ผลวิจัยล่าสุดจากทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัย Edith Cowan (ECU) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Breast Cancer Research and Treatment ฉบับเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ เผยว่า การออกกำลังกายเพียงแค่ครั้งเดียว ไม่ว่าจะเป็นการฝึกเวทเทรนนิ่งหรือออกกำลังกายแบบ HIIT (High-Intensity Interval Training) สามารถยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งในผู้ที่เคยป่วยเป็นมะเร็งเต้านมได้มากถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ผลลัพธ์นี้นับเป็นการย้ำเตือนว่า การออกกำลังกายไม่ใช่แค่ตัวช่วยพื้นฐานในการฟื้นฟูร่างกายหลังการรักษาเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนอาวุธสำคัญที่ช่วยต่อสู้กับโรคมะเร็งได้อย่างแท้จริง และเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและทำได้ไม่ยาก
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ได้ยืนยันถึงประโยชน์ของการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอต่อสุขภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังอย่างมะเร็ง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นล่าสุดจาก ECU กลับเน้นย้ำว่า ปรากฏการณ์ทางชีวเคมีที่ช่วยต่อสู้กับมะเร็งนั้น สามารถเกิดขึ้นได้เพียงแค่การออกกำลังกายครั้งเดียว ไม่จำเป็นต้องรอผลจากการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ประเด็นนี้ถือว่าสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนไทย เนื่องจากอัตราการป่วยเป็นมะเร็งเต้านมในประเทศยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผยว่า มะเร็งเต้านมเป็นชนิดที่พบมากที่สุดในหญิงไทย โดยมีผู้ป่วยมากกว่า ๔๐ รายต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คนต่อปี การค้นหาแนวทางใหม่ๆ ที่ผู้คนทั่วไปสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ง่าย จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง สถาบันมะเร็งแห่งชาติ
แค่ครั้งเดียวก็เห็นผล! การออกกำลังกายเปลี่ยนชีวเคมีร่างกาย
จากผลการวิจัยชิ้นนี้ ผู้ที่เคยป่วยเป็นมะเร็งเต้านมซึ่งเข้าร่วมการทดลอง ได้ออกกำลังกายเพียงแค่ครั้งเดียว ไม่ว่าจะเป็นการฝึกแรงต้านหรือออกกำลังกายแบบ HIIT จากนั้นทีมวิจัยได้ทำการวัดระดับโปรตีนกลุ่มไมโอไคน์ (myokines) ซึ่งเป็นสารต้านมะเร็งที่ร่างกายหลั่งออกมาจากกล้ามเนื้อ ในช่วงเวลาต่างๆ ได้แก่ ก่อนเริ่มออกกำลังกาย ทันทีที่ออกกำลังกายเสร็จ และหลังจากนั้น ๓๐ นาที ผลลัพธ์ที่ได้คือ ระดับไมโอไคน์เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากการออกกำลังกายทั้งสองประเภท และเมื่อนำไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ก็พบว่าสารไมโอไคน์เหล่านี้สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ถึง ๒๐ – ๓๐ เปอร์เซ็นต์ “งานวิจัยล่าสุดนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การออกกำลังกายสามารถนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการรักษา ทั้งในช่วงระหว่างการรักษาหรือหลังจากการรักษามะเร็ง” ทีมวิจัยให้ความเห็น SciTechDaily
แม้ร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันลดลง ก็ยังตอบสนองดี
สิ่งที่น่าสนใจและเป็นจุดเด่นสำคัญของงานวิจัยนี้คือ ผู้ที่เคยผ่านกระบวนการรักษามะเร็งมาแล้ว ซึ่งร่างกายมักมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ ก็ยังสามารถกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารต้านเซลล์มะเร็งออกมาได้อย่างมีนัยสำคัญหลังการออกกำลังกาย “การออกกำลังกายทั้งสองรูปแบบนี้ สามารถกระตุ้นการสร้างไมโอไคน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพในผู้ที่เคยป่วยเป็นมะเร็งเต้านม ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีและเป็นแรงผลักดันให้พิจารณานำการออกกำลังกายมาปรับใช้เป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานในการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง” คณะนักวิจัยระบุ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบในระยะยาวต่อการกลับมาของโรค หรืออัตราการรอดชีวิตในระยะยาวนั้น ยังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป
ออกกำลังกายต่อเนื่อง: ลดไขมัน เพิ่มกล้ามเนื้อ ลดการอักเสบในร่างกาย
ประเด็นที่ทีมวิจัยได้ศึกษาเพิ่มเติมอีกเรื่องหนึ่งคือ ผลของการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องต่อสัดส่วนของร่างกายและภาวะการอักเสบ ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการกลับมาของมะเร็ง การมีไขมันสะสมในปริมาณมากควบคู่กับการออกกำลังกายน้อย เป็นปัจจัยที่เอื้อให้ร่างกายเกิด “ภาวะอักเสบเรื้อรัง” ซึ่งส่งเสริมการเติบโตและแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่สามารถสร้างกล้ามเนื้อและลดไขมันได้จากการออกกำลังกาย มีสัญญาณของการอักเสบลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งส่งผลดีต่อโอกาสการรอดชีวิตและลดโอกาสที่มะเร็งจะกลับมาอีกครั้ง
สิ่งสำคัญที่งานวิจัยนี้เน้นย้ำคือ การลดน้ำหนักโดยไม่มีการออกกำลังกายร่วมด้วยนั้น ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งอย่างที่หลายคนเข้าใจ “การควบคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนักเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ เนื่องจากจำเป็นต้องมีการสร้างหรือรักษามวลกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสารสำคัญที่ช่วยต่อต้านมะเร็งด้วย” ทีมวิจัยชี้แจง ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนไทย เพราะกระแสการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วที่มักปรากฏตามสื่อต่างๆ ในประเทศไทย อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในการต้านมะเร็งได้เท่ากับการออกกำลังกายที่เน้นการสร้างกล้ามเนื้อควบคู่กันไป Bangkok Post
โรงพยาบาลไทยเริ่มผนวก “การออกกำลังกาย” เป็นส่วนหนึ่งของการรักษามะเร็ง
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งและนักกายภาพบำบัดจากโรงพยาบาลชั้นนำและศูนย์วิจัยมะเร็งทั่วประเทศ ได้เริ่มนำแนวทางการออกกำลังกายที่ออกแบบมาอย่างเป็นระบบ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผู้ป่วย ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การออกกำลังกายจากสถาบันการแพทย์ชั้นนำในกรุงเทพมหานคร ให้ความเห็นว่า “จากข้อมูลทางคลินิกที่เราได้เก็บรวบรวมมายืนยันว่า การออกกำลังกายที่ได้รับการดูแลและออกแบบให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ควรถูกผนวกให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการฟื้นฟู ซึ่งจะส่งผลดีทั้งต่อสภาพร่างกายและคุณภาพชีวิตในระยะยาวของพวกเขา”
แต่เดิมนั้น สังคมไทยมักจะให้ความสำคัญกับคำแนะนำด้านโภชนาการ ไม่ว่าจะเป็นจากองค์ความรู้แพทย์แผนไทยดั้งเดิมหรือแนวคิดด้านสุขภาพสมัยใหม่ เพื่อการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็ง ในขณะที่งานวิจัยระดับสากลชุดนี้ รวมถึงประสบการณ์ทางคลินิกในประเทศไทย กำลังสะท้อนให้เห็นว่ากิจกรรมทางกายภายใต้การดูแลของบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่ด้อยไปกว่ากันเลย อย่างไรก็ตาม ยังคงมีอุปสรรคในการนำไปปฏิบัติ เช่น ในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ยังขาดแคลนนักกายภาพบำบัดหรือสถานออกกำลังกายเฉพาะทางสำหรับผู้ป่วย รวมถึงทัศนคติเกี่ยวกับภาพลักษณ์และการออกกำลังกายที่แตกต่างกันในสังคมไทย อาจกลายเป็นข้อจำกัดที่ทำให้คนบางกลุ่มยังลังเลที่จะเริ่มต้น
แนวโน้มโลกชี้ “ออกกำลังกายคือยา” ไทยพร้อมนำข้อมูลใหม่สู่การดูแลมะเร็ง
ในระดับนานาชาติ ชุดข้อมูลนี้สอดรับกับกระแสแนวคิดระดับโลกที่ว่า “ออกกำลังกายคือยา” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์กรสำคัญ อย่างเช่น American College of Sports Medicine โดยมี แนวทางการออกกำลังกายสำหรับผู้ที่เคยป่วยเป็นมะเร็ง สำหรับยุทธศาสตร์การควบคุมมะเร็งของประเทศไทยที่เน้นการให้ความรู้และการตรวจคัดกรอง ก็จะได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลหากมีการผนวกแนวทางกิจกรรมทางกายเข้าไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อหลักการผลิตไมโอไคน์เพื่อต้านมะเร็งนี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ
ในอนาคต นักวิจัยและบุคลากรด้านสาธารณสุขของไทยมีความสนใจเป็นพิเศษที่จะศึกษาเพิ่มเติมว่า โปรแกรมการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องและอยู่ภายใต้การดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ จะส่งผลระยะยาวต่อการกลับมาของโรคมะเร็งในผู้ที่เคยป่วยเป็นมะเร็งเต้านมในบริบทของสังคมและโภชนาการแบบไทย ซึ่งแตกต่างจากประเทศตะวันตกอย่างไร นอกจากนี้ การออกแบบโครงการออกกำลังกายระดับชุมชน การเพิ่มบริการฟื้นฟูในโรงพยาบาล หรือการปรับโปรแกรม HIIT ให้เข้ากับบริบททางวัฒนธรรมของไทย อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่โดดเด่นเป็นพิเศษ ผู้เชี่ยวชาญยังได้เสนอแนะให้หน่วยงานภาครัฐเร่งพัฒนาบุคลากรทางสุขภาพให้มีความรู้ความเข้าใจในการกำหนดและดูแลโปรแกรมการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยมะเร็งโดยเฉพาะ
ข้อมูลสำคัญที่คนไทยควรรู้
ข้อสรุปสำคัญจากชุดงานวิจัยนี้สำหรับคนไทยคือ การออกกำลังกายระดับปานกลางเพียงแค่ครั้งเดียว ก็สามารถกระตุ้นให้ร่างกายผลิตสารต้านมะเร็งได้ในทันที ไม่ว่าจะเป็นการยกเวท การใช้น้ำหนักตัวสร้างแรงต้าน หรือการออกกำลังกายแบบ HIIT เช่น การปั่นจักรยานสลับกับการฝึกเวทเทรนนิ่งแบบ Circuit Training ล้วนก่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบชีวเคมีในร่างกาย สำหรับผู้ที่สนใจออกกำลังกายเพื่อป้องกันมะเร็งหรือเพื่อฟื้นฟูร่างกายจากโรค ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การออกกำลังกาย หรือด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพ ก่อนเริ่มต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเคยผ่านการรักษาที่เข้มข้นมาก่อน ทั้งนี้ ศูนย์ออกกำลังกายในชุมชน หน่วยงานฟื้นฟูในโรงพยาบาล หรือการใช้แอปพลิเคชันออกกำลังกายออนไลน์ ก็สามารถเป็นทางเลือกที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างในการเข้าถึงบริการสำหรับจังหวัดที่ยังขาดแคลนบุคลากรได้เช่นกัน สถาบันมะเร็งแห่งชาติ
สรุป
ในสถานการณ์ที่คนไทยยังคงต้องเผชิญกับอัตราการป่วยเป็นมะเร็งเต้านมที่เพิ่มสูงขึ้น การออกกำลังกายจึงกลายเป็นทางเลือกเสริมที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างชัดเจน ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการรักษาสุขภาพให้แข็งแรงหรือการลดน้ำหนักเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ร่างกายใช้ในการต่อสู้กับโรคร้าย คำแนะนำเชิงปฏิบัติจึงเน้นย้ำว่า การทำให้การออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยส่งเสริมการฟื้นตัว และอาจช่วยลดความเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งในอนาคตได้ สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยลอง อาจถึงเวลาแล้วที่จะเริ่มต้นด้วยการขยับร่างกายเพียงแค่หนึ่งครั้ง—เพราะแค่เพียงครั้งเดียว ร่างกายก็พร้อมที่จะเริ่มต่อสู้กับโรคร้ายให้เห็นผลได้แล้ว
แหล่งข้อมูล:
ดีจัง