ย้อนกลับไปในอดีต การได้รับใบขับขี่เปรียบเสมือนได้ใบเบิกทางสู่อิสระและบ่งบอกความเป็นผู้ใหญ่สำหรับวัยรุ่นหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมตะวันตก แต่สำหรับคนรุ่น Gen Z ในยุคปัจจุบัน ความหมายและความสำคัญนี้ดูจะเลือนหายไปอย่างชัดเจน ผลสำรวจและบทสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญหลายรายต่างชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งสะท้อนมิติทางวัฒนธรรม จิตใจ และแนวโน้มการเดินทางของสังคมยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

หมดยุค “ขับรถสู่ชีวิตอิสระ”

หากย้อนหลังไปเมื่อหลายสิบปีก่อน การได้ใบขับขี่ตั้งแต่อายุ 16 ปี คือสิ่งที่เด็กอเมริกันใฝ่ฝัน เพราะเป็นเหมือนประตูสู่วัยอิสระและชีวิตที่ไร้ขีดจำกัด ยิ่งในปี 2526 เด็กอเมริกันวัย 16 ปี เกือบครึ่งหนึ่งมีใบขับขี่อยู่แล้ว (US DOT) แต่ข้อมูลล่าสุดในปี 2565 กลับเผยตัวเลขลดฮวบเหลือเพียง 25 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น (Yahoo News) เทรนด์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ฝั่งตะวันตก แต่กำลังเริ่มปรากฏให้เห็นในสังคมเอเชีย รวมถึงประเทศไทยด้วย

วัยรุ่นยุคใหม่ลังเลที่จะขับรถมากขึ้น

จากการพูดคุยกับวัยรุ่น Gen Z หลายคนให้เหตุผลไปในทิศทางเดียวกัน เช่น กังวลเรื่องความปลอดภัย ขาดความมั่นใจในการขับขี่ หรือกลัวการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งสอดคล้องกับสถิติความเครียดและความวิตกกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นในคนรุ่นนี้เมื่อเทียบกับคนรุ่นก่อน (APA report) สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่พุ่งสูง ไม่ว่าจะเป็นค่าเรียนขับรถ ค่าธรรมเนียมการตรวจสอบเอกสาร ค่าประกันภัย ค่าน้ำมัน หรือค่าซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจโลกยังคงผันผวน

จากโลกจริงสู่โลกดิจิทัล : วัยรุ่นเปลี่ยนพื้นที่ทางสังคม

ต่างจากพ่อแม่ที่ใช้ชีวิตสังคมนอกบ้านตามห้างสรรพสินค้า สวนสาธารณะ หรือบ้านเพื่อน ปัจจุบันวัยรุ่นและเยาวชนจำนวนมากเลือกใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักในการเข้าสังคม มากกว่าการเดินทางไปพบปะกันจริงๆ เยาวชนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยให้สัมภาษณ์ว่า “เราใช้ชีวิตออนไลน์เกือบตลอด กิจกรรมสนุกๆ หรือการติดต่อสื่อสารส่วนใหญ่ก็ทำผ่านหน้าจอได้อยู่แล้ว” ปัจจัยนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่สังคมต้องปิดเมืองและหยุดกิจกรรมนอกบ้าน (UNESCO report)

โควิด-19 กับนิยามสังคมที่เปลี่ยนไป

ผลกระทบจากโควิด-19 ทิ้งร่องรอยไว้มากกว่าที่หลายคนคาดคิด โดยเฉพาะกับกลุ่ม Gen Z วัยรุ่นทั่วโลกเติบโตมากับการรักษาระยะห่างทางสังคม การเรียนออนไลน์ และชีวิตที่ผูกติดอยู่กับบ้าน ทำให้การติดต่อสื่อสารผ่านช่องทางดิจิทัลกลายเป็นความคุ้นชินและเรื่องปกติ แม้หลายประเทศจะผ่อนคลายมาตรการแล้ว แต่หลายคนก็ยังคงนิยมใช้ช่องทางออนไลน์ในการติดต่อเพื่อนฝูงและใช้ชีวิตประจำวัน (Children and Youth Services Review)

