กระแสความสนใจเดินทางไปเยือนสหรัฐอเมริกาของนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดูเหมือนจะแผ่วลงอย่างน่าจับตา จากผลสำรวจล่าสุดที่พบว่า ๑ ใน ๔ ของผู้ตอบแบบสอบถามรู้สึกอยากไปเที่ยวน้อยลงในช่วง ๖ เดือนที่ผ่านมา ผลสำรวจดังกล่าวจัดทำโดย Milieu Insight ร่วมกับนักเดินทาง ๖,๐๐๐ คนจากไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งความเสี่ยงที่จะถูกเลือกปฏิบัติ ท่าทีทางการเมืองของรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงข่าวความรุนแรงจากอาวุธปืน ปัจจัยเหล่านี้ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่บดบังความกังวลเรื่องค่าครองชีพหรือระยะเวลาการเดินทางที่เคยเป็นโจทย์หลักในอดีตไปแล้ว (ดูรายละเอียดเพิ่มเติม)
สำหรับคนไทยและผู้คนในภูมิภาคอาเซียน ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการวางแผนท่องเที่ยวระดับโลกที่กำลังเปลี่ยนไป ในความทรงจำของหลายคน สหรัฐฯ เคยเป็นภาพจำของจุดหมายปลายทางในฝันอันดับต้นๆ ดินแดนแห่งโอกาสทางการศึกษา แหล่งช็อปปิง สวนสนุก และเมืองที่ไม่เคยหลับใหลอย่างนิวยอร์กหรือแอลเอ การได้ไปเยือนสหรัฐฯ ครั้งหนึ่งในชีวิตเปรียบเสมือนเครื่องหมายบ่งบอกถึงประสบการณ์ชีวิตระดับนานาชาติ และการได้สัมผัสวัฒนธรรมป๊อปอเมริกันอย่างใกล้ชิด แต่ในวันนี้ ความหวาดหวั่นต่อเหตุรุนแรงและบรรยากาศทางการเมืองที่ร้อนแรงกำลังบั่นทอนเสน่ห์ของดินแดนแห่งนี้ ทำให้หลายคนมองว่าสหรัฐฯ เป็นจุดหมายที่คาดเดายาก และต้องคิดทบทวนมากขึ้นก่อนตัดสินใจเดินทาง
ผลสำรวจจาก Milieu Insight ยิ่งตอกย้ำภาพดังกล่าว โดยพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามเคยเดินทางไปสหรัฐฯ มาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ขณะที่ ๒๕% ยอมรับว่าความสนใจที่จะไปเยือนสหรัฐฯ ลดน้อยลงตั้งแต่ช่วงปลายปี ๒๕๖๖ โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางชาวสิงคโปร์ที่มีถึง ๕๕% ระบุว่าความอยากไปเที่ยวน้อยลง สวนทางกับ ๗% ที่กลับสนใจมากขึ้น อย่างไรก็ดี แนวโน้มนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกประเทศในภูมิภาค เพราะนักเดินทางจากเวียดนามและฟิลิปปินส์กลับมีความสนใจอยากไปเยือนอเมริกามากขึ้นถึง ๕๗% และ ๔๙% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีก่อนหน้า
ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวและการย้ายถิ่นฐานมองว่า ปัจจัยในแต่ละท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญต่อแนวโน้มที่แตกต่างกันนี้ โดยอาจารย์ท่านหนึ่งจากมหาวิทยาลัยเจมส์คุกในสิงคโปร์ให้ความเห็นว่า “สายสัมพันธ์ในครอบครัวและเสน่ห์ของวัฒนธรรมป๊อปอเมริกันยังคงเป็นแรงผลักดันสำคัญให้หลายคนอยากเดินทางไปสหรัฐฯ” การมีเครือข่ายชุมชนชาวเวียดนามและฟิลิปปินส์ที่แข็งแกร่งในสหรัฐฯ ถือเป็นแรงจูงใจชั้นดีที่ช่วยสร้างความรู้สึกมั่นใจและอุ่นใจในการเดินทาง เช่นเดียวกับชาวไทยที่มีชุมชนคนไทยเหนียวแน่นในแอลเอ แต่แรงดึงดูดอาจไม่เท่ากัน ซึ่งอาจเป็นเพราะลักษณะการย้ายถิ่นและโครงสร้างครอบครัวที่แตกต่างกันออกไป
อันที่จริง ความกังวลเรื่องความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเหตุรุนแรงจากอาวุธปืนและเหตุกราดยิงในสหรัฐฯ เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนกลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลก ดัชนีสันติภาพโลก (Global Peace Index) ก็ชี้ว่าสหรัฐฯ มีคะแนนความปลอดภัยต่ำกว่าหลายประเทศในเอเชียตะวันออกและยุโรป (Vision of Humanity) เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้กระทรวงการต่างประเทศของไทยต้องออกคำแนะนำเตือนนักเดินทางอยู่เป็นประจำ นอกจากนี้ ประสบการณ์เฉียดถูกเลือกปฏิบัติหรือไม่เป็นมิตรในสนามบินสหรัฐฯ ที่ถูกนำมาแชร์ในโซเชียลมีเดียของไทย ก็มักจะกลายเป็นกระแสไวรัลและถูกขยายความโดยบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวชื่อดังอยู่เสมอ
แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายและระยะเวลาเดินทางยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะในยุคที่หลายครอบครัวต้องรัดเข็มขัดหลังผ่านพ้นวิกฤตโควิด-๑๙ และนักเดินทางเริ่มให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าของการเดินทางไกลมากขึ้น แต่ในปัจจุบัน ปัจจัยทางการเมือง โดยเฉพาะนโยบายคนเข้าเมือง ประเด็นเชื้อชาติ และกฎหมายอาวุธปืน กลับมีน้ำหนักต่อการตัดสินใจมากขึ้น กระแสความไม่แน่นอนในช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ รวมถึงนโยบายตรวจคนเข้าเมืองในอนาคต ยิ่งทำให้นักเดินทางชาวไทยและเพื่อนบ้านในอาเซียนรู้สึกไม่มั่นคง
ในมุมของคนไทย สหรัฐฯ ไม่ได้เป็นเพียงแค่จุดหมายปลายทางเพื่อการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญด้านการศึกษา การฝึกงาน และการหาประสบการณ์ชีวิต ภาพของ “ดินแดนแห่งโอกาส” ถูกบอกเล่าผ่านสื่อและวัฒนธรรมป๊อปมาอย่างยาวนาน นักเรียนไทยหลายพันคนยังคงเดินทางไปศึกษาต่อและเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนในรัฐต่างๆ เช่น แคลิฟอร์เนีย แมสซาชูเซตส์ หรือเทกซัสอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และ EducationUSA (EducationUSA) แต่หากมองในแง่การท่องเที่ยวพักผ่อน จุดหมายปลายทางอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือประเทศในยุโรป กลับถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและเหมาะกับครอบครัวที่มีเด็กมากกว่า (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)
ภาพความขัดแย้งระหว่างความกลัวเรื่องความปลอดภัยกับ ‘ความฝันแบบอเมริกัน’ สะท้อนให้เห็นถึงช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านของโลกเราได้เป็นอย่างดี คนรุ่นใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ฮอลลีวูด ศิลปินระดับโลก และอินฟลูเอนเซอร์บนโซเชียลมีเดีย แต่อีกด้านหนึ่ง นักเดินทางที่มีอายุมากขึ้นและกลุ่มครอบครัวกลับให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะเป็นเหตุกราดยิง อาชญากรรมจากความเกลียดชัง หรือการเลือกปฏิบัติต่อชาวเอเชีย ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (PATA) แนะนำให้ผู้ประกอบการเร่งสร้างความเชื่อมั่นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้กลับมา โดยต้องให้ข้อมูลความปลอดภัยล่าสุด และเตรียมช่องทางติดต่อชุมชนไทยหรือสถานทูตในสหรัฐฯ ให้พร้อม (PATA)
ในภาพรวม หากความกังวลเหล่านี้ไม่ถูกคลี่คลาย ภาพจำของยุคทองที่คนไทยแห่ไปเรียนซัมเมอร์หรือช็อปปิงแบรนด์เนมที่อเมริกาอาจค่อยๆ เลือนลางไป ดังนั้น ภาครัฐและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของสหรัฐฯ จึงจำเป็นต้องเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่น ด้วยการยกระดับความปลอดภัยและสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นมิตรมากขึ้น
มองไปข้างหน้า แนวโน้มการเดินทางไปสหรัฐฯ คงยังไม่ฟื้นตัวง่ายๆ จนกว่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ทั้งในด้านความปลอดภัยและบรรยากาศทางการเมือง การฟื้นตัวของตลาดท่องเที่ยวขึ้นอยู่กับการสื่อสารที่ตรงจุด การประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ในตลาดอาเซียน การใช้อินฟลูเอนเซอร์ที่น่าเชื่อถือ รวมถึงการบอกต่อประสบการณ์ดีๆ จากเพื่อนหรือญาติที่ไปเยือนจริง สำหรับผู้ประกอบการทัวร์ของไทย ควรเตรียมข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบันให้ลูกค้าอย่างรอบด้าน จัดเตรียมเอกสารที่จำเป็น และเปิดช่องทางสื่อสารกับสถานกงสุลและเครือข่ายชุมชนไทยในเมืองสำคัญให้พร้อมอยู่เสมอ
สำหรับนักเดินทางชาวไทยที่กำลังวางแผนไปเยือนสหรัฐฯ ควรศึกษาข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์และมาตรการความปลอดภัย เลือกที่พักในย่านที่มีชุมชนไทยอาศัยอยู่ พิจารณาซื้อประกันการเดินทางที่ครอบคลุมการเจ็บป่วย เหตุฉุกเฉิน และการส่งตัวกลับประเทศ และหากมีญาติหรือเพื่อนสนิทในอเมริกา ควรวางแผนติดต่อขอความช่วยเหลือไว้ล่วงหน้า ที่สำคัญคือ ควรลงทะเบียนคนไทยในต่างประเทศกับกระทรวงการต่างประเทศ (กระทรวงการต่างประเทศ) เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง
ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อโลกหมุนไป พฤติกรรมการเดินทางของผู้คนก็ย่อมเปลี่ยนตาม แม้สหรัฐฯ อาจไม่ใช่จุดหมายในฝันอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยวทุกคนเหมือนในอดีต แต่ความผูกพันและสายใยส่วนตัวยังคงอยู่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความจำเป็นในการสร้างความเข้าใจข้ามวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง