พักหลังมานี้ งานวิจัยทางจิตวิทยาเริ่มเปิดเผยสัญญาณอันตรายของความสัมพันธ์ที่ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพใจและอาจสร้างบาดแผลในระยะยาว บทวิเคราะห์ชิ้นล่าสุดที่ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 จากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและประสบการณ์ชีวิต ระบุตรงกันว่ามีพฤติกรรม 8 ประการที่มักพบเห็นซ้ำ ๆ ในความสัมพันธ์ที่บั่นทอนกำลังใจ สร้างความวิตกกังวล และลดทอนความมั่นใจในตนเอง ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า การตระหนักรู้ถึงสัญญาณเหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เราเอาตัวรอดจากภาวะอารมณ์ที่ย่ำแย่เท่านั้น แต่ยังอาจช่วยคนจำนวนมาก ทั้งในไทยและทั่วโลก ให้รอดพ้นจากความสับสนและบาดแผลทางใจที่อาจยาวนานนับปี (vegoutmag.com).

สำหรับคนไทย การทำความเข้าใจพฤติกรรมเหล่านี้จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากสังคมไทยให้ความสำคัญกับความสงบสุขและความมั่นคงของครอบครัว การ “รักษาหน้า” หรือการประคับประคองภาพลักษณ์ อาจทำให้หลายคนลังเลที่จะยอมรับปัญหาภายในความสัมพันธ์ของตนเอง แต่หากเราสามารถแยกแยะความสัมพันธ์ที่เป็นพิษได้ทันท่วงที นั่นเท่ากับการปกป้องสุขภาพจิตและศักดิ์ศรีส่วนตนของเราเอง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันในเมืองใหญ่ของไทย เช่น กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ มีแนวโน้มที่ผู้คนกล้าที่จะขอคำปรึกษาด้านความสัมพันธ์มากขึ้น และให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตในชีวิตประจำวันมากขึ้นตามไปด้วย (Bangkok Post), (World Health Organization).

จากการรวบรวมข้อมูลทางทฤษฎีจิตวิทยา ผลการศึกษาเชิงประจักษ์ และประสบการณ์ตรงของผู้คนจำนวนมาก บทความนี้จะเน้นย้ำถึง 8 ลักษณะเด่นที่มักปรากฏในความสัมพันธ์ที่หลายคนเรียกว่า “ความสัมพันธ์ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต” แต่ละข้อล้วนเชื่อมโยงกับแนวคิดสำคัญทางจิตวิทยาและผลการศึกษาที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาในการดำเนินชีวิตคู่ได้อย่างชัดเจน

8 สัญญาณเตือนความสัมพันธ์เป็นพิษ

1. การดูถูกเหยียดหยาม แม้การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์จะเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็น แต่หากอีกฝ่ายมีพฤติกรรมชอบเสียดสี ประชดประชัน หรือใช้ถ้อยคำที่บั่นทอนความมั่นใจอยู่บ่อยครั้ง นี่คือสัญญาณที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรง งานวิจัยจากสถาบันกอตต์แมน (Gottman Institute) ระบุชัดเจนว่า การดูถูกเหยียดหยามเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำนายการหย่าร้างและความล้มเหลวของความสัมพันธ์ในระยะยาว นักให้คำปรึกษาด้านความสัมพันธ์ในประเทศไทย เห็นพ้องต้องกันว่าการดูถูกจะค่อย ๆ กัดกร่อนคุณค่าของการเคารพและการถนอมน้ำใจ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ในครอบครัวไทย (gottman.com).

2. ทำให้สงสัยตัวเองหรือ “แก๊สไลท์ติ้ง” พฤติกรรมนี้คือการบิดเบือนความจริง หรือพยายามชักจูงให้คนรักเริ่มสงสัยในความทรงจำ ความรู้สึก หรือการรับรู้ของตนเอง หน่วยงานด้านสุขภาพจิตของไทย และนักจิตวิทยาทั่วโลกต่างเตือนว่า พฤติกรรมนี้พบเห็นได้บ่อยขึ้น โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ผู้กระทำสามารถบิดเบือนข้อเท็จจริงได้อย่างแนบเนียนผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ (MedicalNewsToday), (DMH Thailand).

