งานวิจัยชิ้นใหม่จากมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตท สหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์ในวารสาร Environmental Research ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่น่าสนใจระหว่างการใช้ชีวิตใกล้ชายฝั่งทะเลกับอายุที่ยืนยาวขึ้น โดยพบว่าผู้ที่อาศัยอยู่ห่างจากมหาสมุทรหรืออ่าวไม่เกิน ๔๘ กิโลเมตร มีแนวโน้มอายุยืนกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศราว ๑ ปี ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้แหล่งน้ำในเมืองใหญ่ เช่น แม่น้ำหรือทะเลสาบ กลับไม่ได้รับประโยชน์ด้านสุขภาพในลักษณะเดียวกัน และในบางพื้นที่ยังพบว่าอายุขัยสั้นลงอีกด้วย MedicalXpress

สำหรับประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพในระดับภูมิภาค และก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว ผลการศึกษานี้นับว่าน่าขบคิดไม่น้อย ด้วยแนวชายฝั่งทะเลยาวกว่า ๓,๒๐๐ กิโลเมตร และเมืองสำคัญอย่างกรุงเทพฯ ไปจนถึงภูเก็ตที่ตั้งอยู่ติดน้ำ จึงเป็นโจทย์ที่น่าหาคำตอบว่า “พื้นที่สีฟ้า” อย่างทะเลหรือแม่น้ำ ส่งผลต่อสุขภาพของคนไทยแตกต่างกันอย่างไร

ผลวิจัยในสหรัฐฯ: ยิ่งใกล้ทะเล ยิ่งอายุยืน

ทีมวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลประชากรและอายุขัยจากเขตสำรวจสำมะโนประชากรกว่า ๖๖,๐๐๐ แห่งทั่วสหรัฐฯ และพบว่าผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลมีแนวโน้มอายุยืนกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่ ๗๙ ปี อย่างน้อย ๑ ปี ขณะที่ผู้อยู่อาศัยในเมืองที่ใกล้แม่น้ำลำคลองกลับมีอายุขัยเฉลี่ยต่ำกว่าเกณฑ์

เบื้องหลังผลลัพธ์เชิงบวกนี้มีหลายปัจจัยประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นอากาศที่เย็นสบายกว่า มลพิษน้อยกว่า มีโอกาสทำกิจกรรมกลางแจ้งและออกกำลังกายได้ง่าย เดินทางสะดวกและปลอดภัย ปัญหาภัยแล้งไม่รุนแรงเท่าพื้นที่ตอนใน รวมถึงประชากรแถบชายฝั่งยังมีสถานะทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยดีกว่า

หัวหน้าทีมวิจัยจากภาควิชาสาธารณสุขสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตท กล่าวว่า “เราค่อนข้างแปลกใจที่เห็นความแตกต่างชัดเจนขนาดนี้ระหว่างผู้ที่อยู่ใกล้ทะเลกับผู้ที่อยู่ใกล้น้ำในเมือง โดยเฉพาะชายฝั่งทะเลที่ส่งผลให้อายุยืนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” ขณะที่ผู้ร่วมวิจัยอีกท่านหนึ่งเสริมว่า “ในพื้นที่แหล่งน้ำในเมือง มักมีปัจจัยเสี่ยงซ้อนทับกัน ทั้งมลพิษ ความยากจน พื้นที่ออกกำลังกายที่ไม่ปลอดภัย และความเสี่ยงน้ำท่วมสูง ซึ่งล้วนส่งผลให้อายุขัยสั้นลง”

ทีมวิจัยยังชี้ว่าพื้นที่ชายฝั่งทะเลมีวันที่อากาศร้อนจัดและอุณหภูมิสูงสุดน้อยกว่าพื้นที่ตอนในของประเทศ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่หลายเมืองในไทยกำลังเผชิญ โดยเป็นที่ทราบกันดีว่าอากาศร้อนจัดและฝุ่นพิษส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง news-medical.net

