักธรรมทางพุทธศาสนา การไปวัดทำบุญ หรือการเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสา ยังคงเป็นเครื่องมือที่ช่วยคลายเหงาได้ดีเสมอ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้นำภูมิปัญญาเหล่านี้มาปรับใช้กับวิถีชีวิตคนเมืองยุคใหม่ ตัวอย่างเช่น นักจิตบำบัดในกรุงเทพฯ แนะว่า “ถ้ารู้สึกว่าตัวเองเริ่มไถมือถือไม่หยุด ลองวางมันลง แล้วหาโอกาสไปทำกิจกรรมกลุ่ม ออกกำลังกาย หรือแวะไปเยี่ยมญาติบ้าง แม้จะแค่เดือนละครั้งก็ยังดี”
ในเชิงนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญสนับสนุนให้โรงเรียน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานภาครัฐสร้างความตระหนักรู้เรื่องความเหงาให้มากขึ้น เช่น จัดอบรมให้ครูสามารถสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการแยกตัว หงุดหงิดง่าย หรือหมกมุ่นกับโซเชียลมีเดีย พร้อมทั้งจัดให้มีบริการให้คำปรึกษาที่เป็นมิตรและไม่ตีตรา ในส่วนขององค์กรหรือที่ทำงาน ก็ควรส่งเสริมวัฒนธรรมที่เอื้อให้พนักงานสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากกว่าแค่การทักทายอย่างผิวเผิน ขณะเดียวกัน สื่อสาธารณะก็ควรเข้ามามีบทบาทในการเปิดพื้นที่พูดคุยเรื่องความเหงาอย่างจริงจัง เหมือนที่เคยทำสำเร็จมาแล้วกับการรณรงค์เรื่องภาวะซึมเศร้า
เมื่อมองไปในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบหรือผลพวงระยะยาวจากโควิด-๑๙ ดูเหมือนว่า “ความเหงาที่ซ่อนเร้น” จะกลายเป็นความท้าทายสำคัญของสังคมไทย นักวิจัยจึงย้ำว่ากลุ่มเสี่ยงไม่ได้มีแค่ผู้สูงอายุ แต่ยังรวมถึงนักศึกษา คนทำงานในเมืองใหญ่ และกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่ต้องย้ายถิ่นฐานมาไกลบ้านเกิด ดังนั้น การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ นักจิตวิทยา นักการศึกษา และอาสาสมัครชุมชน จึงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่แข็งแรงและสอดคล้องกับวัฒนธรรมไทยอย่างแท้จริง
ข้อแนะนำเบื้องต้นสำหรับคุณและคนรอบข้าง
- ลองทำ Digital Detox: หากพบว่าตัวเองไถโซเชียลไม่หยุด ลองวางมือถือแล้วหาเวลาไปพูดคุยกับใครสักคนแบบเจอหน้ากันจริง ๆ
- ให้ความสำคัญกับบทสนทนาที่มีความหมาย: ใช้เวลากับเพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัวเพื่อพูดคุยเรื่องราวที่ลึกซึ้ง มากกว่าการคุยเล่นแบบผิวเผินกับคนจำนวนมาก
- ฝึกเท่าทันความคิดตัวเอง: เมื่อเริ่มรู้สึกกังวลกับการเข้าสังคมหรือคิดวนเวียนในแง่ลบ ให้รู้ทันแล้วลองปรับมุมมองใหม่
- มองหากิจกรรมที่ชอบ: ลองเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มที่สนใจ เช่น ชมรมกีฬา กลุ่มทำงานอาสา หรือกิจกรรมทางศาสนา แม้จะเริ่มแค่ครั้งเดียวก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
- อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ: หากยังรู้สึกว่างเปล่าหรือแปลกแยก ลองปรึกษาครูแนะแนว หน่วยงานด้านสุขภาพในองค์กร หรือโทรสายด่วนสุขภาพจิต ๑๓๒๓ (1323 Hotline)
ในยุคที่สังคมไทยดูเหมือนจะเชื่อมต่อกันได้ง่ายขึ้นกว่าที่เคย แต่ผู้คนกลับอาจกำลังโดดเดี่ยวมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นี่จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เราจะหันมาใส่ใจสัญญาณของความเหงาทั้งในตัวเองและคนรอบข้าง เพื่อกลับมาเห็นคุณค่าของการสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริง และร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้สังคมไทยแข็งแรงต่อไป
ที่มา: Times of India, Harvard Health, IJERPH, Bangkok Post, WHO