ท่านจงกระทำกรรมอันจะให้ท่านได้เสวยผลในวิมานของเรานี้ และจิตของท่านจงน้อมมาในวิมานนี้ด้วย ท่านทำกรรมอันบันเทิงในที่นี้แล้ว จักได้อยู่ร่วมกับเราสมความประสงค์.

รถการเปติวัตถุ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๓. รถการเปติวัตถุ

เรื่องนางเวมานิกเปรตผู้อาศัยอยู่ที่สระรถการ

             (มาณพคนหนึ่งถามนางเวมานิกเปรตตนหนึ่งว่า)

             [๔๓๙] นางเทวีผู้มีอานุภาพมาก เธอขึ้นวิมานที่มีเสาแก้วไพฑูรย์งามผุดผ่อง แสนจะงดงาม สถิตอยู่ในวิมานนั้น ดังดวงจันทร์ในวันเพ็ญเด่นอยู่บนท้องฟ้า

             [๔๔๐] เธอมีรัศมีเรืองรองดังทองคำ มีรูปโฉมเลอเลิศ น่าดูน่าชมยิ่งนัก นั่งอยู่แต่ผู้เดียวบนบัลลังก์อันประเสริฐสุด มีค่ามาก เธอไม่มีสามีหรือ

             [๔๔๑] สระโบกขรณีของเธอเหล่านี้ โดยรอบมีดอกไม้ต่างๆ อยู่มาก มีบัวขาวมาก โดยรอบลาดด้วยทรายทองคำ ในสระโบกขณีนั้นหาเปือกตมและจอกแหนมิได้

             [๔๔๒] และมีฝูงหงส์น่าดูน่าชม น่ารื่นรมย์ใจ ว่ายเวียนอยู่ในน้ำไม่ขาดสาย ทั้งหมดมีเสียงไพเราะ พากันมาชุมนุมส่งเสียงร้องอย่างไพเราะดังเสียงกลอง

             [๔๔๓] เธอรุ่งเรืองด้วยเทวฤทธิ์ มีบริวารยศ ยืนพิงอยู่ในเรือ เธอผู้มีคิ้วโก่งดำสนิท มีหน้ายิ้มแย้ม พูดจาน่ารัก มีอวัยวะทุกส่วนงาม รุ่งเรืองยิ่งนัก

             [๔๔๔] วิมานนี้ปราศจากธุลี ตั้งอยู่บนภาคพื้นราบเรียบ มีสวนป่าซึ่งชวนให้ยินดีเพลิดเพลินเจริญใจ แน่ะนารีผู้มองแล้วไม่เบื่อ เราปรารถนาที่จะอยู่บันเทิงร่วมกับเธอในสวนนันทวันของเธอนี้

             (นางเวมานิกเปรตกล่าวว่า)

             [๔๔๕] ท่านจงทำกรรมซึ่งจะให้ท่านได้เสวยผลในวิมานของฉันนี้ และจิตของท่านจงน้อมมาในวิมานนี้ด้วย ท่านครั้นทำกรรมซึ่งเป็นเหตุให้ได้เสวยผลในวิมานนี้แล้ว จักได้ฉันผู้จะทำให้ท่านสมความปรารถนาได้ด้วยประการอย่างนี้

             [๔๔๖] มาณพนั้นรับคำนางเวมานิกเปรตนั้นแล้ว จึงได้ทำกุศลกรรมซึ่งเป็นเหตุให้ได้เสวยผลในวิมานนั้น แล้วก็ได้อยู่ร่วมกับนางเวมานิกเปรตนั้น