มองกลับมาที่ไทย: โอกาสและความท้าทายจากงานวิจัย

ในบริบทของประเทศไทยที่กำลังเผชิญปัญหาความร้อนจัด ฝุ่น PM2.5 และอุทกภัยซ้ำซาก งานวิจัยชิ้นนี้จึงสะท้อนภาพปัญหาที่สังคมไทยต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด แม้ข้อมูลจะมาจากสหรัฐอเมริกา แต่หลักการเบื้องหลัง เช่น การช่วยลดอุณหภูมิ ทำให้อากาศบริสุทธิ์ขึ้น และส่งเสริมการออกกำลังกายกลางแจ้ง ย่อมส่งผลดีต่อคนไทยเช่นกัน โดยเฉพาะในจังหวัดชายทะเลอย่างจันทบุรี สุราษฎร์ธานี กระบี่ รวมถึงเมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่างภูเก็ตและพัทยา ซึ่งนอกจากจะขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจการท่องเที่ยวแล้ว ยังมีอากาศที่สดชื่นกว่าเมื่อเทียบกับเขตอุตสาหกรรม และมีโอกาสในการทำกิจกรรมทางน้ำที่ช่วยสร้างเสริมสุขภาพที่ดีได้ longevity.direct

สถิติของไทยชี้ว่าอายุขัยเฉลี่ยของประชากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี ๒๕๖๖ อยู่ที่ประมาณ ๗๖.๔ ปี Macrotrends แต่ความเหลื่อมล้ำระดับภูมิภาคยังคงเป็นปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่รอบกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก ต้องเผชิญทั้งมลพิษทางอากาศ ปัญหาน้ำท่วม และคลื่นความร้อนบ่อยครั้งกว่าพื้นที่อื่น องค์การอนามัยโลกระบุว่า แม้ไทยจะมีความก้าวหน้าด้านสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง (อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นกว่า ๔ ปีนับจากปี ๒๐๐๐) แต่ความเหลื่อมล้ำที่เกี่ยวพันกับที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ เมือง และฐานะทางเศรษฐกิจ ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้ไข WHO

บทเรียนในอดีตของไทยก็สะท้อนปัญหานี้เช่นกัน เหตุการณ์มหาอุทกภัยปี ๒๕๕๔ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แสดงให้เห็นว่าหากแหล่งน้ำในเมืองขาดการบริหารจัดการที่ดี ก็อาจกลายเป็นภัยคุกคามต่อทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจ ในทางกลับกัน จังหวัดชายฝั่งทะเลที่เน้นการท่องเที่ยวและมีภาคอุตสาหกรรมน้อยกว่า มักมีคุณภาพอากาศที่ดีกว่า อีกทั้งประชาชนและนักท่องเที่ยวยังรู้สึกว่าส่งผลดีต่อสุขภาพจิตอย่างเห็นได้ชัด World Bank

เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ให้ความเห็นว่า “จังหวัดตามแนวชายฝั่งทะเลโดยรวมมีคุณภาพอากาศและอุณหภูมิที่ดีกว่า ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อัตราการป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังน้อยกว่าค่าเฉลี่ย นอกจากนี้ ประชาชนยังมีโอกาสออกกำลังกายมากกว่าพื้นที่ตอนในของประเทศ เนื่องจากมีกิจกรรมการท่องเที่ยวและพื้นที่สีเขียวรองรับ”

เมืองกับ “Blue Space” ในบริบทไทย

ประเด็นนี้ยังเชื่อมโยงกับแนวคิดการวางผังเมืองของไทยที่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับ “พื้นที่สีฟ้า” (blue space) และ “พื้นที่สีเขียว” มากขึ้น งานวิจัยในต่างประเทศหลายชิ้นพบว่าการได้อยู่ใกล้ชิดกับแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็นทะเล แม่น้ำ ทะเลสาบ หรือแม้แต่สระน้ำในสวนสาธารณะ มีส่วนช่วยป้องกันผลกระทบจากคลื่นความร้อน ลดความเครียด ลดความเสี่ยงโรคอ้วน และสร้างความสัมพันธ์ในชุมชนผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น ตลาดนัดริมน้ำ หรือเทศกาลทางน้ำ Wikipedia

ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมืองของไทยจึงมักนำข้อมูลลักษณะนี้มาผลักดันให้เกิดการพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำและชายทะเลให้เป็นสวนสาธารณะและแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ เพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดี กระตุ้นการออกกำลังกาย และลดความเสี่ยงจากโรคที่เกิดจากพฤติกรรมเนือยนิ่ง

