ผลการศึกษาล่าสุดจากคณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก สหรัฐอเมริกา ชี้ชัดว่าผู้ที่มีพฤติกรรมการใช้กัญชาจนเข้าข่ายภาวะติด หรือที่เรียกว่า Cannabis Use Disorder (CUD) มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในช่องปากสูงกว่าคนทั่วไปถึง ๓ เท่า งานวิจัยชิ้นนี้ที่เผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๘ ได้สร้างความกังวลระลอกใหม่ในวงการสาธารณสุขไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการปลดล็อกกัญชา ที่ส่งผลให้การบริโภคกัญชา โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใช้เพื่อสันทนาการ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
มะเร็งในช่องปาก: ปัญหาสุขภาพที่ถูกมองข้าม
มะเร็งในช่องปาก ซึ่งหมายถึงมะเร็งบริเวณปาก เหงือก และลำคอ นับเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย โดยข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ชี้ว่ามะเร็งในช่องปากเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งประมาณ ๘-๑๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมดในประเทศไทย แม้ก่อนหน้านี้ บุหรี่และแอลกอฮอล์จะถูกจัดเป็นปัจจัยเสี่ยงหลัก แต่การค้นพบว่ากัญชาอาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้ตอกย้ำถึงความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นในการป้องกันโรคมะเร็งชนิดนี้
ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัย UC San Diego ซึ่งอ้างอิงจาก today.ucsd.edu ได้วิเคราะห์ข้อมูลเวชระเบียนของผู้ป่วยจำนวนหลายแสนราย และพบความเชื่อมโยงที่มีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างภาวะติดกัญชา (หรือ Cannabis Use Disorder – CUD ซึ่งหมายถึงการใช้กัญชาอย่างต่อเนื่องและไม่สามารถควบคุมตนเองได้) กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการเกิดมะเร็งในช่องปากอย่างชัดเจน
ควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่น เน้นชี้ชัดความเสี่ยงกัญชาโดยตรง
ในการศึกษานี้ คณะผู้วิจัยได้ใช้ข้อมูลเวชระเบียนขนาดใหญ่ และควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งโดยปกติแล้วปัจจัยเหล่านี้มักทำให้ยากต่อการระบุผลโดยตรงของกัญชา อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นว่ากัญชามีส่วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในช่องปากอย่างชัดเจน แม้จะตัดปัจจัยด้านการสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์ออกไปแล้วก็ตาม
นักระบาดวิทยาคลินิกผู้หนึ่งซึ่งเป็นหัวหน้าทีมวิจัยจาก UC San Diego เปิดเผยว่า “ผลการวิจัยของเราแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การใช้กัญชาอย่างเรื้อรังและไม่สามารถควบคุมได้นั้น ได้กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงโดยตรงต่อการเกิดมะเร็งในช่องปาก ซึ่งไม่ได้เกี่ยวโยงกับความเสี่ยงที่เกิดจากการสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์เพียงอย่างเดียว”
ผู้เชี่ยวชาญไทยจับตาสถานการณ์ใกล้ชิด
ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งจากสำนักโรคมะเร็ง กระทรวงสาธารณสุข ให้ความเห็นว่า “ข้อมูลนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญสำหรับสังคมไทย เนื่องจากสภาพแวดล้อมด้านกฎหมายกัญชาที่ผ่อนปรนอย่างรวดเร็ว เราจึงต้องเร่งระวังและป้องกันปัญหามะเร็งในช่องปากที่อาจตามมาในอนาคต” ในทางคลินิก ทันตแพทย์และแพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งในประเทศไทยเริ่มสังเกตเห็นแผลหรือตุ่มต้องสงสัยในช่องปากของผู้ที่ใช้กัญชาอย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้น แม้ว่าที่ผ่านมาจะยังขาดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ชัดถึงอันตรายนี้โดยตรงก็ตาม
แม้กัญชาจะมีบทบาทสำคัญในภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านของไทยมาอย่างยาวนาน แต่การปลดล็อกกฎหมายเมื่อปี ๒๕๖๕ และกระแสการบริโภคเพื่อสันทนาการที่แพร่หลายในหมู่วัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว กลับสร้างความท้าทายใหม่ให้กับระบบสาธารณสุข ผลสำรวจของกรมการแพทย์เมื่อปี ๒๕๖๗ พบว่านักเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพมหานครประมาณ ๑๗ เปอร์เซ็นต์เคยทดลองใช้กัญชา และจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับบริการเกี่ยวกับกัญชาในคลินิกทั่วประเทศก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
ผลวิจัยนานาชาติสนับสนุนผลการศึกษาครั้งนี้