รถการเปติวัตถุที่ ๓ จบ

----------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ

อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรคที่ ๓

๓. รถการีเปตวัตถุ

               อรรถกถารถการีเปติวัตถุที่ ๓               

               พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ในพระนครสาวัตถี ทรงปรารภนางเปรตตนหนึ่ง ดังนี้.
               ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ หญิงคนหนึ่งสมบูรณ์ด้วยศีลและอาจาระ มีกัลยาณมิตรเป็นที่อิงอาศัย เลื่อมใสยิ่งในพระศาสนา ได้สร้างอาวาสไว้แห่งหนึ่งน่าดูยิ่ง มีฝา เสา บันไดและพื้นภูมิอันวิจิตรอันจำแนกไว้ด้วยดี นิมนต์ภิกษุทั้งหลายให้นั่งในอาวาสนั้น อังคาสด้วยอาหารอันประณีต แล้วมอบถวายแด่ภิกษุสงฆ์.
               สมัยต่อมา นางทำกาละแล้วเกิดเป็นนางวิมานเปรต อาศัยสระชื่อรถการะที่ขุนเขาหิมพานต์ ด้วยอำนาจบาปกรรมอย่างหนึ่ง. ด้วยอานุภาพบุญที่นางถวายอาวาสแก่สงฆ์ วิมานอันล้วนด้วยรัตนะทุกอย่างกว้างขวางโดยรอบ น่าเลื่อมใสน่ารื่นรมย์ใจอย่างยิ่ง งดงามเสมือนนันทนวัน ณ สระโบกขรณี ย่อมเกิดขึ้นแก่นางและนางเองก็มีผิวพรรณดังทองคำ งดงามน่าชมน่าเลื่อมใส.
               นางเว้นจากพวกบุรุษเสีย เสวยทิพยสมบัติอยู่ ณ ที่นั้น เมื่อนางไม่มีบุรุษอยู่ในที่นั้นเป็นเวลานานก็เกิดความเบื่อหน่ายขึ้น นางรำคาญขึ้นแล้วคิดว่า อุบายนี้ใช้ได้ จึงทิ้งมะม่วงสุกอันเป็นทิพย์ลงในแม่น้ำ.
               คำทั้งหมดพึงทราบโดยนัยอันมาแล้วในเรื่องนางกรรณมุณฑเปรตนั่นแหละ.
               ก็ในเรื่องนี้ ยังมีมาณพคนหนึ่งชาวกรุงพาราณสี เห็นผลมะม่วงผลหนึ่งในบรรดามะม่วงสุกเหล่านั้น ในแม่น้ำคงคา จึงไปสู่ที่อยู่ของนางโดยทำนองนั้น นางเห็นดังนั้นจึงนำเขาไปยังที่อยู่ของตน กระทำปฏิสันถารแล้วนั่ง.
               เขาเห็นความสมบูรณ์ของสถานที่อยู่ของนาง เมื่อจะถามจึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
               ดูก่อนนางเทวีผู้มีอานุภาพมาก ท่านขึ้นสู่วิมานมีเสาเป็นวิการแห่งแก้วไพฑูรย์ งามผุดผ่อง มีรูปภาพอันวิจิตรต่างๆ อยู่ในวิมานนั้น ดุจพระจันทร์เพ็ญลอยเด่นอยู่ในท้องฟ้า ฉะนั้น.
               อนึ่ง รัศมีของท่านมีสีดังทองคำ ท่านมีรูปอันอุดมน่าดูน่าชมยิ่งนัก นั่งอยู่แต่ผู้เดียวบนบัลลังก์อันประเสริฐ มีค่ามาก สามีของท่านไม่มีหรือ
               ก็สระโบกขรณีของท่านเหล่านี้มีอยู่โดยรอบ มีบัวต่างๆ เป็นอันมาก มีบัวขาวมากเกลื่อนกล่นด้วยทรายทองโดยรอบ.
               ในสระโบกขรณีนั้นหาเปือกตมและจอกแหนมิได้ มีหงส์น่าดูน่าชมน่ารื่นรมย์ใจ เที่ยวแวะเวียนไปในน้ำทุกเมื่อ หงส์ทั้งปวงนั้นมีเสียงไพเราะ พากันมาประชุมร่ำร้องอยู่ เสียงร่ำร้องของหงส์ในสระโบกขรณีของท่านมิได้ขาดเสียง ดุจเสียงกลอง ท่านมียศงามรุ่งเรือง ลงนั่งอยู่ในเรือ ท่านมีคิ้วโก้งดำดี มีหน้ายิ้มแย้ม พูดจาน่ารักใคร่ มีอวัยวะทั้งปวงงามรุ่งเรืองยิ่งนัก.
               วิมานนี้ปราศจากละอองธุลี ตั้งอยู่ที่ภาคพื้นอันราบเรียบ มีสวนนันทนวันอันให้เกิดความยินดี เพลิดเพลินเจริญใจ ดูก่อนนารีผู้มีร่างน่าดูน่าชม เราปรารถนาเพื่อจะอยู่บันเทิงกับท่าน ในสวนนันทนวันของท่านนี้.
               เมื่อมาณพนั้นกล่าวอย่างนั้นแล้ว วิมานเปติเทวดานั้นเมื่อจะให้คำตอบแก่มาณพนั้น จึงกล่าวคาถาว่า :-
               ท่านจงกระทำกรรมอันจะให้ท่านได้เสวยผลในวิมานของเรานี้ และจิตของท่านจงน้อมมาในวิมานนี้ด้วย ท่านทำกรรมอันบันเทิงในที่นี้แล้ว จักได้อยู่ร่วมกับเราสมความประสงค์.
               มาณพนั้นได้ฟังคำของนางวิมานเปรตนั้นแล้ว จากที่นั้นไปยังถิ่นมนุษย์ ตั้งจิตนั้นไว้ในที่นั้น กระทำบุญกรรมอันเกิดแต่จิตนั้น ไม่นานนัก กระทำกาละแล้วบังเกิดในวิมานนั้น เข้าถึงความเป็นสหายกับนางเปรตนั้น.
               พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า :-
               มาณพนั้นรับคำของนางเปรตนั้นแล้ว ได้กระทำกรรมอันเป็นกุศลส่งผลให้เกิดในวิมานนั้น ครั้นแล้วได้เข้าถึงความเป็นสหายของนางเวมานิกเปรตนั้น.
               เมื่อคนเหล่านั้นเสวยทิพยสมบัติในวิมานนั้นตลอดกาลนานอย่างนี้ เพราะสิ้นกรรม บุรุษจึงกระทำกาละ แต่หญิงเพราะบุญ กรรมของตนถึงเขตสมบัติจึงอยู่จนครบอายุในวิมานนั้นตลอดพุทธันดรหนึ่ง.
               ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ทรงประกาศธรรมจักรอันบวร ประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหารโดยลำดับ วันหนึ่ง ท่านพระมหาโมคคัลลานะจาริกไปบนภูเขา เห็นวิมานและนางเวมานิกเปรตนั้น จึงถามด้วยคาถามีอาทิว่า วิมานมีเสาแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์งดงามผุดผ่องและนางเวมานิกเปรตนั้นได้เล่าประวัติของตนทั้งหมดแก่ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ตั้งแต่ต้น.
               พระเถระได้ฟังดังนั้นมายังกรุงสาวัตถี กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว. มหาชนได้ฟังดังนั้นแล้ว ได้เป็นผู้ยินดีในบุญธรรมมีทานเป็นต้นฉะนี้แล.


               จบอรรถกถารถการีเปติวัตถุที่ ๓               
               -----------------------------------------------------