ความปลอดภัยส่วนบุคคล ยิ่งทำให้วัยรุ่นกลัวขับรถ

นอกจากเรื่องเศรษฐกิจและดิจิทัล ประเด็นด้านความปลอดภัยก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้วัยรุ่นหลายประเทศลังเลที่จะขับรถเอง โดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตบนท้องถนนติดอันดับต้นๆ ของโลก (รายงาน WHO ประเทศไทย) ทำให้พ่อแม่และเยาวชนจำนวนไม่น้อยเกิดความกังวลและยังไม่เร่งรัดเรื่องการขับขี่ โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่มีสถิติอุบัติเหตุสูงมาก

ค่าครองชีพถูกใจวัยรุ่น “นั่งรถมากกว่าขับเอง”

ค่าใช้จ่ายในการอบรมและสอบใบขับขี่ก็เป็นอุปสรรคใหญ่ที่มองข้ามไม่ได้ ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา การอบรมขับรถและสอบใบขับขี่อาจต้องใช้จ่ายสูงถึงกว่า 600 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนประเทศไทยเองก็มีค่าเรียน ค่าสอบ และค่าธรรมเนียมต่างๆ หลายพันบาท ทำให้เยาวชน โดยเฉพาะจากครอบครัวที่มีฐานะปานกลางหรือรายได้น้อย เลือกที่จะหลีกเลี่ยงการขับรถเอง หลายคนจึงเลือกที่จะเป็น “ผู้โดยสารประจำ” โดยใช้บริการรถยนต์จากผู้ปกครอง ระบบขนส่งสาธารณะ หรือแอปพลิเคชันเรียกรถอย่าง Grab และ LINE TAXI ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในกรุงเทพฯ (กรมการขนส่งทางบก)

ผู้ปกครองบ่นหนัก : ลูกไม่ขับเองต้องรับหน้าที่ขับส่งต่อไป

การที่บุตรหลานเลือกไม่ขับรถเอง ทำให้ผู้ปกครองทั้งในประเทศไทยและในซีกโลกตะวันตก ต้องรับบทเป็น “คนขับรถประจำบ้าน” ไปโดยปริยาย ผู้ปกครองบางรายออกมาแสดงความรู้สึกว่า ในวัยที่ควรจะหมดภาระการเลี้ยงดูลูกวัยรุ่น กลับยังต้องจัดตารางรับส่งลูกในแต่ละวัน เนื่องจากเยาวชนไม่มีทางเลือกอื่นในการเดินทาง

สะท้อนค่านิยมใหม่ของเยาวชนกับอนาคตการเดินทาง

นักวิจัยและผู้สอนในหลายประเทศมองว่า ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงค่านิยมของเยาวชนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ เยาวชนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงโลกออนไลน์ ความบันเทิง การจับจ่ายใช้สอย และบริการสั่งอาหารเดลิเวอรี่ได้โดยไม่จำเป็นต้องเดินทาง เมื่อรวมกับระบบขนส่งสาธารณะที่พัฒนาดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า BTS, MRT, หรือ Airport Rail Link ยิ่งเป็นปัจจัยหนุนให้การมีรถยนต์ส่วนตัวดูไม่จำเป็นอีกต่อไป (BMTA, Bangkok Post - Grab)

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าปรากฏการณ์วัยรุ่นขับรถน้อยลงอาจนำไปสู่ผลดีต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งการลดมลพิษและการบรรเทาปัญหาจราจรติดขัด ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศไทย (Climate Action Tracker: Thailand) เมื่อนโยบายภาครัฐและแผนผังเมืองเน้นพัฒนาขนส่งสาธารณะและรณรงค์ถนนปลอดภัยมากขึ้น จึงมีโอกาสที่สังคมจะได้เห็นเยาวชนไทยปลอดภัยยิ่งขึ้น และระบบขนส่งที่ง่ายสะดวกสบายในอนาคต (WHO Road Safety Report)

ความท้าทายใหม่ในสังคมไทย : ระหว่าง “อิสระ” กับ “ทักษะชีวิต”

แม้จะมีข้อดีหลายด้าน อย่างไรก็ตาม บางกลุ่มก็กังวลว่า การที่เยาวชนไม่พยายามขับรถเอง อาจทำให้พลาดโอกาสในการพัฒนาทักษะชีวิตที่สำคัญ เช่น ความรับผิดชอบ ความเข้มแข็ง หรือประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพราะในอดีต การขับรถเคยเป็นเหมือนใบเบิกทางที่ช่วยบ่มเพาะความเป็นผู้ใหญ่ แต่ปัจจุบัน สมาร์ทโฟนได้เข้ามาตอบโจทย์ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความบันเทิง การพบปะเพื่อนฝูง การช้อปปิ้ง หรือแม้แต่การหาคู่ โดยไม่จำเป็นต้องออกนอกบ้าน ทำให้บทบาทของ “ใบขับขี่” เริ่มลดความสำคัญลง

สำหรับประเทศไทย เทรนด์เหล่านี้ส่งผลได้ทั้งด้านบวกและลบต่ออนาคตของสังคมไทย อัตราอุบัติเหตุที่สูงในประเทศไทย หมายความว่าการที่เยาวชนขับรถน้อยลงอาจช่วยลดการสูญเสียและส่งเสริมสุขภาวะที่ดีขึ้นได้ (รายงานสำนักงานตำรวจแห่งชาต) แต่ในต่างจังหวัด ซึ่งระบบขนส่งมวลชนยังไม่ครอบคลุม เยาวชนที่ขับรถไม่ได้อาจต้องพึ่งพาผู้อื่น และอาจรู้สึกโดดเดี่ยวหรือขาดอิสระมากกว่าเยาวชนในกรุงเทพฯ

บทเรียนใหม่ : ทักษะชีวิตและดิจิทัลสำคัญกว่าเดิม

นักวิชาการและผู้สอนหลายคนเสนอว่า แทนที่จะยึดติดกับค่านิยมแบบเดิม ควรปรับเปลี่ยนเป้าหมายการเลี้ยงดูเยาวชน ให้เน้น “ทักษะชีวิตและทักษะในโลกดิจิทัล” ที่สอดคล้องกับยุคสมัยปัจจุบัน พร้อมแนะนำให้หน่วยงานภาครัฐและสถานศึกษาพิจารณาเพิ่มวิชาทักษะชีวิต ทักษะการใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย และส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะอย่างรู้เท่าทัน โดยเฉพาะในจังหวัดที่การเดินทางยังคงเป็นเรื่องยากและมีต้นทุนสูง อาจมีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการอบรมขับขี่สำหรับครอบครัวที่มีรายได้น้อย

เมื่อมองไปข้างหน้า “วัฒนธรรมการขับรถ” ที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของวัยรุ่นในศตวรรษที่ 20 จะค่อยๆ เลือนหายไปจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ทั่วโลก ในเมืองที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่างกรุงเทพฯ จะมีโซลูชันใหม่ๆ ในการเดินทาง การทำงานแบบฟรีแลนซ์ และโลกเสมือนจริงที่เข้ามาตอบโจทย์และแรงบันดาลใจของเยาวชนได้มากกว่าการขับรถส่วนตัว แต่ในต่างจังหวัดความจำเป็นในการขับรถยังคงอยู่—แม้เสน่ห์และสถานะจะไม่เทียบเท่าอดีต

ข้อคิดถึงครอบครัวไทย : เตรียมเยาวชนสู่โลกใหม่

ครอบครัวไทยควรปรับมุมมอง เลิกยึดติดกับค่านิยมเดิมๆ และมองหาทางออกใหม่ๆ ทั้งการใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลและการดำรงชีวิตอย่างมีอิสระในโลกความเป็นจริง ส่งเสริมให้เยาวชนวางแผนการเดินทางอย่างปลอดภัย สนับสนุนการเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีและระบบขนส่งสาธารณะ พร้อมร่วมกันผลักดันบทบาทของครอบครัวและสถานศึกษาในการเตรียมทักษะชีวิตที่เหมาะสมกับบริบทปัจจุบัน

สิ่งสำคัญคือการเปิดพื้นที่พูดคุยกับบุตรหลานเกี่ยวกับทางเลือกในการเดินทาง การดูแลสุขภาพจิต การส่งเสริมความรับผิดชอบทางการเงิน การใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ และการเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

แหล่งข้อมูล