รายงานชิ้นสำคัญ “Out of Sight, Out of Mind” บนเว็บไซต์ Mad in America จากสหรัฐอเมริกา ได้ปลุกกระแสถกเถียงครั้งใหญ่ถึงวิธีที่สังคม โดยเฉพาะในสหรัฐฯ รับมือกับคนไร้บ้านและผู้ป่วยจิตเวชที่ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ บทความนี้ไม่เพียงเจาะลึกนโยบายร่วมสมัยที่มุ่งกวาดล้างแคมป์คนไร้บ้าน แต่ยังขุดรากประวัติศาสตร์ยาวนานนับศตวรรษ ตั้งแต่การกีดกันกลุ่มเปราะบางออกจากสังคม ไปจนถึงการควบคุมตัวในสถาบัน และการใช้การแพทย์ชี้นำสังคม ล้วนเป็นประเด็นที่ชวนให้ย้อนมองสังคมไทยว่า เรากำลังสร้างสมดุลระหว่างความเป็นระเบียบเรียบร้อย สุขภาพ สำนึกทางศีลธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างไร
ผลักไสให้พ้นสายตา: เมื่อนโยบายปัจจุบันซ้อนทับภาพอดีต
เมื่อไม่นานมานี้ ขณะที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เตรียมจัดงานสวนสนามของกองทัพ ทางการได้สั่งให้ผู้ที่ตั้งเต็นท์พักพิงในบริเวณสำคัญย้ายออกภายใน ๒๔ ชั่วโมง นโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ในยุคประธานาธิบดีทรัมป์สะท้อนแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก นั่นคือการเลือกที่จะทำให้คนจนและผู้ป่วยจิตเวช “หายไปจากสายตา” แทนที่จะแก้ปัญหาที่ต้นตอทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม (madinamerica.com) แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ฝังรากลึกมายาวนาน ตั้งแต่สมัยปราชญ์กรีกโบราณอย่างเพลโต ที่เคยเสนอให้แยกผู้มีอาการทางจิตออกจากเมืองเพื่อรักษาความเป็นระเบียบ ความเชื่อนี้ได้วิวัฒนาการมาเป็นนโยบายสาธารณะทั้งในโลกตะวันตกและตะวันออก เห็นได้จากการกวาดล้างกลุ่มเปราะบางออกจากพื้นที่สาธารณะทุกครั้งก่อนมีงานสำคัญระดับชาติ
ในศตวรรษที่ ๑๙ สหรัฐอเมริกาได้ก่อตั้งสถาบันจิตเวชจำนวนมากไว้นอกเขตเมือง โดยมีเป้าหมายเพื่อ “ดูแล” และควบคุมผู้ที่สังคมมองว่าผิดปกติ ในอดีตยังมีกฎหมายที่เรียกว่า “Ugly Laws” ซึ่งตีตราคนจน คนพิการ หรือผู้มีพฤติกรรมแปลกแยกให้กลายเป็นอาชญากรและต้องถูกกีดกันออกจากชีวิตในเมือง แม้กฎหมายเหล่านี้จะถูกยกเลิกไปแล้วในโลกตะวันตก แต่แนวคิดหลักของมันยังคงฝังรากอยู่ในสังคมปัจจุบัน แค่เปลี่ยนรูปแบบไปเท่านั้น
รูปแบบเก่าในโฉมใหม่: วงจรปัญหาที่หวนกลับมา
แม้ว่าสหรัฐฯ จะมีนโยบาย “คืนผู้ป่วยสู่ชุมชน” (Deinstitutionalization) ในช่วงทศวรรษ 1960 โดยตั้งเป้าลดการกักขังในโรงพยาบาลจิตเวช แต่กลับไม่ได้ลงทุนในระบบดูแลในชุมชนอย่างจริงจัง ส่งผลให้ผู้ป่วยจำนวนมากต้องหลุดจากระบบและกลายเป็นคนไร้บ้าน ตอกย้ำปรากฏการณ์ “NIMBY” (Not In My Backyard) หรือแนวคิดไม่ยอมรับให้มีศูนย์พักพิงหรือศูนย์ช่วยเหลือในละแวกบ้านตัวเอง สำหรับประเทศไทย แม้จะมีการปฏิรูประบบสุขภาพจิต แต่ก็ยังเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ขาดความสมดุลระหว่างบริการในโรงพยาบาลกับการดูแลในชุมชนที่ยังขาดแคลน (WHO Thailand)
องค์กรสิทธิมนุษยชนอย่าง Human Rights Watch แสดงความกังวลต่อมาตรการของรัฐแคลิฟอร์เนียที่เพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่สามารถกักตัวหรือบังคับใช้ยากับผู้ที่ถูกประเมินว่า “ไม่สามารถดูแลตนเองได้” โดยแทบไม่มีทางเลือกอื่น ซึ่งอาจเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน (hrw.org) ปฏิกิริยาเช่นนี้มักเกิดขึ้นในช่วงที่ความหวาดกลัวปัญหาคนไร้บ้านถูกสื่อโหมกระพือ โดยเฉพาะเมื่อประเทศต้องเป็นเจ้าภาพจัดงานสำคัญระดับนานาชาติ
เมื่อความจนถูกตีตราว่าเป็นโรค: การแพทย์ที่ชี้นำสังคม
แนวโน้มสำคัญที่บทความนี้ชี้ให้เห็นคือ “การตีตราความจนให้กลายเป็นปัญหาทางการแพทย์” (Medicalization of Poverty) หรือการมองว่าภาวะไร้บ้านเป็นผลโดยตรงจากปัญหาสุขภาพจิต โดยเฉพาะโรคจิตเภทและภาวะ “anosognosia” ซึ่งคือการที่ผู้ป่วยไม่ตระหนักว่าตนเองมีอาการป่วย ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมสุขภาพจิตแห่งชาติของสหรัฐฯ ระบุว่าผู้ป่วยจิตเภทส่วนใหญ่มีภาวะนี้ แต่นักสิทธิมนุษยชนกังวลว่ามุมมองเช่นนี้อาจนำไปสู่การเหมารวมและลิดรอนสิทธิ์ในการตัดสินใจของผู้ป่วย ในประเทศไทยเองก็มีข้อถกเถียงเกี่ยวกับการนำผู้ป่วยจิตเวชเข้ารับการรักษาโดยไม่สมัครใจภายใต้ พ.ร.บ. สุขภาพจิต และการเคารพสิทธิของผู้ป่วย (พ.ร.บ. สุขภาพจิต, กรมสุขภาพจิต)
ธุรกิจสุขภาพจิต: เมื่อผลกำไรอยู่เหนือสิทธิมนุษยชน
ประเด็นสำคัญที่บทความตั้งคำถามคือ บทบาทของธุรกิจสุขภาพจิตและบริษัทยายักษ์ใหญ่ ซึ่งได้ประโยชน์มหาศาลจากนโยบายที่ส่งเสริมการบังคับใช้ยาและการควบคุมตัวในโรงพยาบาลจิตเวช ศูนย์บำบัดสุดหรูอย่าง Privé-Swiss และ Tikvah Lake เปิดรับเฉพาะลูกค้าระดับมหาเศรษฐี ในขณะที่คนจนกลับถูกผลักไสเข้าสู่ระบบที่เน้นเพียงการใช้ยา (เช่น ยารักษาอาการทางจิตรุ่นใหม่อย่าง KAR XT) โดยขาดการสนับสนุนระยะยาวที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตจริง
ข้อเสนออย่างการเปิด “ฟาร์มสุขภาพ” เพื่อรับคนไร้บ้านก็ถูกวิจารณ์ว่าอาจซ้ำรอยการใช้แรงงานในสถาบันบำบัดยุคเก่า ซึ่งในอดีตเต็มไปด้วยการละเมิดสิทธิและขาดความรับผิดชอบ โดยไม่มีมาตรการป้องกันที่รัดกุม
บทเรียนสำหรับสังคมไทย: สร้างสมดุลหรือเลือกผลักไส
ประเทศไทยเองก็เผชิญแรงกดดันในการจัดการคนไร้บ้านและผู้มีปัญหาสุขภาพจิตให้ “พ้นสายตา” ก่อนมีงานสำคัญระดับชาติหรือช่วงเทศกาลท่องเที่ยว เช่น รายงานการเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบางออกจากย่านใจกลางกรุงเทพฯ ก่อนการประชุมเศรษฐกิจหรือการต้อนรับคณะบุคคลสำคัญ (Bangkok Post) ในขณะเดียวกัน สถานการณ์สุขภาพจิตในประเทศก็มีแนวโน้มย่ำแย่ลงจากความเครียดทางสังคม เศรษฐกิจ และผลกระทบหลังการระบาดใหญ่ (The Nation Thailand) การหาจุดสมดุลระหว่าง “ความเป็นระเบียบเรียบร้อย” กับ “มนุษยธรรม” จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่ง
หลายครั้งความเชื่อเรื่อง ‘กรรม’ ในสังคมไทยถูกใช้อธิบายและสร้างระยะห่างจากผู้ยากไร้หรือผู้ที่ดูแตกต่าง ประเด็นนี้ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อการดูแลผู้ป่วยจิตเวชในชุมชนต้องอาศัยการประสานงานระหว่างทัศนคติของสังคม ความเชื่อดั้งเดิม และระบบสาธารณสุขสมัยใหม่ (Asian Journal of Psychiatry) ถึงกระนั้น ประวัติศาสตร์ไทยก็มีตัวอย่างของความเมตตา เช่น วัดหรือกลุ่มจิตอาสาที่เคยเป็นที่พึ่งพิงให้ผู้เปราะบางก่อนที่รัฐจะเข้ามามีบทบาทอย่างเต็มตัว
ทางเลือกใหม่: ฟื้นฟู คุ้มครอง และเปลี่ยนมุมมอง
หนทางข้างหน้าสำหรับไทยและทุกประเทศขึ้นอยู่กับการยอมรับความจริงที่ว่า นโยบายที่มุ่งแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หรือใช้การแพทย์ชี้นำการแก้ปัญหาสังคม อาจยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำและบั่นทอนความเชื่อมั่นในระบบ ขณะที่บริษัทยาและธุรกิจสุขภาพจิตยังคงมีอิทธิพลต่อนโยบาย ความเสี่ยงที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจะถูกจัดลำดับความสำคัญไว้เหนือสิทธิของผู้ป่วยก็ยิ่งมีมากขึ้น
ในทางปฏิบัติ เราทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงได้ เช่น การสนับสนุนองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานกับคนไร้บ้านและผู้ป่วยจิตเวช การเป็นอาสาสมัครในศูนย์พักพิง หรือการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในครอบครัว สำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกเผชิญปัญหาสุขภาพจิต สามารถขอคำปรึกษาผ่าน อสม. หรือโทรสายด่วนกรมสุขภาพจิต ๑๓๒๓ (สายด่วนกรมสุขภาพจิต 1323)
ท้ายที่สุด บทเรียนสำคัญคือสังคมไทยต้องร่วมกันออกแบบนโยบายที่ยึดหลักสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่การพัฒนาระบบสุขภาพจิตชุมชนให้ทั่วถึง การจัดหาที่พักที่ปลอดภัยและมีศักดิ์ศรีสำหรับคนไร้บ้าน ไปจนถึงการสร้างระบบหลักประกันสังคมที่ทุกคนเข้าถึงได้ การเปิดพื้นที่สนทนาเพื่อขจัดอคติ และสร้างสำนึกใหม่บนฐานของความเห็นอกเห็นใจ คือหนทางที่จะทำให้สังคมก้าวไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็งและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
อ่านบทวิเคราะห์เชิงลึกฉบับเต็มได้ที่ madinamerica.com