3. พฤติกรรมร้อน ๆ หนาว ๆ (ผลตอบแทนไม่แน่นอน) พฤติกรรมนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับแนวคิดทางจิตวิทยาพฤติกรรม นั่นคือการมีช่วงเวลาที่อบอุ่นสลับกับการเมินเฉยแบบไม่แน่นอน ทำให้เกิดภาวะความผูกพันและความกังวลเกินปกติ ในสังคมไทยซึ่งให้คุณค่ากับความมั่นคงและความซื่อสัตย์ การมีรูปแบบความสัมพันธ์เช่นนี้มักทำให้หลายคนสับสน ไม่รู้จะเดินหน้าหรือถอยหลังดี

4. การเพิกเฉยต่อขอบเขตส่วนตัว หมายถึงการเพิกเฉยต่อขอบเขตส่วนตัวของอีกฝ่าย ทั้งในด้านอารมณ์ การเงิน หรือพื้นที่ส่วนตัว อาจมาในรูปแบบที่ดูเผิน ๆ เหมือนความใกล้ชิดสนิทสนม เช่น การตำหนิว่าอีกฝ่ายไปสนิทกับเพื่อนมากเกินไป หรือบอกว่าไม่ควรมีความลับต่อกัน ในบริบทของสังคมไทย ประเด็นเรื่องขอบเขตในชีวิตคู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเกี่ยวข้องกับครอบครัวใหญ่ มักมีความซับซ้อน ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้คู่รักรุ่นใหม่พูดคุยทำความเข้าใจเรื่องเส้นแบ่งส่วนตัวเหล่านี้ตั้งแต่เริ่มต้น (The Nation Thailand).

5. การขาดความเข้าอกเข้าใจ หรือเมตตา หากอีกฝ่ายไม่เคยแสดงความเข้าใจในยามที่เรามีเรื่องทุกข์ใจ หรือให้ความเห็นอกเห็นใจเฉพาะเมื่อตนเองได้รับประโยชน์ ความสัมพันธ์นั้นก็จะกลายเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์มากกว่าการดูแลเอาใจใส่กันอย่างแท้จริง สำหรับคนไทยที่คุ้นเคยกับแนวคิดเรื่อง “เมตตาธรรม” การขาดความเอาใจใส่เช่นนี้ยิ่งทำให้รู้สึกได้ชัดเจนว่าความสัมพันธ์นั้นว่างเปล่าไร้ความหมาย (Bangkok Post).

6. การหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ มักจะกล่าวโทษสถานการณ์หรือผู้อื่นอยู่เสมอ ไม่ยอมรับผิดในสิ่งที่ตนเองกระทำ ยิ่งนานวันเข้า อีกฝ่ายก็จะรู้สึกราวกับต้องแบกรับภาระการจัดการอารมณ์ของทั้งสองฝ่ายจนเหนื่อยล้า ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวิตสมรสในประเทศไทย เน้นย้ำความสำคัญของการ “เติบโตทางอารมณ์” เพื่อให้แต่ละฝ่ายรู้จักขอโทษและแก้ไขความผิดพลาดด้วยตนเอง (Thai PBS World).

7. การแยกจากสังคมโดยอ้างความรัก พฤติกรรมนี้เป็นรูปแบบหนึ่งที่ดูคล้ายกับการดูแลเอาใจใส่ที่มากเกินไป จนค่อย ๆ ตัดขาดเราออกจากโลกภายนอก หรือจากคนสำคัญอื่น ๆ ในชีวิต สังคมไทยให้คุณค่ากับความสัมพันธ์กับเพื่อนและครอบครัวเป็นอย่างมาก การถูกกดดันให้ตีตัวออกห่างจากสังคมจึงเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจน แม้กระทั่งผู้ใหญ่ในบ้านก็ยังสังเกตเห็นได้

8. ค่านิยมขัดแย้งแต่ถูกมองข้ามว่าเป็น “แค่เรื่องเล็ก” เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายมีทัศนคติหรือค่านิยมหลักที่ไม่ตรงกัน เช่น เรื่องความซื่อสัตย์ ความจริงใจ หรือการบริหารจัดการการเงิน แต่กลับมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่มักแก้ต่างว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ทั้งที่ในความเป็นจริงปัญหานั้นเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า นักไกล่เกลี่ยครอบครัวเตือนว่า ไม่ควรมองข้ามปัญหาลักษณะนี้โดยเด็ดขาด เพราะอาจลุกลามบานปลายไปสู่ความไม่เข้ากันอย่างแท้จริงในระยะยาว และส่งผลกระทบต่อชีวิตครอบครัวโดยรวม

ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ผู้ที่พบเจอสัญญาณเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องโทษตัวเอง หลายคนอาจถูกปลูกฝังให้ยึดติดกับแนวคิดเรื่อง “ความเข้ากันได้” มากกว่าความเสมอต้นเสมอปลาย จนนำไปสู่ความเข้าใจผิดว่าความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายคือความรักแท้จริง “ความสัมพันธ์ที่เลวร้ายที่สุดอาจไม่ได้มาในรูปของผู้ร้ายในตอนแรก แต่มันจะมาพร้อมความหวัง และสุดท้ายจะเรียกร้องให้คุณต้องแลกด้วยศักดิ์ศรีของตนเองเพื่อให้ความสัมพันธ์นั้นคงอยู่ต่อไป” บทความนี้ย้ำเตือน

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตแนะนำให้ผู้ที่เผชิญปัญหา ลองปรึกษาเพื่อน ผู้เชี่ยวชาญ หรือสายด่วนต่าง ๆ เช่น สมาคมสะมารีตันส์แห่งประเทศไทย ซึ่งพร้อมให้ความช่วยเหลือแบบไม่เปิดเผยตัวตน แม้แต่ในสังคมชนบทของไทย ก็เริ่มมีการตระหนักถึงปัญหาการบาดเจ็บทางจิตใจที่มองไม่เห็นเหล่านี้มากขึ้นแล้ว โดยกรมสุขภาพจิตเองก็มีบริการให้คำปรึกษาเป็นการส่วนตัว และโรงพยาบาลหลายแห่งก็เริ่มนำหลักจิตวิทยาฉุกเฉินมาประยุกต์ใช้ในระบบบริการแล้วเช่นกัน (DMH Thailand), (Samaritans of Thailand).

ข้อค้นพบเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในเขตเมืองใหญ่เท่านั้น ในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ครอบครัวส่วนใหญ่มักอาศัยอยู่ร่วมกันหลายรุ่น ปัญหาความสัมพันธ์เหล่านี้อาจถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ หรือถูกมองข้ามไปโดยสิ้นเชิง ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพชุมชนจึงได้แนะนำให้มี “วงพูดคุยของครอบครัว” ซึ่งเป็นแนวคิดที่ประยุกต์มาจากวัฒนธรรมสากล เพื่อให้ทุกคนในบ้านได้มีโอกาสพูดคุยเปิดใจ สะท้อนปัญหา และกำหนดขอบเขตในชีวิตได้อย่างชัดเจน โดยปัจจุบันแนวคิดนี้เริ่มมีการนำร่องใช้ในหลายจังหวัดแล้ว (Thai Health Promotion Foundation).

ในมิติทางวัฒนธรรม ความกลัวการ “เสียหน้า” และการให้ความเคารพตามลำดับอาวุโส อาจเป็นอุปสรรคที่ทำให้หลายคนไม่กล้าเผชิญหน้าหรือเอ่ยถึงความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ ทว่า ทั้งนักจิตวิทยาและพระสงฆ์ผู้ให้คำปรึกษาต่างย้ำตรงกันว่า “ความกล้าที่จะสื่อสารอย่างเปิดใจ” คือการดูแลตนเองและดูแลความสัมพันธ์อย่างแท้จริง “ความใกล้ชิดที่แท้จริงต้องมาพร้อมกับขอบเขตที่ชัดเจนและความปลอดภัยทางใจ” นักจิตวิทยาคลินิกประจำโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กล่าวทิ้งท้าย

ในอนาคต กระทรวงสาธารณสุขมีแผนจะขยายโครงการ “ใจแข็งในความรัก” โดยจะใช้สื่อบันเทิงร่วมสมัยและบุคคลสาธารณะผู้ทรงอิทธิพล เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนกล้าที่จะขอความช่วยเหลือมากขึ้น ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ อย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหิดล ก็กำลังเดินหน้าวิจัยเกี่ยวกับความรุนแรงในความสัมพันธ์ และพลวัตของความสัมพันธ์ที่เป็นพิษในบริบทแบบไทย ด้วยความหวังว่าจะค้นพบแนวทางใหม่ ๆ ที่สอดรับกับสังคมไทยได้ดียิ่งขึ้น (Ministry of Public Health, Chula Global Network).

ข้อแนะนำสำหรับคนไทยที่กังวลกับความสัมพันธ์

ผู้อ่านควรถามใจตัวเองอย่างสม่ำเสมอถึง 8 สัญญาณที่สำคัญเหล่านี้

  1. การดูถูกเหยียดหยาม
  2. การแก๊สไลท์ติ้ง หรือการบิดเบือนความจริง
  3. พฤติกรรมร้อน ๆ หนาว ๆ (ผลตอบแทนไม่แน่นอน)
  4. การเพิกเฉยต่อขอบเขตส่วนตัว
  5. การขาดความเข้าอกเข้าใจ หรือเมตตา
  6. การหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ
  7. การแยกจากสังคมโดยอ้างความรัก
  8. ค่านิยมขัดแย้งแต่ถูกมองข้ามว่าเป็น “แค่เรื่องเล็ก”

การพิจารณาและจดลิสต์ค่านิยม รวมถึงเส้นแบ่งสำคัญของตนเองตามที่บทความนี้แนะนำ จะช่วยให้เรามองเห็นได้ชัดเจนว่าอะไรคือจุดแข็งหรือจุดเสี่ยงในความสัมพันธ์ของเรา หากมีเหตุการณ์ใดที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ ควรจดบันทึกไว้เป็นการส่วนตัว เพื่อใช้ทบทวนเมื่อเกิดความสับสน และที่สำคัญที่สุดคืออย่าตัดขาดจากวงเพื่อนหรือสังคมภายนอก เพราะคนรอบข้างคือแหล่งพลังใจที่สำคัญยิ่ง

ท้ายที่สุด อยากให้ทุกคนเชื่อมั่นว่าคุณไม่ได้โดดเดี่ยวในการเผชิญปัญหานี้ การกล้าปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ การหารือกับคนในชุมชน หรือการตัดสินใจเดินออกมาเพื่อดูแลตัวเอง ล้วนเป็นสิ่งที่กล้าหาญและควรค่าแก่ความภาคภูมิใจ ไม่ว่าคุณจะมีอายุ เพศ หรือพื้นเพทางสังคมเช่นไรก็ตาม

เมื่อสังคมไทยให้ความสำคัญกับมิติทางอารมณ์และความสัมพันธ์มากขึ้น หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคนรุ่นใหม่จะสามารถแยกแยะระหว่าง “ความรัก” กับ “ความวุ่นวาย” ได้อย่างเข้าใจ และรู้จักเคารพคุณค่าในตนเองโดยไม่จำเป็นต้องเสียสละ เพื่อร่วมกันสร้างชีวิตคู่ที่เปี่ยมสุข สุขภาพดี และยั่งยืนในระดับประเทศต่อไป


แหล่งที่มา