ผลการศึกษาครั้งใหญ่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร British Journal of Surgery ชี้ชัดว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ เมื่อเทียบกับคนในยุคก่อน โดยเฉพาะกลุ่มที่เกิดในปี พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) มีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้สูงกว่าคนรุ่นที่เกิดสี่ทศวรรษก่อนหน้าถึง 4 เท่าตัว งานวิจัยชิ้นนี้ซึ่งนำโดยนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันมะเร็ง Dana Farber และ Harvard Medical School ได้รวบรวมข้อมูลจากประเทศพัฒนาแล้วที่มีวิถีชีวิตแบบตะวันตก ผลลัพธ์ที่ได้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยสำคัญต่อระบบสาธารณสุขทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากรและปัจจัยเสี่ยงในกลุ่มเยาวชนเช่นกัน

ชีวิตสมัยใหม่เพิ่มความเสี่ยง – ไทยต้องรับมือทันยุค

ใจความสำคัญของงานวิจัยนี้คือการชี้ให้เห็นหลักฐานใหม่ที่ว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในด้านอาหาร การออกกำลังกาย และวิถีชีวิต กำลังส่งผลต่อการกำหนด “ยีนสุขภาพ” ของประชากรในแต่ละรุ่นอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมเมืองและได้รับอิทธิพลจากวิถีชีวิตแบบตะวันตกมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เยาวชนมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่ไม่ต่างจากชาติเหล่านั้น และมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น งานวิจัยชิ้นนี้จึงเป็นสัญญาณเตือนภัยที่เร่งด่วนสำหรับทั้งภาครัฐและสังคมไทย

ในช่วงปี พ.ศ. 2553-2562 มีรายงานพบว่าจำนวนผู้ป่วยมะเร็งระบบทางเดินอาหาร (GI) ในกลุ่มชาวอเมริกันที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปี เพิ่มขึ้นเกือบ 15% ซึ่งครอบคลุมทั้งมะเร็งลำไส้ใหญ่ กระเพาะอาหาร หลอดอาหาร และตับอ่อน โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่แต่เดิมไม่ค่อยพบในกลุ่มคนวัยหนุ่มสาว กลับกลายมาเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ในผู้ชาย และอันดับ 2 ในผู้หญิงของกลุ่มอายุนี้ในสหรัฐอเมริกา (StudyFinds) และแนวโน้มที่น่ากังวลนี้ยังคงปรากฏให้เห็นในยุโรปและประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ เช่นกัน

“รุ่นเกิด” กำหนดเส้นทางสุขภาพ

หนึ่งในข้อค้นพบที่น่าเป็นห่วง คือ อิทธิพลที่เรียกว่า “birth cohort effect” หรือผลกระทบจากการที่บุคคลเกิดในยุคปีใดปีหนึ่ง ซึ่งส่งผลต่อความเสี่ยงด้านสุขภาพตลอดช่วงชีวิต ยกตัวอย่างเช่น ชาวอเมริกันที่เกิดในปี 2533 มีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และสูงขึ้นถึง 4 เท่าสำหรับมะเร็งทวารหนัก เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มคนที่เกิดในปี 2493 แนวโน้มเช่นนี้ยังถูกตรวจพบในหลายชาติเอเชียที่มีรายได้สูง ซึ่งเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและการใช้ชีวิตให้เข้ากับแบบตะวันตก สำหรับประเทศไทย ท่ามกลางสถานการณ์ที่การบริโภคอาหารแปรรูป เนื้อแดง และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับอัตราโรคอ้วนในวัยรุ่นไทยที่พุ่งสูงขึ้นถึง 2 เท่าตัวนับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 (WHO Thailand) ถือเป็นสัญญาณเตือนที่น่าจับตาเป็นพิเศษ

โรคอ้วน อาหารแปรรูป ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ

ผลการวิจัยยืนยันว่า ผู้ป่วยมะเร็งในกลุ่มคนหนุ่มสาวส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากสาเหตุทางพันธุกรรมโดยตรง แต่มีต้นตอมาจากปัจจัยแวดล้อมและวิถีชีวิตในยุคปัจจุบัน อาทิ โรคอ้วน การมีพฤติกรรมเนือยนิ่ง การบริโภคอาหารแบบตะวันตกที่เน้นของแปรรูป น้ำตาลสูง กากใยต่ำ มีผักผลไม้น้อย รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคปัจจุบันนี้ โรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (NAFLD) ก็ยังเป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งระบบทางเดินอาหารได้ แม้ในกลุ่มผู้ที่ไม่ได้มีน้ำหนักเกินมาตรฐานก็ตาม โดยพบว่าภาวะ NAFLD นี้มีสัดส่วนถึง 1 ใน 4 ของประชากรวัยผู้ใหญ่ทั่วโลก (Global Health)

