บุญคุณต้องทดแทน แค้น(ไม่)ต้องชำระ
เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ที่ควรตั้งชื่อเรื่องว่า “อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจเขมร” หรือไม่ก็ “ส่งไลน์ผิดชีวิตเปลี่ยน” แต่จะเรื่องอะไรก็ตาม ทุกท่านลองติดตามดูจะได้ประโยชน์จากการอ่านบ้างไม่มากก็น้อย
ทุกวันนี้ผมกำลังปฏิบัติดีปฏิบัติชอบด้วยการเลี้ยงดูแม่ที่แก่เฒ่า ทำหน้าที่ของลูกชายคนหนึ่งที่อายุเริ่มจะสูงวัยมากขึ้น เรี่ยวแรงก็ลดน้อยถอยลง ยังดีที่ว่ามีพี่เลี้ยงหรือนางบริบาลมาช่วยงานอีกคน
แม่เริ่มจะหลงวันหลงเวลา หลงลืมว่ากินแล้วหรือยังไม่ได้กิน ทั้งยาและอาหาร
จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทั้งผมและคนเลี้ยงต้องตั้งรับและพร้อมเดินหน้า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการเลี้ยงดูผู้สูงอายุ แต่ปัญหาที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นจนได้ แบบนึกไม่ถึงจริงๆ เป็นบทเรียนที่ต้องรีบแก้ไข
เดือนกรกฎาคม ๒๕๖๘ ผมจ้างคนเลี้ยงถึง ๒ คน การบริหารจัดการจึงมีความยุ่งยากและลำบากมาก ผมต้องคอยระแวดระวังแต่เรื่องความปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจ ทั้งของผมและของแม่
ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ เมื่อผมจ้างคนช่วยเลี้ยงแม่ด้วยค่าจ้างที่สูงมาก จากบริษัทที่ได้มาตรฐานแต่ผมกลับได้ฟรีแลนซ์ ที่ไม่มีใจสู้งาน รักงานสบาย ไม่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการดูแลผู้สูงวัย
นางเข้าบ้านผมเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ด้วยใบหน้าและดวงตาที่ดุ พอผมรู้ว่าเป็นคนบุรีรัมย์ เท่านั้น ใจผมก็โลดแล่นไปไกลเลย ตัดสินใจมอบWIFIในบ้าน เพื่อเป็นสวัสดิการและน้ำใจเล็กๆให้เธอ
จึงเป็นความปรารถนาดีที่ผมคิดผิดอย่างมหันต์ เพราะนางเล่นเฟสเล่นไลน์ชุ่มฉ่ำไม่วางมือ
ในความเป็นจริงนั้น นางไม่ต้องการดูแลคนแก่ที่มีเคสแบบแม่ผม นางแค่มาซื้อเวลาไปวันๆจึงออกอาการแย่ๆ ตั้งแต่ ๓ วันแรก จะเป็นความบังเอิญหรือตั้งใจก็แล้วแต่ ผมยังเชื่อว่าโชคดีที่มีสิ่งดลใจให้ผมรู้เสียก่อน
นางส่งไลน์ระบายความไม่พึงพอใจให้สามีรู้ทางไลน์ แต่เหมือนส่งผิด กลายเป็นส่งไปที่ไลน์ของน้องสาวผม ผู้ซึ่งเป็นคนจัดหาให้นางมาบริบาลและคอยประสานทางบริษัทฯมาอย่างต่อเนื่อง
นางบ่นก่นด่ามากมาย ผมหยิบยกมาบางประโยคเท่านั้น อาทิ “อึดอัดนะ ต้องทำงานอยู่หน้ากล้อง มาติดตั้งทำค...ย อะไรตั้ง ๓ ตัว” คงคิดว่าเอามาจับผิดนาง แต่แท้จริงต้องการช่วยกันดูแลแม่
“ที่อื่นไม่ต้องมานั่งซักผ้าทำกับข้าวให้คนป่วย อันนี้ทำงานอื่นก็ต้องวิ่งออกครัวกับห้องนอนจนเจ็บตีนหมดแล้ว” นางก็รู้อยู่แล้วว่ามันเป็นข้อตกลงกันในสัญญา ต้องช่วยทำอาหารด้วย ซึ่งครัวก็มีพร้อมทุกอย่าง
คนเลี้ยงที่ผ่านมาก็ทำกับข้าวเหมือนกันหมด และอาหารทั้งสามมื้อส่วนใหญ่ผมกับภรรยาจะทำเองและซื้อสำเร็จจากตลาดนัด นางจะต้องทำเฉพาะที่นางอยากกินหรือทำเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยเท่านั้น
เสื้อผ้าของแม่แต่ละวันมีไม่กี่ชุด ผมบอกว่าถ้ามีมาก(รวมของนางด้วย) ก็ให้ใช้เครื่องซักผ้าได้
“ที่อื่นอยู่ดีกินดีกว่านี้อีก มันถามเรื่องกินฉันก็บอกว่าเป็นคนกินแบบธรรมดา ถามยังกับว่าจะเอาหูฉลามกับไข่ปลาคาเวียร์มาให้ฉันกินอย่างนั้นแหละ” ที่ผมต้องถามเพราะเป็นห่วง แค่อยากดูแลคนเลี้ยงด้วยก็เท่านั้น
น้องส่งข้อมูลไปให้บริษัทและขอเปลี่ยนตัวนางบริบาลทันที สองวันสุดท้ายนางคงรู้ตัวแล้ว ขณะที่ซักผ้า แม่เดินไปเดินมา นางตะโกนว่า“บอกให้นั่งเฉยๆ เดินทำไมพูดไม่รู้เรื่อง...ปัญญาอ่อน...”
กล้องวงจรปิดเก็บภาพและเสียงไว้ได้อย่างชัดเจน วันนี้นางคงไปทำและพูดเช่นนี้ที่บ้านอื่นแล้ว
วันที่นางจะเดินทางออกจากบ้านผมไป นางขอให้ผมไปส่งที่ท่ารถ ผมบอกว่า ที่ตลาดเลาขวัญไม่มีท่ารถ เมื่อก่อนเคยมีแต่ตอนนี้รถตู้เขาเลิกกิจการไปแล้ว
สักครู่นางก็ลากกระเป๋าเดินออกไปตามตรอกซอกซอยของสวนป่าข้างบ้าน ทำให้ผมนึกถึงหนังเรื่องบ้านทรายทอง...ผมเหมือนคนใจดำทำเหมือนต้องการชำระแค้น แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่เลย
เพราะในสัญญาบอกว่าต้องเดินทางกลับเอง ในตอนนั้น ผมกำลังตั้งหลักและรอโทรศัพท์เพื่อที่จะต้องขับรถไปรับคนเลี้ยงแม่คนใหม่ (ในภาพ) ซึ่งจะให้ไปรับที่ไหน? เวลาใด? ก็ยังไม่รู้...แต่ต้องรอ...
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๑ สิงหาคม ๒๕๖๘





