คลื่นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังซัดเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในหลายสายอาชีพ ล่าสุด งานวิจัยจากทีมวิจัยของ Microsoft ได้จัดอันดับ 40 อาชีพที่มีความเสี่ยงสูงสุดที่จะถูกแทนที่ด้วย AI ควบคู่ไปกับอีก 40 อาชีพที่ยังดูปลอดภัยจากเทคโนโลยีนี้ ประเด็นดังกล่าวจุดประกายให้เกิดการถกเถียงในแวดวงแรงงานทั่วโลก และแน่นอนว่ารวมถึงประเทศไทย ซึ่งอาจได้รับผลกระทบทั้งในกลุ่มแรงงานฝีมือและแรงงานทั่วไป ทำให้เราต้องหันมาเตรียมรับมือกับคลื่นเทคโนโลยีลูกใหม่ที่ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว

แม้ว่างานวิจัยชิ้นนี้จะใช้ข้อมูลจากตลาดแรงงานสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก แต่ข้อค้นพบที่ได้ก็สะท้อนภาพปัญหา—หรืออาจเป็นโอกาส—ที่ประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาอีกหลายแห่งต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด “ทีมงานของเราได้สำรวจว่า อาชีพประเภทใดสามารถนำ AI Chatbot มาประยุกต์ใช้ได้จริง” นักวิจัยอาวุโสของ Microsoft กล่าว โดยทีมวิจัยได้พัฒนาเกณฑ์ชี้วัด ‘ความเหมาะสมของ AI ต่องานในแต่ละอาชีพ’ เพื่อประเมินว่าภารกิจในแต่ละวันของอาชีพนั้น ๆ สอดคล้องกับความสามารถของ AI มากน้อยเพียงใด แม้ผลการวิจัยจะย้ำว่า AI ยังไม่สามารถทำหน้าที่แทนมนุษย์ในอาชีพใดอาชีพหนึ่งได้อย่างสมบูรณ์ แต่แนวโน้มการนำ AI มาใช้ในชีวิตประจำวันที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ก็ทำให้หลายองค์กรสามารถลดขนาดทีมลงได้ เพราะพนักงานเพียงคนเดียวที่ใช้เครื่องมือ AI เป็น ก็อาจทำงานได้เทียบเท่ากับคนหลายคน ดังที่เห็นได้จากข่าวการปลดพนักงานครั้งใหญ่ของ Microsoft ในปี ๒๕๖๘ ที่ผ่านมา (windowscentral.com)

ผลกระทบต่อคนทำงานและนักเรียนไทย

คำถามสำคัญคือ เรื่องนี้จะส่งผลต่อแรงงานและนักเรียนไทยอย่างไร? ในเมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยพึ่งพาภาคบริการและกำลังต้องการยกระดับทักษะแรงงาน เรื่องนี้จึงกระทบเราโดยตรง เพราะ AI ถูกนำมาใช้ในงานหลากหลายแขนง ตั้งแต่การสร้างคอนเทนต์ การบริหารจัดการสำนักงาน ไปจนถึงงานธนาคาร การศึกษา กฎหมาย สื่อ และโฆษณา แรงงานในสายงานเหล่านี้จึงมีความเสี่ยงที่จะถูกแทนที่เร็วขึ้น โดยเฉพาะจากบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ที่ใช้ไทยเป็นฐานในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมักนำกลยุทธ์ที่เคยประสบความสำเร็จในสหรัฐฯ และยุโรปมาปรับใช้ ยิ่งทำให้การแข่งขันสูงขึ้น และงานที่เรียกว่า ‘ปลอดภัย’ ก็อาจจะเหลือน้อยลงทุกที

อาชีพไหนเสี่ยงสุด? 3 สัญญาณที่ต้องจับตา

งานวิจัยของ Microsoft ชี้ว่า อาชีพที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงมักมีลักษณะร่วมกัน ๓ ประการ คือ

  • เป็นงานที่ทำบนคอมพิวเตอร์หรือแพลตฟอร์มดิจิทัลได้
  • เป็นงานที่เน้นการค้นคว้าข้อมูล การเขียน หรือการสื่อสาร
  • เป็นงานที่ไม่ต้องการทักษะเชิงปฏิบัติหรือการลงมือทำมากนัก

ตัวอย่างอาชีพกลุ่มนี้ เช่น นักข่าว, เจ้าหน้าที่คีย์ข้อมูล, ผู้ช่วยด้านกฎหมาย, นักบัญชี, พนักงาน Call Center, นักวิเคราะห์ข้อมูลการตลาด ไปจนถึงนายแบบและนางแบบโฆษณา ในทางตรงกันข้าม อาชีพที่ยังนับว่า ‘ปลอดภัย’ ในช่วงนี้ เช่น นักนวดบำบัด, ช่างก่อสร้าง, ช่างไฟฟ้า, วิศวกร และศัลยแพทย์ ยังต้องอาศัยทักษะเฉพาะทาง ทั้งด้านร่างกายและความเป็นมนุษย์ ซึ่ง AI ในปัจจุบันยังทำแทนไม่ได้ แต่อนาคตก็อาจไม่แน่ หากเทคโนโลยีหุ่นยนต์พัฒนาไปไกลกว่านี้ (windowscentral.com)

AI อาจยังแทนที่ “คนทั้งคน” ไม่ได้ แต่

นักวิจัยอาวุโสของ Microsoft ยืนยันว่า “AI สามารถสนับสนุนงานที่เกี่ยวกับการค้นคว้า การเขียน และการสื่อสารได้ดี แต่ยังไม่สามารถแทนที่อาชีพใด ๆ ได้อย่างเบ็ดเสร็จ” แต่ในโลกความเป็นจริง ตลอดปีที่ผ่านมา หลายบริษัทต่างใช้ AI เป็นเหตุผลในการชะลอการจ้างงานหรือแม้กระทั่งปลดพนักงานออกไปเป็นจำนวนมาก นิยามของ ‘ความสามารถในการทำงาน’ กำลังเปลี่ยนไป เพราะถึงแม้ AI จะยังทำแทนมนุษย์ไม่ได้ทุกอย่าง แต่มันกำลังลดทอนความจำเป็นของแรงงานในหลายสายงานลงอย่างน่าใจหาย

สำหรับบริษัเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ AI เป็นทั้งโอกาสและภัยคุกคามในเวลาเดียวกัน Microsoft เองก็เป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับระบบ AI สร้างสรรค์คอนเทนต์อย่าง ChatGPT และ DALL-E ผ่านศูนย์ข้อมูล Azure ในขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์อย่าง Copilot และเครื่องมือในชุด Microsoft 365 ก็กำลังจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ช่วยลดงานซ้ำซ้อน ตั้งแต่งานประมวลผลข้อมูล การร่างเอกสาร ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์

สัญญาณถึงคนไทย: อนาคตของการทำงานเปลี่ยนไปแล้ว

ผลกระทบจาก AI ที่รุนแรงที่สุดจึงตกอยู่กับกลุ่มแรงงานที่ใช้ความรู้ (Knowledge Worker) หรืองานที่สามารถแปลงเป็นโค้ดและอัลกอริทึมได้ แนวโน้มที่ภาครัฐ สถาบันการเงิน หรือแม้แต่ธุรกิจท่องเที่ยวของไทยจะหันมาใช้ระบบดิจิทัลมากขึ้น ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้อาชีพเหล่านี้ เมื่อระบบการศึกษาและการฝึกอบรมของไทยยังคงเน้นการท่องจำและทำตามขั้นตอน ทักษะเหล่านี้จึงกลายเป็นจุดอ่อน เพราะเป็นสิ่งที่ AI เรียนรู้และทำได้เร็วกว่ามนุษย์ หากเราไม่เร่งปฏิรูปการเรียนการสอนให้มุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ คนรุ่นใหม่ก็จะหางานที่มั่นคงได้ยากขึ้น

หากมองย้อนไปในอดีต เศรษฐกิจไทยเคยผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่มาแล้ว โดยอาศัยความยืดหยุ่นและความคิดริเริ่ม ตั้งแต่ยุคเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตรถยนต์ในทศวรรษ ๒๕๑๐-๒๕๒๐ มาจนถึงยุคบริการและการท่องเที่ยวในทศวรรษ ๒๕๓๐-๒๕๔๐ แต่ AI กำลังเร่งความเร็วของการเปลี่ยนแปลงให้เร็วยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ บทเรียนจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมชี้ให้เห็นว่า หากไม่มีการรับมือที่ทันท่วงทีและเด็ดขาดพอ ก็อาจนำไปสู่ภาวะว่างงานและความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่รุนแรงกว่าที่เคยเป็นมา

ความท้าทายทางสังคม: ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความมั่นคงระยะยาว

ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายออกมาเตือนว่า AI อาจยิ่งซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำ สร้างคลื่นการว่างงานในกลุ่มผู้มีการศึกษาสูง และส่งผลกระทบโดยตรงต่อชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย หากเกิด ‘การปรับโครงสร้างเชิงทำลายล้างด้วย AI’ ขึ้นจริง เสถียรภาพทางสังคมและการเมืองก็อาจสั่นคลอนได้เช่นกัน นักวิจัยของ Microsoft ยังชี้ด้วยว่า “ภาครัฐทั่วโลกดูเหมือนจะยังไม่พร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดจาก AI ได้อย่างเพียงพอ” เนื่องจากระบบประกันสังคมหรือมาตรการเยียวยาที่มีอยู่อาจไม่แข็งแรงพอจะรับมือกับความท้าทายรูปแบบใหม่นี้ได้ (windowscentral.com)

โอกาสใหม่จาก AI และแนวทางเตรียมตัวสำหรับคนไทย

อย่างไรก็ตาม ยังมีนักวิชาการที่มองในแง่บวกว่า AI อาจเป็นเครื่องมือปลดล็อกปัญหาสาธารณสุข ช่วยให้งานวิจัยทางการแพทย์รวดเร็วยิ่งขึ้น หรือแม้กระทั่งช่วยคิดค้นแนวทางใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหาการว่างงานและยกระดับเศรษฐกิจ บางฝ่ายเสนอแนวคิด “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า” (Universal Basic Income) เพื่อเป็นตาข่ายรองรับทางสังคมในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่สำหรับประเทศไทยซึ่งมีระบบสวัสดิการที่ค่อนข้างจำกัด การเร่งพัฒนาทักษะอาชีพและมาตรการช่วยเหลือแรงงานที่ตกงานจึงเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน

หากมองในมุมวัฒนธรรมไทย ทักษะการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ความสัมพันธ์ในชุมชน และงานบริการที่ต้องใช้ ‘ใจ’ อาจยังเป็นแต้มต่อที่สำคัญ เช่น มัคคุเทศก์, หมอนวดแผนไทย, พ่อครัวแม่ครัว ซึ่งเป็นกลุ่มงานที่ AI ยังยากจะเลียนแบบได้อย่างสมบูรณ์ รวมถึงอาชีพที่ผูกพันกับรากเหง้าทางวัฒนธรรมอย่างพระสงฆ์ หมอพื้นบ้าน หรือผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ท้องถิ่น อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีหุ่นยนต์และ AI ก็เริ่มแทรกซึมเข้ามาในงานเหล่านี้บ้างแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องที่ควรนิ่งนอนใจ

ทิศทางของประเทศและแรงงานไทยในยุค AI

นับจากนี้ไป AI จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในระบบการศึกษาและตลาดแรงงานไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ งานบางประเภทอาจหายไป ขณะที่งานรูปแบบใหม่ ๆ ก็จะเกิดขึ้นมาแทน สิ่งสำคัญที่สุดคือคนไทยต้องรู้เท่าทัน ปรับตัวให้ไว ลงทุนพัฒนาทักษะใหม่ ๆ และสร้างระบบที่ช่วยรองรับกลุ่มเปราะบาง ทั้งมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และหน่วยงานรัฐ จำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างทักษะแห่งอนาคต ควบคู่ไปกับการรักษาคุณค่าที่เป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมไทยเอาไว้

คำแนะนำสำหรับแรงงานและนักเรียนไทย

สำหรับคนทำงานและนักเรียนไทยทุกคน ควรเริ่มเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้

  • ติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับความเสี่ยงของอาชีพตัวเองต่อเทคโนโลยี AI อย่างสม่ำเสมอ
  • พัฒนาทักษะด้านดิจิทัล ความคิดสร้างสรรค์ และการสื่อสาร ซึ่งยังคงเป็นจุดแข็งของมนุษย์
  • เปิดใจเรียนรู้ทักษะข้ามสายงาน และเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนอาชีพหากจำเป็น
  • กระตุ้นให้เกิดการพูดคุยและผลักดันนโยบายที่สนับสนุนแรงงานและการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ
  • เข้าร่วมโครงการเรียนรู้ตลอดชีวิตหรือการฝึกอาชีพใหม่ ๆ ทั้งจากแพลตฟอร์มออนไลน์ วิทยาลัยชุมชน หรือโครงการของรัฐ
  • ร่วมแสดงความคิดเห็นและถกเถียงเกี่ยวกับบทบาทและผลกระทบของ AI ที่มีต่อสังคมไทย

สาระสำคัญจากงานวิจัยล่าสุดของ Microsoft นั้นชัดเจนว่า AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนกติกาการทำงานของทั้งโลก และประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วนทั้งในระดับบุคคลและระดับประเทศ เพื่อคว้าโอกาสและลดความเสี่ยงที่กำลังจะมาถึง

windowscentral.com