แนวคิดนี้ยังสอดรับกับวิถีชีวิตแบบ “สบายๆ” ของคนไทย ที่หมายถึงการมีชีวิตที่สมดุลและมีความสุขในทุกมิติ การได้อยู่ใกล้น้ำ ท่ามกลางบรรยากาศที่ไม่เร่งรีบ กิจกรรมชุมชนที่อบอุ่น และอาหารทะเลสดใหม่ จึงตอบโจทย์อุดมคติด้านสุขภาวะของสังคมไทยได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ประเพณีลอยกระทงยังสะท้อนถึงพลังบวกของสายน้ำในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยสร้างความสงบในจิตใจและนำพาผู้คนให้มาทำกิจกรรมร่วมกัน

ก้าวต่อไป: จะอยู่ใกล้น้ำอย่างไรให้ ‘ดีต่อใจและสุขภาพ’ อย่างแท้จริง

งานวิจัยชิ้นนี้ย้ำเตือนว่าสถานที่ที่เราเลือกใช้ชีวิตอาจส่งผลต่อสุขภาพมากกว่าที่เคยคาดคิด นักวางผังเมืองของไทยจึงต้องสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ชายฝั่งทะเลเพื่อส่งเสริมสุขภาพ กับการป้องกันปัญหาที่เกิดจากการพัฒนาที่รวดเร็วจนเกินไป ทั้งมลพิษและความแออัด ขณะเดียวกัน ชุมชนในพื้นที่ห่างไกลที่ยังขาดแคลนแหล่งน้ำที่สะอาดและปลอดภัย ก็ควรได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

อีกประเด็นสำคัญที่ไทยต้องเฝ้าระวังคือ “ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงพื้นที่ริมน้ำ” ซึ่งในหลายประเทศเริ่มเผชิญกับปัญหาที่การปรับปรุงภูมิทัศน์ริมน้ำส่งผลให้ราคาอสังหาริมทรัพย์พุ่งสูงขึ้น จนกลุ่มคนรายได้น้อยไม่สามารถเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีได้ นักวิชาการไทยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งเคยเตือนว่า หากการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยขาดความรอบคอบ ก็อาจยิ่งขยายช่องว่างระหว่างชุมชนประมงดั้งเดิมกับย่านเมืองใหม่ และทำให้คนในท้องถิ่นสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงสภาพแวดล้อมที่ดี

ยิ่งไปกว่านั้น ภัยพิบัติรูปแบบใหม่ๆ เช่น พายุที่รุนแรงขึ้นและระดับน้ำทะเลที่หนุนสูงจากภาวะโลกร้อน ยังเป็นโจทย์ซ้อนที่เมืองริมฝั่งของไทย ทั้งริมทะเลและริมแม่น้ำต้องเตรียมรับมือ รัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงควรให้ความสำคัญกับการออกแบบเมืองที่พร้อมรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ข้อแนะนำสำหรับคนไทย: ใช้ประโยชน์จาก “น้ำ” อย่างสมดุล

งานวิจัยนี้ได้เสนอแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง ดังนี้

  • หาโอกาสไปใกล้แหล่งน้ำให้บ่อยขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทะเล แม่น้ำ หรือสวนสาธารณะที่มีบึง เพื่อเดินเล่น ออกกำลังกาย หรือเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน แม้จะเป็นเพียงครั้งคราวก็สามารถช่วยฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจได้
  • สนับสนุนการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ผลักดันให้เกิดโครงการสวนสาธารณะริมน้ำ กิจกรรมริมฝั่ง และโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการออกกำลังกายที่ปลอดภัยในชุมชน
  • ติดตามข่าวสารคุณภาพน้ำ อากาศ และอุณหภูมิ เพื่อวางแผนการทำกิจกรรมกลางแจ้งได้อย่างปลอดภัย
  • ร่วมกันผลักดันการพัฒนาชายฝั่งอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงผู้คน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนนโยบายที่ไม่ทำลายธรรมชาติและวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน

สรุปได้ว่า การได้อยู่ใกล้น้ำ โดยเฉพาะทะเล อาจเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญสู่การมีชีวิตที่ยืนยาวและสุขภาพดี แต่ประโยชน์เหล่านี้จะเกิดขึ้นกับทุกคนได้อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อสังคมไทยร่วมมือกันออกแบบนโยบายการพัฒนาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

แหล่งข้อมูล: MedicalXpress, news-medical.net, longevity.direct, Macrotrends, WHO, Wikipedia, World Bank