ผลการศึกษาจากต่างประเทศหลายชิ้นก็สนับสนุนสิ่งที่คณะนักวิจัย UC San Diego ค้นพบ อาทิ งานทบทวนวรรณกรรมที่ตีพิมพ์ในวารสาร Oral Oncology เมื่อปี ๒๕๖๖ ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่าการใช้กัญชาในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งในช่องปาก โดยมีกลไกที่เป็นไปได้ เช่น การอักเสบเรื้อรัง การสัมผัสสารก่อมะเร็งจากควัน และการกดภูมิคุ้มกัน อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยล่าสุดนี้ถือว่าให้ข้อมูลที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เนื่องจากมีขนาดกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่มาก และมีการควบคุมตัวแปรอื่น ๆ อย่างเข้มข้น
ความท้าทายใหม่ต่อการกำกับดูแลและให้ความรู้
ประเด็นสำคัญสำหรับประเทศไทยในขณะนี้ คือผลิตภัณฑ์กัญชาและอุปกรณ์สำหรับสูบไอเริ่มมีการแพร่หลายอย่างมากในเมืองใหญ่ อาทิ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ และพัทยา ซึ่งนำไปสู่คำถามเกี่ยวกับมาตรการควบคุม การเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของเยาวชน และความชัดเจนของคำเตือนด้านสุขภาพ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้แสดงความกังวลว่าฉลากคำเตือนบนผลิตภัณฑ์กัญชาในปัจจุบันยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อมะเร็งช่องปากไม่เพียงพอ ล่าสุด สภาทันตแพทย์แห่งประเทศไทยได้เสนอให้นำข้อมูลความเสี่ยงมะเร็งในช่องปากบรรจุอยู่ในการแจ้งเตือนของผลิตภัณฑ์กัญชาทุกชนิด
วัฒนธรรมและการรับรู้ที่ต้องปรับเปลี่ยน
ในบางชุมชนของไทย กัญชายังคงถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าบุหรี่หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และมีการนำไปใช้ประกอบอาหารหรือเป็นส่วนหนึ่งของสมุนไพรพื้นบ้าน ทว่าจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ล่าสุด การใช้กัญชาอย่างสม่ำเสมอ หรือในรูปแบบการสูบ/สูบไอ กลับแสดงให้เห็นว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นักวิชาการด้านสาธารณสุขจากสถาบันการศึกษาชั้นนำของไทยท่านหนึ่ง ให้มุมมองว่า “เราควรเร่งปรับปรุงเนื้อหาการให้ความรู้แก่ประชาชนให้สอดคล้องกับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป อย่ารอให้เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกับการสูบบุหรี่ในศตวรรษที่ ๒๐ ที่ปล่อยให้อัตราการเจ็บป่วยสูงขึ้นมาก่อนที่จะมีการลงมือป้องกันอย่างจริงจัง”
ไทยเตรียมวิจัยต่อยอด-รณรงค์ป้องกันในกลุ่มเยาวชน
ในอนาคตอันใกล้ นักวิจัยไทยและหน่วยงานด้านสาธารณสุขมีแนวโน้มที่จะเริ่มศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้กัญชาและมะเร็งช่องปากในกลุ่มประชากรไทยโดยตรง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เหมาะสมกับพฤติกรรมและลักษณะทางพันธุกรรมของประชากรในประเทศ ขณะเดียวกัน องค์กรภาคประชาสังคมที่ดำเนินงานด้านสุขภาพเด็กและการป้องกันโรคมะเร็ง ก็กำลังขยายการรณรงค์ให้ความรู้ใหม่ ๆ ไปยังสถานศึกษาต่าง ๆ ทั้งระดับโรงเรียนและมหาวิทยาลัย
แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้อ่านไทย
จากผลวิจัยใหม่นี้ จึงนำไปสู่ข้อแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับประชาชนดังต่อไปนี้
- ผู้ที่สูบกัญชา หรือใช้ในรูปแบบการสูบไอ ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำ และควรรีบปรึกษาทันตแพทย์หากพบแผลเรื้อรัง ตุ่ม หรือความผิดปกติใด ๆ ในช่องปาก
- สมาชิกในครอบครัวและสถานศึกษา ควรทำความเข้าใจถึงความเสี่ยงนี้ เพื่อให้คำแนะนำที่ถูกต้องแก่นักเรียนและเยาวชน
- ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในธุรกิจกัญชา รวมถึงผู้กำหนดนโยบาย ควรแสดงข้อมูลความเสี่ยงด้านสุขภาพให้ชัดเจนและเข้าใจง่ายแก่ผู้บริโภค
ข้อคิดส่งท้าย
ผลการวิจัยล่าสุดจาก UC San Diego ที่เพิ่งตีพิมพ์นี้ เป็นเสมือนสัญญาณเตือนสำคัญไปยังวงการแพทย์และประชาชนทั่วไปในประเทศไทยว่า “กัญชาไม่ได้ปลอดภัยและไร้ความเสี่ยงอย่างที่หลายคนเข้าใจ” ซึ่งในขณะที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเรื่องกฎหมายกัญชาเสรีอย่างจริงจัง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาจุดสมดุลระหว่างโอกาสทางเศรษฐกิจกับการปกป้องสุขภาพของประชาชนในสังคม โดยอาศัยผลวิจัยระดับโลกมาประกอบการกำหนดนโยบาย พร้อมทั้งลงทุนกับการให้ความรู้ การป้องกัน และการตรวจพบโรคล่วงหน้าตั้งแต่เนิ่น ๆ
แหล่งข้อมูล: today.ucsd.edu, สถาบันมะเร็งแห่งชาติ, PubMed – Oral Oncology, กรมการแพทย์