ข้อมูลล่าสุดเผยว่า การท่องเที่ยวในรัฐวิสคอนซิน โดยเฉพาะในภูมิภาค ‘ดินแดนดริฟต์เลส’ (Driftless Area) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐ กำลังสร้างเม็ดเงินสะพัดเป็นประวัติการณ์ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ชนบทได้อย่างน่าทึ่ง แม้บางชุมชนจะยังเผชิญความท้าทายอยู่บ้างก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญมาจากการที่ท้องถิ่นหันมาโปรโมตอย่างจริงจังและสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการที่เข้มแข็ง ทำให้ความหวังในการสร้างอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ยั่งยืนเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม (Telegraph Herald)
ดินแดนดริฟต์เลสเป็นภูมิภาคที่เต็มไปด้วยหุบเขาและเทือกเขาสวยงามแปลกตา มีเอกลักษณ์โดดเด่นคือภูมิประเทศที่ไม่เคยถูกธารน้ำแข็งในยุคโบราณกัดเซาะจนราบเรียบ ทำให้ยังคงรักษาสภาพของสันเขา ลำธารคดเคี้ยว และเมืองเล็กๆ ที่มีเสน่ห์ไว้ได้ สถานที่เหล่านี้จึงเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติ ทั้งนักปั่นจักรยานและนักพายเรือมาโดยตลอด ข้อมูลล่าสุดจากกรมส่งเสริมการท่องเที่ยววิสคอนซินระบุว่า ปี 2024 ถือเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเติบโตทุบสถิติ โดยสร้างเม็ดเงินสะพัดทั่วทั้งรัฐถึง 2.58 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.6 แสนล้านบาท) และดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากถึง 114.4 ล้านคน ซึ่งสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 ถึงหนึ่งล้านคน (Travel Wisconsin) ความสำเร็จนี้ตอกย้ำว่าการท่องเที่ยวได้กลายเป็นหัวใจสำคัญทางเศรษฐกิจทั้งในเมืองใหญ่และพื้นที่ชนบทของรัฐ
หนึ่งในดาวเด่นที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดคือเขตเวอร์นอน (Vernon) ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของภูมิภาค โดยในปีนี้สามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวแตะ 77 ล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ทำไว้ 73 ล้านดอลลาร์ ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่ทุบสถิติ แต่ยังสร้างงานใหม่และสร้างรายได้จากภาษีให้ท้องถิ่นหลายล้านดอลลาร์ เจ้าหน้าที่ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของเขตเวอร์นอนเผยว่า ปัจจัยความสำเร็จมาจาก “ความงดงามของธรรมชาติ กิจกรรมที่มีตลอดทั้งปี และผู้ประกอบการท้องถิ่นที่เข้มแข็ง” พร้อมกล่าวเสริมว่า “รายได้ 77 ล้านดอลลาร์นี้มีความหมายอย่างยิ่งต่อเจ้าของธุรกิจ ตำแหน่งงาน และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในชุมชน” โดยภาพรวมทั้งรัฐ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวสร้างงานกว่า 182,000 ตำแหน่ง เฉพาะในเขตเวอร์นอนมีตำแหน่งงานกว่า 500 ตำแหน่ง และสร้างรายได้จากภาษีให้ท้องถิ่นปีละประมาณ 4.7 ล้านดอลลาร์ (Vernon Reporter)
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองลึกลงไปในแต่ละพื้นที่ กลับพบความแตกต่างอย่างชัดเจน งานวิจัยล่าสุดจาก Civic Media พบว่าบางเขตในภาคตะวันตกเฉียงใต้ เช่น แกรนต์ ลาฟาแยต และไอโอวา มีรายได้จากการท่องเที่ยวลดลงเล็กน้อย โดยมีปัจจัยหลักมาจากสภาพอากาศที่แปรปรวนในช่วงฤดูท่องเที่ยว โดยเขตนแกรนต์มีรายได้ลดลง 2.8% เหลือ 109 ล้านดอลลาร์ ขณะที่เขตลาดฟาแยตและไอโอวาต่างก็ลดลงประมาณ 0.7% ส่วนเขตครอว์ฟอร์ดยังคงรักษาระดับรายได้ไว้ได้หรือเติบโตขึ้นเล็กน้อย (Civic Media)
ความแตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างปัจจัยทางธรรมชาติและยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของแต่ละท้องถิ่นในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แม้สภาพอากาศจะเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้และส่งผลกระทบโดยตรงต่อเมืองในชนบท แต่ผู้นำในอุตสาหกรรมยังคงมองโลกในแง่ดี โดยอาศัยการลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ จัดกิจกรรมตลอดทั้งปี และผนึกกำลังทำแคมเปญการตลาด เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวกลับมาซ้ำ และลดผลกระทบจากความผันผวนตามฤดูกาล
ประเด็นที่ว่าการท่องเที่ยวส่งผลต่อวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่นอย่างไร ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในสังคมชนบททั้งในสหรัฐอเมริกาและเอเชีย ซึ่งการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และคุณภาพชีวิตของผู้คน ล้วนขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างสมดุล ในกรณีของวิสคอนซิน รายได้ภาษีจากการท่องเที่ยวมีส่วนสำคัญในการค้ำจุนบริการสาธารณะต่างๆ หากไม่มีรายได้ส่วนนี้ แต่ละครัวเรือนจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 678 ดอลลาร์ เพื่อรักษาระดับคุณภาพของบริการภาครัฐ นี่จึงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับเมืองท่องเที่ยวในไทยว่า การจัดการท่องเที่ยวที่ดีไม่เพียงช่วยธุรกิจเล็กๆ ศิลปิน หรือเกษตรกรท้องถิ่นให้มีรายได้ แต่ยังช่วยให้งบประมาณของท้องถิ่นแข็งแกร่งขึ้นด้วย
ผู้เชี่ยวชาญต่างย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือในระดับภูมิภาค ที่ผสมผสานงบประมาณสนับสนุนด้านการตลาดจากภาครัฐเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ของคนในพื้นที่ เลขาธิการกรมส่งเสริมการท่องเที่ยววิสคอนซินชี้ว่า ความสำเร็จในปี 2024 “เป็นความสำเร็จของทั้งรัฐ” พร้อมย้ำว่า “การท่องเที่ยวคือเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิต สร้างสรรค์ชุมชน และเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของวิสคอนซิน” ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของเขตเวอร์นอนได้ยกตัวอย่างกิจกรรมที่สร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยว ตั้งแต่การพายเรือคายัคในแม่น้ำคิกคาปู ไปจนถึงเทศกาลอาหารแบบฟาร์มสู่โต๊ะ (Farm-to-Table)
สำหรับผู้กำหนดนโยบายและผู้ประกอบการไทย กรณีศึกษาของ Driftless Area ให้แง่คิดที่น่าสนใจหลายประการ เมืองรองและชุมชนชนบทหลายแห่งของไทย เช่น เมืองในหุบเขาอย่างจังหวัดน่าน หรืออำเภอที่มีวัฒนธรรมโดดเด่นในภาคอีสาน ต่างก็มีจุดแข็งคล้ายคลึงกัน ทั้งภูมิทัศน์ที่สวยงาม กิจกรรมชุมชน และความมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนจากเศรษฐกิจเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวไปสู่การสร้างรายได้เสริมจากการท่องเที่ยว แต่ก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายเรื่องสภาพอากาศ การพัฒนาที่ยั่งยืน และการสร้างสมดุลระหว่างจำนวนนักท่องเที่ยวกับการรักษาเอกลักษณ์ของพื้นที่
ในอดีต ภาพจำของ Driftless Area คือพื้นที่เกษตรกรรมที่เรียบง่าย แต่ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา ภูมิภาคแห่งนี้ได้พลิกโฉมตัวเองจนกลายเป็นต้นแบบของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ กิจกรรมสันทนาการที่มีความรับผิดชอบ และแหล่งรวมผู้ประกอบการและช่างฝีมือท้องถิ่น ซึ่งเป็นภาพที่พบเห็นได้บ่อยในพื้นที่ภูเขาตามแนวชายแดนของไทยเช่นกัน นักวิชาการมองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลจากความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างภาครัฐ ท้องถิ่น และเอกชน ซึ่งเน้นการพัฒนาจุดแข็งที่เป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ไปพร้อมๆ กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ นับเป็นโมเดลที่ใช้ได้ผลจริงในยุคที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกำลังฟื้นตัวทั่วโลก
เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญกำลังจับตา 4 แนวโน้มสำคัญ ได้แก่ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ การพัฒนาอย่างยั่งยืน และกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลเพื่อเข้าถึงนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ผู้นำท้องถิ่นใน Driftless Area กำลังวางแผนยกระดับบริการนักท่องเที่ยว ส่งเสริมกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และร่วมมือกับองค์กรอนุรักษ์เพื่อดูแลทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของภูมิภาค ประเทศไทยสามารถนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ได้เช่นกัน ทั้งการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การสร้างสรรค์กิจกรรมที่สะท้อนวิถีชุมชน และการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม เพื่อต่อยอดรายได้ในชนบทโดยไม่สร้างภาระให้ธรรมชาติ
ข้อเสนอแนะสำหรับเมืองรองและชุมชนในไทยจึงได้แก่ การลงทุนด้านการตลาดเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ การสร้างความร่วมมือระหว่างท้องถิ่นและหน่วยงานภาครัฐเพื่อสร้างสรรค์กิจกรรมที่จริงใจและมีรากฐานจากชุมชน และการสนับสนุนให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทั้งทางเศรษฐกิจและสภาพภูมิอากาศได้ หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ จังหวัดท่องเที่ยวของไทยก็มีโอกาสที่จะก้าวไปสู่ความยั่งยืนได้เช่นเดียวกับที่ Driftless Area กำลังเป็นต้นแบบอยู่ในอีกซีกโลกหนึ่ง
แหล่งข้อมูล: Telegraph Herald, Vernon Reporter, Civic Media, Travel Wisconsin