ผู้ที่ใช้กัญชามีแนวโน้มเสี่ยงมะเร็งในช่องปากพุ่งสูงลิ่ว งานวิจัยล่าสุดเผยความเสี่ยงดังกล่าวแทบไม่ต่างจากผู้ที่สูบบุหรี่จัด สถานการณ์นี้กำลังเป็นที่จับตาและสร้างความกังวลอย่างยิ่งต่อวงการสาธารณสุขทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของกฎหมายและรูปแบบการใช้กัญชา
ผลวิจัยชี้กัญชาเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งช่องปาก
งานวิจัยล่าสุดจาก Earth.com สรุปผลพบหลักฐานชัดเจนว่าผู้ที่ใช้กัญชาเป็นประจำมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งในช่องปากสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มะเร็งในช่องปากที่หมายรวมถึงมะเร็งที่ปาก ริมฝีปาก ลิ้น และลำคอ ถือเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญในไทยและประเทศกลุ่มอาเซียน ซึ่งเดิมทีปัจจัยเสี่ยงหลักคือบุหรี่ สุรา และการเคี้ยวหมาก แต่ปัจจุบันกัญชาได้กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องเพิ่มเข้ามาในรายการ
กัญชาเสรีไทย: ประเด็นท้าทายใหม่หลังการลดโทษ
ข้อมูลนี้ยิ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ของประเทศไทย หลังการปลดล็อกกัญชาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ซึ่งทำให้ไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ยกเลิกการดำเนินคดีทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับกัญชา ผลที่ตามมาคือมีร้านจำหน่ายกัญชาผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ประกอบกับกระแสการใช้ในกลุ่มวัยรุ่นและนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้บางฝ่ายจะมองเห็นโอกาสทั้งทางการแพทย์และเศรษฐกิจ แต่บุคลากรทางการแพทย์กลับออกมาเตือนย้ำแล้วย้ำอีกว่า ยังขาดข้อมูลยืนยันผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว ซึ่งงานวิจัยชุดนี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้สังคมไทยจำเป็นต้องหันกลับมาทบทวนความเสี่ยงที่หลายคนอาจละเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของมะเร็งในช่องปาก
กัญชาเมื่อจุดสูบ: สารพิษไม่ต่างจากบุหรี่
หัวใจสำคัญของการค้นพบในงานวิจัยนี้คือ ควันกัญชามีสารก่อมะเร็งในลักษณะเดียวกับควันบุหรี่ ไม่ว่าจะเป็นสารโพลีไซคลิกอะโรเมติกไฮโดรคาร์บอน, สารทาร์, และไนโตรซามีน ยิ่งไปกว่านั้น พฤติกรรมการสูบกัญชาที่มักจะสูดควันลึกและกลั้นไว้นาน ยิ่งส่งผลให้เนื้อเยื่อในช่องปากสัมผัสสารพิษความเข้มข้นสูงเป็นระยะเวลานานขึ้นไปอีก (ศึกษาเพิ่มเติมที่ NIH PubMed) งานวิจัยนี้รวบรวมข้อมูลจากผู้เข้าร่วมหลายพันคนในหลายประเทศ โดยมีการควบคุมปัจจัยรบกวนต่าง ๆ อย่างรัดกุม เช่น อายุ เพศ และพฤติกรรมการสูบบุหรี่ พบว่าความสัมพันธ์ระหว่างการใช้กัญชากับความเสี่ยงมะเร็งช่องปากยังคงมีนัยสำคัญสูง แม้จะแยกกลุ่มผู้สูบบุหรี่ออกจากกลุ่มตัวอย่างแล้วก็ตาม
ตัวแทนคณะนักวิจัย (อ้างอิงข้อมูลจาก Earth.com) ระบุว่า “ควันกัญชาไม่ได้ปลอดภัย และการสูบกัญชาอย่างต่อเนื่องสามารถเพิ่มโอกาสเกิดมะเร็งช่องปาก” อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจของสังคมต่อเรื่องนี้ยังล้าหลังกว่าข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ปรากฏ หลายคนยังคงเข้าใจผิดว่ากัญชาปลอดภัยกว่าบุหรี่มาก ขณะที่สมาคมทันตกรรมไทยและคณาจารย์จากคณะทันตแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่ง ได้แสดงความวิตกกังวลถึงแนวโน้มการตรวจพบรอยโรคหรือรอยขาวในช่องปากที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้ป่วยวัยรุ่น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการใช้กัญชาแพร่หลาย แหล่งข่าวทันตแพทย์ประจำโรงพยาบาลขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ขณะนี้พบผู้ป่วยที่มีรอยโรคเปลี่ยนแปลงก่อนเป็นมะเร็งในช่องปากเพิ่มขึ้นจริง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้กัญชา”
ไทยควรตื่นตัวกับความเสี่ยงใหม่
การค้นพบนี้จึงเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนสำคัญที่ส่งตรงไปยังหน่วยงานภาครัฐของไทย ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงสาธารณสุขกำลังพิจารณาทบทวนกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับกัญชา โดยยึดหลักฐานทางวิชาการเป็นสำคัญ ท่ามกลางแรงกดดันจากภาคเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว สังคมไทยยังมีปัจจัยร่วมเสี่ยงเดิมที่แพร่หลายอยู่แล้ว เช่น การเคี้ยวหมาก และอัตราการสูบบุหรี่ที่ยังคงสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การเพิ่มกัญชาเข้ามาในรายชื่อปัจจัยเสี่ยงนี้ จึงยิ่งเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ระบบสาธารณสุขที่มีความท้าทายอยู่แล้ว ข้อมูลจาก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่า มะเร็งช่องปากและคอหอยยังคงอยู่ในสิบอันดับโรคมะเร็งที่พบมากที่สุด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สื่อสารสาธารณะยังล้าหลัง-กลุ่มวัยรุ่นเริ่มมีพฤติกรรมเสี่ยง
ประเทศไทยเคยประสบความสำเร็จในการลดปัญหาสูบบุหรี่อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการบังคับใช้ฉลากคำเตือนที่เห็นผล การขึ้นภาษี และการรณรงค์ในสถานศึกษา ทว่า วิกฤตความเสี่ยงจากกัญชายังคงขาดการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบการใช้ที่เกี่ยวข้องกับการจุดไฟ (สูบ) ขณะที่ช่องทางโซเชียลมีเดียและการตลาดที่มุ่งเป้าเจาะกลุ่มวัยรุ่นกลับผลักดันให้กัญชากลายเป็น “เทรนด์ใหม่” โดยที่ความเสี่ยงถูกพูดถึงน้อยมากจนน่าเป็นห่วง ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอง ก็ยังต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับกฎระเบียบภายหลังการปลดล็อก โดยมีปัญหาการใช้กัญชาในที่สาธารณะเป็นประเด็นร้อนแรงที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน
ทางออก : รณรงค์-เฝ้าระวัง-คัดกรองกลุ่มเสี่ยง
ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขได้เสนอแนวทางให้ประเทศไทยจัดแคมเปญรณรงค์เกี่ยวกับความเสี่ยงของกัญชาในรูปแบบที่คล้ายคลึงกับการเตือนภัยบุหรี่ ควรมีการเพิ่มการตรวจสุขภาพช่องปากในกลุ่มผู้มีความเสี่ยง และแพทย์ควรซักประวัติการใช้กัญชาทุกครั้งที่ผู้ป่วยเข้ารับบริการสุขภาพ นอกจากนี้ หน่วยงานด้านการศึกษาเองก็ควรนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ เหล่านี้ไปปรับใช้ในหลักสูตรสุขศึกษาด้วยเช่นกัน
สำหรับประชาชนที่กังวลเรื่องสุขภาพของตนเองหรือคนในครอบครัว ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์แนะนำว่า ควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัดการสูบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ กัญชา หรือผลิตภัณฑ์อื่นใด เพื่อเป็นการป้องกันมะเร็งช่องปาก ควรหมั่นตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำ และหากพบแผลในปากที่ไม่ยอมหาย ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษาให้ทันท่วงที ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้มากขึ้น ในส่วนของผู้กำหนดนโยบาย ควรติดตามงานวิจัยใหม่ ๆ อย่างใกล้ชิด พิจารณากำกับดูแลและออกกฎระเบียบตามหลักวิทยาศาสตร์ รวมถึงขยายการดำเนินงานด้านสาธารณสุขอย่างต่อเนื่องและครอบคลุม
อ่านสรุปต้นฉบับได้ที่ Earth.com ดูสถิติมะเร็งและแนวทางป้องกันในไทยที่ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องบน NIH PubMed