ปัญหาเด็กนักเรียนในไอร์แลนด์เหนือที่ไม่อยากไปโรงเรียนกำลังลุกลามหนักจนเข้าขั้น ‘วิกฤตโรคระบาด’ ตัวเลขเด็กขาดเรียนและสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ซึ่งพุ่งสูงขึ้น ได้กระตุ้นให้ทุกฝ่ายต้องรีบเข้ามาจัดการและปฏิรูประบบกันใหม่ รายงานล่าสุดจากสำนักข่าวบีบีซีเปิดเผยว่า แค่ในปีการศึกษานี้ มีเด็กในไอร์แลนด์เหนือถึง 85,000 คน ที่ขาดเรียนมากกว่า 10% ของเวลาเรียนทั้งหมด ผู้เชี่ยวชาญออกมาเตือนว่าภาวะเครียดจนไม่อยากไปโรงเรียนเพราะปัญหาทางใจนั้น “น่าตกใจอย่างยิ่ง” และกำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อระบบการศึกษา ขณะเดียวกัน ประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตในหมู่นักเรียนที่หนักหนาสาหัสไม่แพ้กัน และยิ่งเลวร้ายลงจากการระบาดของโควิด-19 การที่ปัญหาเด็กเครียดเรื่องโรงเรียนลุกลามไปทั่วโลกจึงเป็นบทเรียนสำคัญที่นักการศึกษาและผู้กำหนดนโยบายในบ้านเราต้องหันมาพิจารณาอย่างจริงจังและเร่งด่วน

แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับเด็กไทย? ปัญหาความทุกข์ทางใจที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มนักเรียนทั้งในไอร์แลนด์เหนือและไทย สะท้อนให้เห็นว่าพวกเขากำลังเผชิญชะตากรรมคล้ายกัน นั่นคือการพยายามหาจุดสมดุลระหว่างความคาดหวังเรื่องการเรียนกับสุขภาพใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเจอวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ระดับโลกอย่างการระบาดของโรค ที่ไอร์แลนด์เหนือ การที่เด็กเลี่ยงไปโรงเรียนเพราะปัญหาทางอารมณ์ได้กลายเป็นสาเหตุหลักของการขาดเรียนเป็นประจำ จนทำให้คณะกรรมาธิการด้านเด็กต้องเริ่มการสอบสวนอย่างเป็นทางการ ส่วนในไทย ผลการศึกษาขนาดใหญ่ล่าสุดในกลุ่มนักเรียนมัธยมปลายกรุงเทพฯ พบว่ากว่าร้อยละ 13 มีภาวะความทุกข์ทางใจอย่างมีนัยสำคัญในช่วงการระบาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น นักเรียนหญิง นักเรียนข้ามเพศ และนักเรียนจากครอบครัวรายได้น้อย ยิ่งมีความเสี่ยงสูงที่สุด (PMC11196123)

สำนักข่าวบีบีซีได้นำเสนอเรื่องราวชีวิตจริงที่อยู่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้ เช่น เรื่องราวของคุณแม่ท่านหนึ่งซึ่งลูกสองคนของเธอไม่สามารถไปโรงเรียนได้เป็นเวลาหลายเดือนเนื่องจากมีความวิตกกังวลเฉียบพลัน ผู้เป็นแม่เล่าว่าอาการมีตั้งแต่การเก็บตัวเงียบไปจนถึงอาการตื่นตระหนกอย่างรุนแรงจนควบคุมตัวเองไม่ได้เมื่อต้องเข้าใกล้ประตูโรงเรียน ทั้งๆ ที่เด็กๆ มีสติปัญญาดีและพร้อมที่จะเรียนรู้ หากมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม หน่วยงานด้านการศึกษาในไอร์แลนด์เหนือได้พยายามแก้ไขด้วยการส่งเคสไปพบผู้เชี่ยวชาญและลดตารางเรียน แต่ผู้ปกครองรู้สึกว่ามาตรการเหล่านี้ยังไม่เพียงพอ และหลายคนจำใจต้องหาทางเลือกให้ลูกเรียนการศึกษานอกระบบหรือเอกชนแทน

ผู้เชี่ยวชาญคนสำคัญ รวมถึงที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิตในเมืองโอมาห์ที่ให้สัมภาษณ์กับบีบีซี ยืนยันว่าวิกฤตการณ์ปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องการหนีเรียนธรรมดา แต่สะท้อนถึง “ความกลัวในระดับหายนะ” ที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมในโรงเรียนที่กดดันอย่างหนัก ปัญหาการกลั่นแกล้งที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข (ทั้งทางร่างกายและออนไลน์) ความแตกต่างด้านการเรียนรู้ เช่น สมาธิสั้นหรือออทิสติก และผลกระทบที่หลงเหลือจากการล็อกดาวน์ช่วงโควิด-19 การระบาดใหญ่ที่บีบให้เด็กต้องปรับตัวเข้ากับการแยกตัวและการเรียนทางไกล ดูเหมือนจะทำให้พฤติกรรมการหลีกเลี่ยง “ฝังรากลึก” จนแก้ไขได้ยาก ที่น่าสังเกตคือ ปัจจุบันมีนักเรียน 4,000 คนที่ขาดเรียนอย่างหนักในไอร์แลนด์เหนือถูกส่งตัวไปพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต แต่ตัวเลขนี้ก็อาจยังต่ำกว่าขนาดที่แท้จริงของปัญหา ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม ปี 2025 ระบุว่ามีผู้ปกครองเกือบ 500 รายถูกดำเนินคดีเนื่องจากให้บุตรหลานขาดเรียนโดยไม่มีเหตุผลอันควร และสมาชิกสภาท่านหนึ่งเล่าว่าตนได้ให้การสนับสนุนครอบครัวหลายร้อยครัวเรือนที่กำลังดิ้นรนเพื่อเข้าถึงคำแนะนำหรือความช่วยเหลือ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การตอบสนองเชิงนโยบายด้านการศึกษาในสหราชอาณาจักรเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง โครงการริเริ่มต่างๆ ในปัจจุบันเน้น “แนวทางการดูแลสุขภาพจิตและสุขภาวะแบบองค์รวมทั้งโรงเรียน” โดยจัดหาเครื่องมือและแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับครูและนักเรียน (GOV.UK Mental Health) และมีโครงการใหม่ๆ เช่น “กลยุทธ์เพื่อความปลอดภัยและสุขภาวะ” ที่สอนให้เด็กๆ เรียนรู้ที่จะมองอารมณ์ความรู้สึกในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องปกติก่อนที่มันจะลุกลามบานปลาย (UCL intervention) การเพิ่มขึ้นของภาวะวิตกกังวลในโรงเรียนยังกระตุ้นให้เกิดการทบทวนกฎหมายการเข้าเรียน งบประมาณสนับสนุนบริการช่วยเหลือ และกลยุทธ์ในการจัดการกับการกลั่นแกล้งในโรงเรียนและความปลอดภัยทางออนไลน์ (GOV.UK attendance policy)

แล้วสถานการณ์เด็กไทยล่ะ เหมือนหรือต่างกันยังไง? ผลการศึกษาหลังการระบาดใหญ่ในกลุ่มนักเรียนมัธยมปลาย 8,345 คนในกรุงเทพฯ พบรูปแบบความทุกข์ทางจิตใจที่คล้ายคลึงกันอย่างน่าทึ่ง อาการเหล่านี้รวมถึงการแยกตัวออกจากสังคม การขาดแรงจูงใจ ความสัมพันธ์ที่ตึงเครียด และการหลีกเลี่ยงโรงเรียนที่เพิ่มมากขึ้น (PMC11196123) ทั้งหมดนี้สะท้อนสภาวะความเครียดจากแรงกดดันด้านการเรียน ความท้าทายในเมืองใหญ่เช่นปัญหาการจราจร และความไม่มั่นคงในครอบครัว ในกลุ่มนักเรียนไทย พบว่าความทุกข์ทางจิตใจสูงเป็นพิเศษในนักเรียนหญิง (ร้อยละ 13.9) นักเรียนข้ามเพศ (ร้อยละ 25.6) นักเรียนที่มีปัญหาสุขภาพ (ร้อยละ 19.3) และนักเรียนที่เรียนออนไลน์ (ร้อยละ 17.1) รายได้ครอบครัวต่ำ (น้อยกว่า 10,000 บาทต่อเดือน) และขนาดโรงเรียนใหญ่ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงเช่นกัน คณะผู้วิจัยและผู้เชี่ยวชาญในประเทศชี้ว่า การเรียนออนไลน์ซึ่งครั้งหนึ่งถูกมองว่าเป็นทางออกชั่วคราวในช่วงการระบาด กลับส่งผลให้เกิดความโดดเดี่ยวที่เพิ่มขึ้น กิจวัตรประจำวันที่เปลี่ยนไป และอุปสรรคทางเทคโนโลยี ซึ่งซ้ำเติมความวิตกกังวลของนักเรียนจำนวนมาก

เพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ ผู้บริหารด้านการศึกษาของไทยได้เริ่มนำร่องมาตรการเชิงนวัตกรรม ที่โดดเด่นที่สุดคือการพัฒนาและเริ่มใช้ “แบบสำรวจเชิงปฏิบัติการด้านสุขภาพจิตสำหรับนักเรียนมัธยม” (High School Mental Health Action Checklist) เครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือแบบมีส่วนร่วมที่อิงหลักฐานเชิงประจักษ์ ช่วยระบุกลยุทธ์การรับมือของนักเรียน และส่งเสริมการสื่อสารอย่างเปิดอกระหว่างผู้เรียนกับครูเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิต แบบสำรวจนี้ ซึ่งปัจจุบันเริ่มใช้ในโรงเรียนต่างๆ ในกรุงเทพฯ ครอบคลุมหัวข้อต่างๆ เช่น ความเครียดจากสิ่งแวดล้อม ความผูกพัน อารมณ์ความรู้สึก ความขัดแย้ง และความตระหนักรู้ทางดิจิทัล และได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีความน่าเชื่อถือในการติดตามแนวโน้มสุขภาพจิต ที่สำคัญ เครื่องมือนี้ช่วยให้โรงเรียนสามารถเข้าช่วยเหลือได้ตั้งแต่เนิ่นๆ โดยส่งต่อนักเรียนที่มีปัญหาไปรับคำปรึกษา ชวนผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วม หรือแม้แต่ส่งต่อเพื่อรับการดูแลในโรงพยาบาลเมื่อมีอาการรุนแรง เช่น ภาวะซึมเศร้าหรือมีความคิดฆ่าตัวตาย

ทั้งสหราชอาณาจักรและไทยกำลังพยายามหาวิธีนำผลการวิจัยเหล่านี้ไปปรับใช้เป็นนโยบายที่ยั่งยืน ในสหราชอาณาจักร แนวทางของรัฐบาลกำหนดให้โรงเรียนต้องผนวกเรื่องสุขภาวะทางใจเข้ากับการปฏิบัติงานประจำวัน และสนับสนุนความร่วมมือข้ามภาคส่วนกับบริการด้านสุขภาพและสังคม ผู้กำหนดนโยบายของไทยก็กำลังค่อยๆ นำหลักการคล้ายคลึงกันนี้มาปรับใช้ แผนปฏิบัติการด้านสุขภาพจิตและเครื่องมือคัดกรองที่เป็นสากลกำลังได้รับความสนใจมากขึ้น และรูปแบบของแบบสำรวจเชิงปฏิบัติการฯ ของกรุงเทพฯ อาจถูกนำไปปรับใช้ทั่วประเทศในไม่ช้า แม้ว่าหลักฐานเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวยังอยู่ในระหว่างการรวบรวม การวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ระดับชาติที่สนับสนุนโดยยูนิเซฟเมื่อไม่นานมานี้ ได้แสดงให้เห็นถึงผลตอบแทนทางการเงินและสังคมของโครงการสุขภาพจิตในโรงเรียนเชิงป้องกัน (UNICEF Thailand) ซึ่งสนับสนุนการเรียกร้องให้มีการลงทุนเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความท้าทายที่สำคัญอยู่ ในทั้งสองประเทศ ครอบครัวมักขาดการเข้าถึงความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ และการตีตราเรื่องสุขภาพจิตยังคงมีอยู่ ผู้ปกครองชาวไทยจำนวนมาก เช่นเดียวกับในไอร์แลนด์เหนือ พบว่าตนเองต้องลาออกจากงานเพื่อดูแลลูกที่ไม่ยอมไปโรงเรียนเนื่องจากความวิตกกังวล ซึ่งสร้างภาระทางการเงินและทางอารมณ์ให้กับครัวเรือน คำถามเชิงสังคมเกี่ยวกับมาตรการลงโทษสำหรับการขาดเรียนเทียบกับการแทรกแซงเชิงสนับสนุน ก็เป็นประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กันทั้งในกรุงเทพฯ และเบลฟาสต์

พลวัตทางวัฒนธรรมไทยก็มีส่วนกำหนดแนวทางการตอบสนองเช่นกัน การเคารพครูและผู้มีอำนาจ ความคาดหวังสูงของผู้ปกครอง และความภาคภูมิใจร่วมกันในความสำเร็จทางวิชาการ สามารถสร้างบรรยากาศในโรงเรียนที่ทั้งสนับสนุนและกดดันได้ ในขณะเดียวกัน การตระหนักรู้ของสาธารณชนเกี่ยวกับสุขภาพจิตและความเข้มแข็งทางใจที่เพิ่มขึ้น ก็กระตุ้นให้โรงเรียนต่างๆ ต้องปรับตัว โครงการริเริ่มต่างๆ เช่น การที่กระทรวงศึกษาธิการผนวกทักษะชีวิต การสื่อสารทางอารมณ์ และการฝึกสติเข้าไว้ในหลักสูตร เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่เพิ่มมากขึ้นในการทำให้การขอความช่วยเหลือและการพูดคุยเรื่องความวิตกกังวลอย่างเปิดอกเป็นเรื่องปกติ

