ผลการศึกษาใหม่ระดับโลกชี้ชัดว่า การออกกำลังกายอย่างหนักเพียงครั้งเดียว สามารถช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งได้มากถึง 30% นับเป็นความหวังครั้งใหม่ในการป้องกันโรคมะเร็ง และอาจพลิกโฉมแนวทางการดูแลสุขภาพในอนาคต จากผลการวิจัยนี้ ทำให้ทั้งในแวดวงการแพทย์และสาธารณสุขทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ต่างให้ความสนใจและเร่งศึกษาแนวทางนำผลการวิจัยไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อย่างมะเร็ง กำลังมีแนวโน้มสูงขึ้นในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง
สำหรับประเทศไทย ความสำคัญของงานวิจัยนี้ยิ่งมีความสำคัญเป็นทวีคูณ เนื่องจากปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคมะเร็ง ยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ที่มีวิถีชีวิตที่เร่งรีบและพฤติกรรมเน้นนั่งนิ่งเป็นเวลานาน ข้อมูลจาก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่า มะเร็งยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งในไทย โดยมีผู้ป่วยรายใหม่กว่า 120,000 คนต่อปี การค้นพบว่าการออกกำลังกายเพียงครั้งเดียวสามารถให้ผลในการลดความเสี่ยงมะเร็งได้อย่างมีนัยสำคัญ จึงถือเป็นการตอบโจทย์ข้อกังวลด้านสุขภาพของคนไทยได้เป็นอย่างดี
โดยรายละเอียดของงานวิจัยนั้น SciTechDaily ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์ได้เก็บตัวอย่างเลือดจากกลุ่มอาสาสมัครทั้งก่อนและหลังการออกกำลังกายแบบความหนักสูง และนำไปทดสอบกับเซลล์มะเร็งในห้องปฏิบัติการ ผลปรากฏว่าเลือดที่เก็บหลังการออกกำลังกายสามารถช่วยยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็งได้มากถึง 30% ผู้เชี่ยวชาญได้อธิบายว่า ในช่วงที่ออกกำลังกาย ร่างกายจะหลั่งสารหลายชนิดออกมาเป็นการชั่วคราว เช่น อะดรีนาลีน, ไซโตไคน์ที่ช่วยลดการอักเสบ, และไมโอไคน์ โดยสารเหล่านี้ล้วนมีส่วนช่วยในการยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง
บุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกายและมะเร็งจากสถานพยาบาลชั้นนำในประเทศไทย ต่างให้ความเห็นว่า เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า “การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยลดโอกาสการเป็นมะเร็งได้” แต่การค้นพบว่าเพียงแค่การออกกำลังกายครั้งเดียวก็สามารถส่งผลในระดับเซลล์ได้ทันทีนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าทึ่งและน่าจับตามองอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมอย่างละเอียด เพื่อประเมินว่าผลลัพธ์ระยะสั้นเหล่านี้จะส่งผลเปลี่ยนแปลงสุขภาพของมนุษย์ในระยะยาวได้จริงหรือไม่
ในชีวิตประจำวัน ประชาชนชาวไทยยังคงเผชิญกับอุปสรรคหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเวลาจำกัด, สภาพอากาศร้อน, หรือปัญหาฝุ่นควันในเมืองใหญ่ ซึ่งส่งผลให้การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นเรื่องท้าทายมากขึ้น กระนั้นก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุขในประเทศไทย ยังคงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมกิจกรรมทางกายอย่างต่อเนื่อง โดยจัดกิจกรรมในชุมชน เช่น เดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพ, แอโรบิกในสวนสาธารณะ, และโครงการ “วันละ 15 นาที ต้านมะเร็ง” เพื่อให้ประชากรทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงการออกกำลังกายได้ง่ายขึ้น กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการธุรกิจฟิตเนสและครูฝึกแอโรบิกในประเทศก็เริ่มนำข้อค้นพบนี้ไปเป็นข้อมูลแนะนำแก่ผู้ใช้บริการ โดยเน้นย้ำว่าแม้มีเวลาจำกัด การออกกำลังกายเพียงครั้งเดียวก็สามารถส่งผลดีต่อสุขภาพได้
ในมิติทางวัฒนธรรม วิถีชีวิตของคนไทยในอดีตมักมีการเคลื่อนไหวร่างกายในระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นการทำเกษตรกรรม การเดินเท้า หรือการปั่นจักรยาน ทว่าในปัจจุบัน การพัฒนาความเป็นเมืองส่งผลให้พฤติกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายลดน้อยลง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง ดังนั้น การผนวกการออกกำลังกายเข้ากับประเพณีท้องถิ่น, งานเทศกาล หรือการบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในสถานศึกษา อาจช่วยปลูกฝังสุขนิสัยที่ดีด้านการเคลื่อนไหวให้กับประชากรทุกช่วงวัยได้
ในอนาคต บุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งและสาธารณสุขในประเทศไทยต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ผลการวิจัยนี้ควรนำไปพิจารณาทบทวนเกณฑ์แนะนำการออกกำลังกายระดับชาติโดยเร่งด่วน ปัจจุบัน ภาครัฐกำลังเร่งหาแนวทางส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงสถานที่ออกกำลังกายที่ปลอดภัยได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ขาดแคลนสวนสาธารณะ รวมถึงมีการเตรียมนำร่องโครงการให้คำแนะนำเรื่อง “การออกกำลังกายเพื่อป้องกันมะเร็ง” ในสถานพยาบาลปฐมภูมิและคลินิกชุมชน โดยมุ่งเน้นกลุ่มประชากรในชนบทที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคมะเร็ง นอกจากนี้ สถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งในประเทศไทยก็กำลังทำการศึกษาผลกระทบของการออกกำลังกายต่อความเสี่ยงโรคมะเร็งในกลุ่มคนไทย ว่ามีความแตกต่างจากกลุ่มประชากรในประเทศตะวันตกหรือไม่ ทั้งในมิติทางพันธุกรรมและวิถีชีวิต
ในขณะเดียวกัน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งยังคงย้ำเตือนว่า การออกกำลังกายไม่ใช่หนทางลัดเพียงอย่างเดียว แต่ควรทำควบคู่ไปกับการตรวจสุขภาพเป็นประจำและการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ บุคลากรจากสมาคมมะเร็งวิทยาแห่งประเทศไทย กล่าวเน้นย้ำว่า “การป้องกันมะเร็งนั้นต้องดำเนินการควบคู่กันไปหลายแนวทาง” และชี้ว่าผลการศึกษาใหม่นี้ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวัน สำหรับผู้ที่ยังรู้สึกว่าการเริ่มต้นออกกำลังกายเป็นเรื่องยาก ขอให้ตระหนักว่าการขยับร่างกายเพียงเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นการเตะมวยไทย, การรำวง, การรวมกลุ่มทำความสะอาดศาสนสถาน หรือการเต้นกับสมาชิกในครอบครัว ล้วนสามารถสร้างประโยชน์ในการช่วยต้านโรคมะเร็งได้ทั้งสิ้น
กล่าวโดยสรุป แม้ว่ายังคงจำเป็นต้องมีการศึกษาผลในระยะยาวของการออกกำลังกายต่อโรคมะเร็งเพิ่มเติม แต่งานวิจัยระดับโลกชิ้นนี้ได้ตอกย้ำสิ่งที่บุคลากรทางการแพทย์ในประเทศไทยเน้นย้ำมาโดยตลอด นั่นคือ “การขยับร่างกายอย่างสม่ำเสมอเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพอย่างแท้จริง” ดังนั้น ประชาชนชาวไทยจึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับช่วงวัยและสภาพร่างกายของตนเอง ใช้ประโยชน์จากโครงการส่งเสริมการออกกำลังกายที่ภาครัฐจัดขึ้น และมองหาแนวทางปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันให้มีการเคลื่อนไหวร่างกายมากยิ่งขึ้น เพราะทุกการขยับร่างกาย ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ล้วนเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพที่อาจช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งในอนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม
สามารถติดตามอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SciTechDaily, กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และ องค์การอนามัยโลก ประเทศไทย