ความเหลื่อมล้ำของเชื้อชาติและความอยู่รอด

ข้อมูลที่เผยแพร่ออกมายังชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะกลุ่มประชากรเชื้อสาย Hispanic, Black และชนพื้นเมืองในสหรัฐอเมริกา ที่พบผู้ป่วยมะเร็งระบบทางเดินอาหาร (GI) ในกลุ่มวัยหนุ่มสาวสูงกว่าอัตราส่วนที่พบในกลุ่มผู้สูงวัยอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น เด็กอเมริกันเชื้อสาย Hispanic คิดเป็นสัดส่วนกว่า 20% ของผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารในกลุ่มอายุน้อย แต่มีสัดส่วนที่น้อยกว่ามากในกลุ่มผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ความเหลื่อมล้ำด้านอัตราการรอดชีวิตยังปรากฏอย่างชัดเจน ดังเช่นผลสำรวจในรัฐแคลิฟอร์เนียที่พบว่า ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่เป็นคนผิวดำ ซึ่งได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่อายุน้อย มีอัตราการรอดชีวิตใน 5 ปี ต่ำกว่าผู้ป่วยผิวขาวเกือบ 12 เปอร์เซ็นต์

โรคอ้วนกับมะเร็ง – ภัยคูณสองสำหรับคนรุ่นใหม่

ภาวะโรคอ้วน ซึ่งเดิมทีมีความเชื่อมโยงกับโรคเบาหวานและโรคหัวใจ ปัจจุบันมีผลการศึกษาที่ชี้ชัดว่าเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ในกลุ่มคนอายุน้อยได้อย่างมาก ผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) เกิน 30 มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในกลุ่มนี้เกือบ 2 เท่า โดยมีสาเหตุมาจากทั้งปัจจัยทางตรง เช่น การอักเสบเรื้อรัง และความผิดปกติของฮอร์โมนอินซูลิน รวมถึงปัจจัยทางอ้อม อย่างโรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (NAFLD) และพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม อาหารสไตล์ตะวันตกที่เน้นเนื้อสัตว์ ไขมันสูง มีกากใยน้อย และปริมาณน้ำตาลมาก ยิ่งเป็นการเพิ่มโอกาสเสี่ยง ในขณะที่การบริโภคผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสี จะช่วยลดความเสี่ยงลงได้ และที่สำคัญ การดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ ยังเป็นตัวซ้ำเติมปัญหาให้รุนแรงยิ่งขึ้น (CDC data)

ผลกระทบกับการวินิจฉัยและชีวิตคนไข้

ความท้าทายอีกประการหนึ่งคือ ทั้งคนหนุ่มสาวเองและแพทย์ผู้รักษา มักจะไม่ได้คาดคิดว่าโรคมะเร็งจะเกิดขึ้นในวัยนี้ได้ ทำให้การวินิจฉัยโรคเป็นไปอย่างล่าช้า บ่อยครั้งที่ตรวจพบเมื่อโรคอยู่ในระยะลุกลามแล้ว จึงจำเป็นต้องได้รับการรักษาที่เข้มข้น เช่น การทำเคมีบำบัด หรือการฉายแสงในปริมาณสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบระยะยาวต่อภาวะเจริญพันธุ์ สมรรถภาพทางเพศ และการขับถ่าย คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในวัยที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นชีวิต จึงได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมก็เป็นอีกเรื่องที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา ผู้ป่วยมะเร็งวัยหนุ่มสาวมักประสบปัญหาทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากสูญเสียรายได้ในช่วงวัยทำงาน และยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สูงขึ้นสำหรับตนเองและครอบครัว (JAMA Oncology) แม้ข้อมูลในประเทศไทยจะยังมีจำกัด แต่จากรายงานของศูนย์มะเร็งและมูลนิธิหลายแห่งในประเทศ ก็ให้ข้อมูลไปในทำนองเดียวกันว่า ผู้ป่วยวัยหนุ่มสาวมักเผชิญกับภาวะทางการเงินที่ตึงตัว และความเปลี่ยนแปลงภายในครอบครัว ซึ่งหลายครั้งรุนแรงกว่าผู้ป่วยสูงวัย

พฤติกรรมเปลี่ยน อาหารเปลี่ยน – โรคร้ายจ่อคุกคามไทย

ปรากฏการณ์การขยายตัวของสังคมเมืองในประเทศไทย ยังเป็นปัจจัยที่นำไปสู่การบริโภคอาหารสะดวกซื้อ และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เพื่อตอบสนองวิถีชีวิตที่เร่งรีบ อาหารไทยดั้งเดิมที่เคยเน้นผัก สมุนไพร และปลา กำลังถูกแทนที่ด้วยฟาสต์ฟู้ดและขนมขบเคี้ยวที่ให้พลังงานสูง หน่วยงานที่ดูแลด้านสาธารณสุขของประเทศเคยออกมาเตือนย้ำถึงการบริโภคอาหารที่ไร้สารอาหารในกลุ่มเยาวชนอยู่บ่อยครั้ง อัตราโรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่นไทยก็เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5 ในปี 2545 เป็นมากกว่า 10 ในปี 2565 (UNICEF Thailand) ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งทำให้เกิดความนิยมในการทำงานจากที่บ้าน (work-from-home) ก็ส่งผลให้คนไทยมีกิจกรรมทางกายลดลง อันเป็นการเพิ่มความเสี่ยงสะสม (Bangkok Post)

แพทย์ไทยสะท้อนแนวโน้ม คนไข้ GI วัยหนุ่มสาวเพิ่มชัดเจน

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งจากโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ข้อมูลว่า “เมื่อสิบปีก่อนแทบไม่เคยพบผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือทวารหนักในคนไทยที่อายุไม่ถึง 40 ปี แต่ปัจจุบันกลับมีผู้ป่วยในวัยสามสิบกว่า ๆ เข้ารับการรักษาเดือนละ 2-3 ราย” ขณะที่แพทย์อาวุโสด้านทางเดินอาหารจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในจังหวัดเชียงใหม่ ก็มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยชี้ว่าแนวโน้มนี้สอดคล้องกับข้อมูลที่พบในสหรัฐฯ และสาเหตุสำคัญมาจากปัจจัยด้านอาหารแปรรูป โรคอ้วน และการตรวจคัดกรองที่ล่าช้า

สหรัฐฯ ลดอายุคัดกรอง ไทยยังต้องลุ้นปรับแนวทาง

บางประเทศได้เริ่มปรับระบบสาธารณสุขของตนเอง เช่น สหรัฐอเมริกาได้ปรับลดอายุเริ่มต้นสำหรับการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่จาก 50 ปี ลงมาเหลือ 45 ปี ตั้งแต่ปี 2564 ทว่าผู้เชี่ยวชาญหลายท่านก็ออกมาเตือนว่า แม้วิธีนี้จะช่วยให้ตรวจพบผู้ป่วยได้เร็วขึ้น แต่ก็ไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาหลักได้อย่างยั่งยืน หากประชาชนยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สำหรับประเทศไทยเอง ยังคงขาดแนวทางการคัดกรองในระดับชาติที่ครอบคลุม โดยเน้นเฉพาะกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือกลุ่มผู้ที่มีประวัติครอบครัวเสี่ยงเท่านั้น เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านสาธารณสุขของไทยยอมรับว่ามีความจำเป็นต้องทบทวนแนวทางดังกล่าว แต่ยังคงมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ

ยังไม่มีข้อยุติ เรื่องแนวทางรักษาคนไข้วัยหนุ่มสาว

หนึ่งในประเด็นถกเถียงที่ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนคือ ผู้ป่วยมะเร็งระบบทางเดินอาหาร (GI) ในกลุ่มวัยหนุ่มสาวควรได้รับการรักษาที่แตกต่างจากผู้สูงอายุหรือไม่ แนวทางการรักษาในปัจจุบัน ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ส่วนใหญ่ยังคงอ้างอิงจากการศึกษาในกลุ่มอายุเฉลี่ยหรือกลุ่มผู้สูงวัยเป็นหลัก ทว่าในขณะนี้เริ่มมีหลักฐานเพิ่มขึ้นที่บ่งชี้ว่ามะเร็งที่เกิดในกลุ่มวัยหนุ่มสาวอาจมีลักษณะทางพันธุกรรมและโมเลกุลที่แตกต่างจากที่พบในผู้สูงอายุ ซึ่งส่งผลให้การตอบสนองต่อการรักษาแต่ละประเภทไม่เหมือนกัน งานวิจัยล่าสุดบางชิ้นยังชี้ว่า หากมีการลดความเข้มข้นของการรักษาบางประเภทลง อาจช่วยรักษาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยไว้ได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์ในระยะยาว (British Journal of Surgery)

กุญแจเปลี่ยนอนาคต – เริ่มที่วัยเด็ก ไทยต้องร่วมมือกับสากล

สำหรับนักวิจัย ความท้าทายต่อไปคือการระบุช่วงเวลา “วิกฤต” ในวัยเด็กหรือวัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงที่ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เริ่มก่อตัวและฝังรากลึก ไม่ว่าจะเป็นความไม่สมดุลของจุลชีพในลำไส้ ภาวะอักเสบเรื้อรัง หรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากโรคอ้วน สถาบันวิจัยหลายแห่งในประเทศไทย ทั้งสถาบันมะเร็งแห่งชาติและโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชั้นนำ กำลังเริ่มโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อศึกษาลักษณะทางพันธุกรรมและความเสี่ยงของโรคมะเร็งในกลุ่มคนรุ่นใหม่

หนทางสู้โรค อยู่ที่พฤติกรรม – “เลือกวันนี้ เปลี่ยนอนาคต”

เสียงสะท้อนจากบุคลากรทางการแพทย์และนักวิจัยต่างสอดคล้องกันว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางสังคมอย่างจริงจัง คือหนทางรอดเพียงหนึ่งเดียว หากไม่มีการหยุดยั้งภาวะโรคอ้วน ปฏิรูประบบอาหาร และส่งเสริมการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ในวัยเด็ก สถานการณ์ก็มีแต่จะเลวร้ายยิ่งขึ้น จากประสบการณ์ของบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งยังคงมีอัตราการเกิดมะเร็งระบบทางเดินอาหาร (GI) น้อยกว่าประเทศตะวันตก ก็เนื่องมาจากพวกเขายังคงรักษาวิถีการบริโภคอาหารแบบดั้งเดิม และมีแคมเปญส่งเสริมการออกกำลังกายทั่วประเทศ (World Cancer Research Fund)

ข้อแนะนำเร่งด่วนสำหรับคนไทย

สิ่งที่ประชาชนทุกคนในประเทศไทยควรเร่งลงมือทำทันทีคือ การดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ลดปริมาณการบริโภคเนื้อสัตว์แปรรูป เครื่องดื่มรสหวาน ขนมขบเคี้ยว และอาหารสำเร็จรูป นอกจากนี้ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ และผู้กำหนดนโยบาย ควรต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่ดีให้เกิดขึ้นตั้งแต่ในกลุ่มเด็กและเยาวชน หรือหากมีประวัติครอบครัวป่วยด้วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือเริ่มมีอาการผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร เช่น อุจจาระมีเลือดปน น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือการขับถ่ายผิดปกติไปจากเดิมเป็นเวลานาน ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสถานพยาบาล เพื่อเข้ารับการประเมินและพิจารณาการตรวจคัดกรอง แม้ว่าอายุจะยังไม่ถึง 50 ปีก็ตาม

ผลการวิจัยระดับนานาชาติชุดนี้ถือเป็นเสียงเตือนที่สำคัญยิ่ง ที่บ่งบอกว่า “ทางเลือกของเราในวันนี้ จะเป็นตัวกำหนดความเสี่ยงในวันข้างหน้า” ทั้งสำหรับตัวเราเองและคนรุ่นถัดไป หากประชาชนชาวไทยเริ่มลงมือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างจริงจัง และให้ความสำคัญกับการตรวจคัดกรอง ก็จะสามารถปกป้องตนเอง ลูกหลาน และครอบครัว ให้พ้นจากภัยเงียบที่คุกคามคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นโรคที่เคยห่างไกลตัวเมื่อสิบกว่าปีก่อนได้


แหล่งข้อมูล: