เกาะเจอร์บา หนึ่งในหมุดหมายยอดนิยมของตูนิเซียที่รุ่มรวยด้วยประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม และความหลากหลายทางศาสนา กำลังเผชิญมรสุมใหญ่ เมื่อมรดกวัฒนธรรมอันล้ำค่าต้องถูกคุกคามทั้งจากการท่องเที่ยวจำนวนมหาศาล การละเลยจากภาครัฐ และภัยคุกคามจากสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลกระทบร้ายแรงต่อโบราณสถานสำคัญ แต่ยังลามไปถึงวิถีชีวิตดั้งเดิมของผู้คนในพื้นที่ – นี่คือบทเรียนสำคัญที่ส่งเสียงเตือนดังไปถึงวงการอนุรักษ์มรดกโลกและชุมชนที่พึ่งพิงการท่องเที่ยว ทั้งในภูมิภาคแอฟริกาเหนือและอีกหลายพื้นที่ทั่วโลก
ภูมิสัญลักษณ์แห่งการผสมผสาน
เกาะเจอร์บาตั้งอยู่นอกชายฝั่งตูนิเซียทางตะวันออกเฉียงใต้ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ขึ้นชื่อมายาวนานในฐานะ “ศูนย์รวม” หรือ “จุดบรรจบ” ของหลากหลายอารยธรรม ทั้งฟินีเชีย โรมัน ไบแซนไทน์ และอาหรับ ที่ยังคงสะท้อนความหลากหลายทางสังคมในปัจจุบัน สถานที่สำคัญบนเกาะ อาทิ มัสยิดใต้ดินเซดูอิเคช โบสถ์เซนต์โจเซฟ และโบสถ์ยิวเอลเกรีบา ล้วนตอกย้ำประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ทางศาสนาที่หยั่งรากลึก นอกจากนี้ ในอดีตยังมีบ้านแบบดั้งเดิมที่เรียกว่าฮูมา เมนเซล และเฮาช์ ซึ่งได้รับการพัฒนาให้สอดรับกับภูมิอากาศและวิถีชีวิตบนเกาะแห่งนี้มานานนับร้อยปี
ท่องเที่ยวเปลี่ยนโฉมเมือง สภาพแวดล้อมถูกกดดัน
ตั้งแต่ช่วง “ยุคเฟื่องฟู” ของการท่องเที่ยวในทวีปเมดิเตอร์เรเนียนเมื่อทศวรรษ 2533 เกาะเจอร์บามีการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์และโครงสร้างทางสังคมอย่างรวดเร็ว ช่วงก่อนการปฏิวัติตูนิเซียในปี 2554 นักท่องเที่ยวพุ่งสูงถึง 1-1.5 ล้านคนต่อปี ส่งผลให้ที่นี่ขึ้นแท่นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับต้นของประเทศ มีโรงแรมผุดขึ้นมากกว่าพื้นที่อื่นใดในตูนิเซีย จำนวนนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามามหาศาลนี้ได้สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง หรือภาระการจัดการขยะที่เกินกำลัง – ข้อมูลในปี 2563 ชี้ว่าโรงแรมเพียงอย่างเดียวก่อขยะมากถึง 40% ของปริมาณขยะรวมทั้งหมดบนเกาะ
ขณะเดียวกัน การพัฒนาเพื่อรองรับการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ยังเปลี่ยนโฉมโครงสร้างเมืองอย่างเห็นได้ชัด บ้านเรือนเก่าแก่ทรงคุณค่าในพื้นที่ถูกรื้อถอนเพื่อสร้างโรงแรมและสิ่งก่อสร้างใหม่ๆ หลังการปฏิวัติ หน่วยงานภาครัฐกลับลดบทบาทและการกำกับดูแล ส่งผลให้การก่อสร้างผิดกฎหมายบนพื้นที่โบราณสถานเป็นเรื่องดาษดื่น การทำลายหรือบุกรุกโบราณสถานโดยไม่ได้รับอนุญาตจึงกลายเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป รวมถึงการขยายเส้นทางคมนาคม การสร้างสะพานข้ามฟาก สนามบิน และการพัฒนาการสื่อสารดิจิทัล สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ภาคเกษตรกรรม การประมง และหัตถกรรมดั้งเดิมต้องเสื่อมถอยลงอย่างน่าใจหาย หลงเหลือเพียงการจัดแสดงเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว แทนที่จะเป็นวิถีชีวิตและอาชีพหลักของผู้คน
การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ คุกคามถึงรากฐาน
แม้การพัฒนาที่ไร้ทิศทางได้สร้างปัญหาใหญ่หลวง แต่ภัยคุกคามที่ร้ายกาจที่สุดกลับเป็นภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ข้อมูลสภาพอากาศและแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ระบุว่า ปริมาณน้ำฝนต่อปีของเจอร์บาอาจลดลงถึง 20% ในศตวรรษนี้ ผลักให้เกาะแห่งนี้เข้าสู่ภาวะแล้งหนักและขาดแคลนน้ำยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและพายุที่รุนแรงได้กัดเซาะชายฝั่งและเข้าท่วมพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรม รายงานในปี 2565 ชี้ว่าชายหาดถึง 14% ของเกาะเสี่ยงต่อการกัดเซาะและจมหายไปใต้น้ำ ซึ่งปรากฏให้เห็นแล้วในหลายจุด เช่น ซากโบราณสถานซิดีการุสและศาลาซิดีบากูร์ที่ปัจจุบันถูกน้ำท่วมมิด เหลือเพียงอนุสรณ์ระลึกถึงอดีต
แม้แต่โบราณสถานยุคโรมัน เช่น เมนินซ์ เอดซีรา และกิซิน ก็ได้รับผลกระทบ บางส่วนหรือทั้งหมดถูกน้ำท่วมจมหายไปแล้ว หน่วยงานด้านมรดกของตูนิเซียได้ออกคำเตือนว่า มรดกหลายส่วนอาจสูญหายไปอย่างถาวร หากไม่มีมาตรการเร่งด่วนเข้ามารับมือ ผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์ยังได้ย้ำเตือนว่า “ส่วนสำคัญของมรดกวัฒนธรรมบนเกาะอาจถูกคลื่นทะเลและการกัดเซาะชายฝั่งพัดพาให้เลือนหายไปแล้ว” และแนวโน้มนี้จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น หากไม่มีมาตรการปรับตัวอย่างจริงจัง (The Conversation)
ความตื่นตัวระดับโลกและความท้าทายที่ยังไม่จบ
ปัญหาเหล่านี้เริ่มได้รับความสนใจบนเวทีระดับโลก เมื่อเดือนกันยายน 2566 องค์การยูเนสโกได้ประกาศขึ้นทะเบียนเกาะเจอร์บาเป็นมรดกโลก หลังจากการผลักดันและความพยายามอันยาวนานจากองค์กรท้องถิ่นและกระทรวงวัฒนธรรมของตูนิเซีย ซึ่งส่งเสริมการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรใหม่ๆ พร้อมกับการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามดูแลการก่อสร้างและรวบรวมข้อมูลในพื้นที่คุ้มครอง
นอกเหนือจากบทบาทของภาครัฐ องค์กรชุมชนท้องถิ่นอย่างสมาคมอนุรักษ์เกาะเจอร์บาก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน ผ่านโครงการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ร่วมกัน และฟื้นฟูการใช้ถังเก็บน้ำฝนโบราณเพื่อรับมือกับภัยแล้ง ทว่า ความพยายามเหล่านี้ยังคงไม่เพียงพอต่อการรับมือกับภัยคุกคามที่ทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากงบประมาณที่จำกัด กรอบกฎหมายที่บังคับใช้ยังไม่เข้มแข็ง และระบบราชการที่ล่าช้า ส่งผลให้การซ่อมบำรุงและดูแลอย่างเร่งด่วนต้องเผชิญกับความล่าช้า ไม่ทันต่อสถานการณ์
ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ต่างเห็นตรงกันว่า รากเหง้าของปัญหามาจากกลไกที่ยังไม่มีประสิทธิภาพและขาดความเข้มงวดในการบริหารจัดการมรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ซึ่งสามารถสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์จากการท่องเที่ยว การอนุรักษ์ และคุณภาพชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นได้จริง ดังนั้น ตามข้อเสนอแนะในรายงานการศึกษา ทางออกระยะยาวคือการจัดสรรงบประมาณอย่างต่อเนื่อง และควบคุมกิจกรรมการท่องเที่ยวและการก่อสร้างให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น
บทเรียนสำหรับไทย – เมื่อวัฒนธรรมถูกท้าทายด้วยการท่องเที่ยวกับภัยธรรมชาติ
สิ่งที่เกิดขึ้นกับเกาะเจอร์บาเป็นบทเรียนอันล้ำค่าสำหรับประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกำลังก้าวไปบนเส้นทางที่คล้ายคลึงกัน แม้การท่องเที่ยวจะสร้างงานและขับเคลื่อนการพัฒนาเมือง แต่ขณะเดียวกันก็เสี่ยงต่อการทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่นและพื้นที่ชายฝั่งที่เปราะบาง เมืองประวัติศาสตร์และเมืองเก่าในไทยหลายแห่ง อาทิ เชียงใหม่ เมืองเก่าภูเก็ต และพระนครศรีอยุธยา ก็กำลังเผชิญสถานการณ์ที่ต้องเร่งหาจุดสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์เช่นกัน (Bangkok Post)
ผู้บริหารและนักอนุรักษ์ในประเทศไทยได้ออกคำเตือนว่า เช่นเดียวกับเจอร์บา การละเลยของภาครัฐและการพึ่งพาการท่องเที่ยวมากจนเกินไป จะส่งผลกระทบต่อพื้นที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วมรุนแรง หรือน้ำทะเลหนุนสูงและกัดเซาะชายฝั่งที่ปรากฏชัดในหลายพื้นที่ เช่น กรุงเทพฯ และสงขลา พื้นที่ประวัติศาสตร์ของไทยเองก็เริ่มได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนเช่นกัน หากปราศจากกรอบกฎหมายหรือมาตรการอนุรักษ์ที่เข้มงวด วัฒนธรรมท้องถิ่นอาจสูญหายไปโดยไม่อาจหวนคืนได้ ส่งผลกระทบต่อทั้งการศึกษา ความภาคภูมิใจในท้องถิ่น และรายได้จากการท่องเที่ยวในระยะยาว (UNESCO Southeast Asia)
มุมมองเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจากกรณีนี้จึงตอกย้ำความสำคัญของบทบาทนำของภาคชุมชนและความร่วมมือระหว่างประเทศ เทศกาลศาสนาโบราณและงานหัตถกรรมท้องถิ่นในตูนิเซียซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตดั้งเดิม กำลังแปรสภาพเป็นเพียงสินค้าทางวัฒนธรรมสำหรับนักท่องเที่ยว ในประเทศไทยก็พบปรากฏการณ์ที่คล้ายกัน เมื่อประเพณี สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น และงานหัตถกรรมกำลังเสี่ยงต่อการถูกกลืนหาย หรือกลายเป็นเพียงการจัดแสดงเพื่อการท่องเที่ยว หากไม่ได้รับการคุ้มครองควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ทั้งสองกรณีจึงเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการมีส่วนร่วมในระดับรากหญ้า การกำกับดูแลที่เข้มแข็งจากภาครัฐ และการจัดหาทรัพยากรจากหลากหลายแหล่ง
ก้าวต่อไป: ยุทธศาสตร์สร้างภูมิคุ้มกันความเปราะบางของมรดก
อนาคตของเจอร์บาและพื้นที่เสี่ยงอื่นๆ ทั้งในไทยและภูมิภาค ขึ้นอยู่กับยุทธศาสตร์หลายด้านที่ต้องดำเนินไปพร้อมกันและเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การสร้างกำแพงกันคลื่นและพัฒนาระบบจัดการน้ำ การปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อจำกัดการก่อสร้างใหม่ที่ไม่เหมาะสม และการผนึกกำลังกับองค์การยูเนสโกและเครือข่ายมรดกโลก การพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวเชิงยั่งยืน โดยมุ่งเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม พักค้างแรมยาวนาน และใช้จ่ายสูง จะช่วยสร้างสมดุลระหว่างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์ได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ การบันทึกมรดกด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และการนำโครงสร้างดั้งเดิมกลับมาใช้อย่างสร้างสรรค์ ก็เป็นอีกแนวทางที่ช่วยรักษาทั้งมรดกทางวัตถุและจิตวิญญาณให้คงอยู่คู่คนรุ่นใหม่
สำหรับผู้อ่านชาวไทยและผู้ที่สนใจในการอนุรักษ์มรดกท้องถิ่นและของชาติ กรณีของเจอร์บาได้เปิดแนวทางปฏิบัติที่หลากหลาย เช่น สนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคมในท้องถิ่นผ่านการบริจาคหรือเป็นอาสาสมัคร มีส่วนร่วมในเวทีปรึกษาหารือเกี่ยวกับโครงการพัฒนาในเขตโบราณสถาน และเรียกร้องให้หน่วยงานท้องถิ่นบังคับใช้กฎระเบียบการอนุรักษ์อย่างโปร่งใสและจริงจัง บุคคลทั่วไปยังสามารถมีส่วนร่วมได้ด้วยการอุดหนุนธุรกิจท้องถิ่น แสวงหาความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์พื้นที่ และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงยั่งยืน เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่จำเป็นต้องแลกมากับการสูญเสียวัฒนธรรมและความทรงจำอันทรงคุณค่าไปอย่างถาวร
วิกฤตที่เกิดขึ้นกับเจอร์บาเป็นสัญญาณเตือนอันทรงพลัง หากไร้ซึ่งการสืบสานและดูแลอย่างต่อเนื่อง มรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าก็อาจถูกกลืนหายไปกับคลื่นทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หรือกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่ขาดการควบคุม นี่คือบทเรียนสำคัญที่ควรตระหนักรู้ร่วมกัน ทั้งในภูมิภาคแอฟริกาเหนือและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แหล่งอ้างอิง: