ปราสาทโบราณบนแนวเทือกเขาชายแดนไทย-กัมพูชาได้กลับมาเป็นประเด็นร้อนระอุอีกครั้ง ทั้งในทางการทูตและการทหาร โหมเชื้อไฟความขัดแย้งที่หยั่งรากลึกทั้งในมิติประวัติศาสตร์ ชาตินิยม และกฎหมายระหว่างประเทศ การปะทะกันครั้งล่าสุดบริเวณปราสาทพระวิหารและปราสาทตาเมือนธม ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญสมัยขอม ได้จุดชนวนให้ทั้งสองฝ่ายออกมากล่าวโทษกันไปมา สร้างความหวั่นวิตกให้แก่ชุมชนในพื้นที่และกลุ่มอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม
สำหรับคนไทย ปราสาทชายแดนอย่างปราสาทตาเมือนธมถือเป็นประเด็นอ่อนไหวและผูกพันทางความรู้สึกอย่างลึกซึ้ง ปราสาทหินศิลาแลงสมัยศตวรรษที่ 12 แห่งนี้ ซึ่งรายล้อมด้วยโบราณสถานย่อยและสามารถเข้าถึงได้จากทั้งสองประเทศ กลายเป็นจุดเปราะบางอยู่เสมอ ด้วยที่ตั้งซึ่งคร่อมอยู่บนแนวพรมแดนที่ยังปักปันไม่แล้วเสร็จ ประกอบกับคุณค่าทางศาสนาที่แต่ละฝ่ายต่างอ้างกรรมสิทธิ์ การลาดตระเวนของทหารทั้งสองฝ่ายในบริเวณนี้จึงมักเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการกระทบกระทั่งกันอยู่เนืองๆ (NYTimes)
เหตุปะทะครั้งล่าสุดปะทุขึ้นหลังจากผู้นำกัมพูชากล่าวหาฝ่ายไทยว่าคำสั่งของฝ่ายทหารเมื่อต้นสัปดาห์เป็นเหตุให้ความรุนแรงบานปลายจนต้องปิดปราสาทตาเมือนธม เจ้าหน้าที่ฝ่ายกัมพูชาซึ่งเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลพนมเปญ โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียระบุว่าผู้บัญชาการทหารของไทย “เป็นผู้จุดชนวนความขัดแย้ง” ด้วยการปิดกั้นการเข้าถึงปราสาทและเปิดฉากยิงใส่ทหารกัมพูชาก่อน ในขณะที่กองทัพไทยยืนกรานว่าไม่ได้มุ่งเป้าไปที่พลเรือน พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องความเสียหายต่อโบราณสถาน โดยมองว่าเป็น “การสร้างเรื่อง” เพื่อหวังผลทางการเมือง
ปราสาทพระวิหารคืออีกหนึ่งพื้นที่เปราะบาง ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนหน้าผาของเทือกเขาพนมดงรัก กลุ่มเทวสถานฮินดูโบราณแห่งนี้เคยเป็นสมรภูมิความขัดแย้งชายแดนครั้งรุนแรงเมื่อปี 2554 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งทหารและพลเรือนกว่า 20 ราย และอีกหลายพันคนต้องอพยพ (BBC News) ปมขัดแย้งนี้หยั่งรากลึกนับตั้งแต่คำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ในปี 2505 ที่ชี้ขาดให้กัมพูชามีอธิปไตยเหนือตัวปราสาทตามแผนที่สมัยอาณานิคมฝรั่งเศส แต่สำหรับฝ่ายไทย คำตัดสินดังกล่าวยังคงเป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ฝังลึกจากความรู้สึกสูญเสียดินแดน และเป็นแรงขับให้เกิดการปะทะกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สถานการณ์ยิ่งทวีความตึงเครียดขึ้นอีก เมื่อกัมพูชายื่นขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกกับยูเนสโกในปี 2551 แม้ฝ่ายกัมพูชาจะมองว่าเป็นความสำเร็จและการยอมรับในอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม แต่ฝ่ายไทยมองว่าเป็นการกระทำที่กระทบต่อความสัมพันธ์ทางการทูต นำไปสู่การประท้วงและการเสริมกำลังทหารในพื้นที่พิพาทอีกครั้ง (UNESCO) ต่อมาในปี 2556 ศาล ICJ ได้ยืนยันสิทธิ์ของกัมพูชาอีกครั้งและสั่งให้ไทยถอนทหารออกจากพื้นที่โดยรอบ แต่เจ้าหน้าที่ไทยรวมถึงบุคลากรจากกระทรวงการต่างประเทศยังคงหยิบยกความไม่ชัดเจนของแนวเขตแดนมาเป็นข้อโต้แย้งและยืนยันการอ้างสิทธิ์ของตนต่อไป (ICJ)
มรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของปราสาทเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อทั้งสองชาติ ในมุมมองของคนไทย ปราสาทพระวิหารและตาเมือนธมไม่ได้เป็นเพียงโบราณสถานที่น่าอัศจรรย์ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งศักดิ์ศรีของชาติและความสูญเสียดินแดนที่ผูกพันกับประวัติศาสตร์ยุคอาณาจักรขอม ขณะที่สำหรับกัมพูชา โบราณสถานเหล่านี้คือสมบัติของชาติและเป็นศูนย์รวมจิตใจทางศาสนา ในการปะทะครั้งล่าสุด กระทรวงวัฒนธรรมกัมพูชาได้อ้างว่าเกิดความเสียหายครั้งใหม่กับปราสาทพระวิหาร ขณะที่ฝ่ายไทยก็ยืนยันว่าปฏิบัติการทางทหารทุกครั้งจะหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อพลเรือนและตัวโบราณสถานอย่างที่สุด
เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมของไทยท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า “ทุกครั้งที่สถานการณ์ตึงเครียด มรดกร่วมของเรากลับตกอยู่ในความเสี่ยง ทางออกที่ยั่งยืนคือการหันหน้าเข้าหากันและร่วมมือกันอนุรักษ์ ไม่ใช่การเผชิญหน้า” ขณะที่นักวิชาการด้านวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เสริมว่า โบราณสถานเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมโยงผู้คนและวัฒนธรรม แต่กลับกลายเป็นพื้นที่แห่งการเมืองและความหวาดระแวงจากมรดกความขัดแย้งเรื่องพรมแดนและประวัติศาสตร์ยุคอาณานิคม (Asia Society)
สำหรับผู้คนสองฟากฝั่งชายแดน การปะทะที่เกิดขึ้นเป็นดั่งวงจรซ้ำซากที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวัน เศรษฐกิจในท้องถิ่น และความพยายามในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ชาวบ้านในอำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางการลาดตระเวนของทหารและสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวที่เคยคึกคัก ส่วนชุมชนฝั่งกัมพูชาก็ต้องอยู่อย่างหวาดผวาว่าจะต้องพลัดถิ่น และประเพณีทางศาสนาที่เคยปฏิบัติร่วมกันต้องหยุดชะงัก (Reuters)
ปรากฏการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่านี้ ยังทิ้งคำถามสำคัญไว้ให้กับประชาคมอาเซียนและนานาชาติว่า จะสร้างสมดุลระหว่างอธิปไตยของชาติ ข้ออ้างทางประวัติศาสตร์ และภารกิจการพิทักษ์มรดกวัฒนธรรมร่วมกันได้อย่างไร นักกฎหมายระหว่างประเทศเตือนว่า หากทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถหาแนวทางบริหารจัดการร่วมกัน เช่น การตรวจสอบสภาพโบราณสถานอย่างโปร่งใส และการรับฟังเสียงของชุมชนท้องถิ่น สถานการณ์ก็จะยังคงคุกรุ่นต่อไป “ประวัติศาสตร์มีบทเรียนให้เห็นมากมายว่าการจัดการมรดกร่วมกันสามารถลดความขัดแย้งได้” นักวิชาการด้านกฎหมายชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว “ไทยและกัมพูชาสามารถพัฒนากลไกความร่วมมือเพื่อปกป้องมรดกวัฒนธรรมและลดความตึงเครียดได้ แต่ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่”
นับจากนี้ ความท้าทายทางการทูตยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นความพยายามจัดตั้งคณะกรรมการร่วม กลไกไกล่เกลี่ยของอาเซียน หรือข้อเสนอให้ยูเนสโกเข้ามามีบทบาทเป็นกลาง ล้วนยังเป็นเพียงข้อเสนอที่ยากจะผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ผู้สังเกตการณ์ชาวไทยเตือนว่า กระแสชาตินิยมที่ถูกปลุกปั่นทางการเมืองภายในประเทศ มักจะกลบเสียงแห่งเหตุผลเชิงเทคนิคและวัฒนธรรมที่จำเป็นต่อการคลี่คลายปัญหา ในระยะต่อไป ประชาคมโลก ทั้งยูเนสโก ศาล ICJ และพันธมิตรในภูมิภาค ต่างจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าทั้งสองชาติจะเลือกแนวทางผ่อนปรนและหันมาร่วมมือกันปกป้องมรดกทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ได้หรือไม่
ข้อพิพาทปราสาทชายแดนจึงเป็นทั้งบทเรียนและอุทาหรณ์ครั้งสำคัญสำหรับสังคมไทย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นที่ปราสาทพระวิหารและตาเมือนธมได้ตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเปิดพื้นที่พูดคุยข้ามพรมแดน การจัดการมรดกวัฒนธรรมร่วมกัน และการสร้างความเข้าใจในประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อนให้กับคนรุ่นใหม่ ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมโครงการแลกเปลี่ยนเยาวชนไทย-กัมพูชา การสนับสนุนโครงการบูรณะร่วมกัน และผลักดันให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจให้ความสำคัญกับคุณค่าทางวัฒนธรรมเหนือผลประโยชน์จากความขัดแย้ง
การเปิดรับข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้และการมีส่วนร่วมในเวทีพูดคุยสาธารณะ จะช่วยส่งเสริมความเข้าใจอันดีในระดับประชาชน ท้ายที่สุด ชะตากรรมของปราสาทโบราณเหล่านี้ขึ้นอยู่กับว่าชุมชนท้องถิ่น นักวิชาการ และผู้นำของทั้งสองประเทศ จะสามารถเปลี่ยน ‘สัญลักษณ์แห่งความขัดแย้ง’ ให้กลายเป็น ‘สะพานแห่งมิตรภาพ’ ที่เชื่อมโยงผู้คนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างแท้จริงหรือไม่
แหล่งข้อมูล: New York Times, BBC News, UNESCO, ICJ, Asia Society, Reuters