เมื่อมองไปข้างหน้า ประเทศไทยสามารถเรียนรู้อะไรจากวิกฤตภาวะวิตกกังวลในโรงเรียนที่กำลังขยายวงในไอร์แลนด์เหนือ และโรงเรียน ครอบครัว และชุมชนสามารถดำเนินการอะไรได้บ้างในตอนนี้

ประการแรก โรงเรียนต้องตระหนักว่าการขาดเรียนบ่อยครั้งอาจเป็นสัญญาณของความทุกข์ใจที่รุนแรงและมีเหตุผล ไม่ใช่เพียงแค่การไม่เชื่อฟัง การจัดให้มีการคัดกรองสุขภาพจิตเป็นประจำและการใช้แบบสำรวจเชิงปฏิบัติการ (ดังที่นำร่องในกรุงเทพฯ) จะช่วยให้ครูสามารถสังเกตเห็นปัญหาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และส่งต่อนักเรียนไปรับการสนับสนุนที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ความร่วมมืออย่างสม่ำเสมอระหว่างครู พยาบาลในโรงเรียน นักจิตวิทยาแนะแนว และผู้ปกครองเป็นสิ่งสำคัญ ประการที่สอง นโยบายควรส่งเสริมสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เช่น ชั้นเรียนขนาดเล็กลง พื้นที่เงียบสงบ และการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมเพื่อสร้างความเข้มแข็งทางใจให้นักเรียนโดยไม่สร้างภาระมากเกินไป โครงการพี่เลี้ยงเพื่อนช่วยเพื่อน การฝึกอบรมครูด้านสุขภาพจิต และการรณรงค์ต่อต้านการกลั่นแกล้ง สามารถลดความรู้สึก “ท่วมท้น” ที่กระตุ้นให้เกิดการหลีกเลี่ยงได้

สำหรับผู้กำหนดนโยบาย การจัดลำดับความสำคัญของทรัพยากรด้านสุขภาพจิตอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะในโรงเรียนที่ขาดแคลนงบประมาณหรือในชนบท เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับการลงทุนในช่องทางที่จะเชื่อมโยงครอบครัวเข้ากับบริการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญ การตอบสนองทางกฎหมายต่อการขาดเรียนควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเห็นอกเห็นใจ โดยแยกแยะระหว่างการหนีเรียนโดยเจตนากับการหลีกเลี่ยงโรงเรียนโดยไม่สมัครใจอันเนื่องมาจากความทุกข์ทางจิตใจ หน่วยงานด้านการศึกษาต้องมั่นใจด้วยว่าการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสานและออนไลน์จะดำเนินการอย่างระมัดระวัง พร้อมให้การสนับสนุนสำหรับผู้ที่ประสบปัญหา

ครอบครัวไทยก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน การพูดคุยอย่างเปิดอกเกี่ยวกับความกังวล ความพยายามร่วมกันในการค้นหาสภาพแวดล้อมในโรงเรียนที่เอื้ออำนวย และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในชุมชน เช่น นักจิตวิทยาโรงเรียน สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ หลักธรรมทางพุทธศาสนาเรื่องสติ ความเมตตา และการยอมรับ อาจเป็นกลไกการรับมือที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมสำหรับนักเรียนที่มีความวิตกกังวล ภาคประชาสังคมควรผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่ให้ความสำคัญกับสุขภาวะทางอารมณ์เป็นหัวใจของความสำเร็จทางการศึกษาต่อไป

โดยสรุป การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของภาวะวิตกกังวลในโรงเรียนทั้งในไอร์แลนด์เหนือและไทย สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงระดับโลกในประสบการณ์การศึกษาของเด็กๆ หลังยุคการระบาดใหญ่ วิกฤตนี้เป็นเรื่องจริงและกำลังทวีความรุนแรงขึ้น แต่งานวิจัยและมาตรการใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นก็กำลังชี้ทางออก ด้วยการผสมผสานการคัดกรองตั้งแต่เนิ่นๆ การสื่อสารอย่างเปิดเผย การมีส่วนร่วมของครูและผู้ปกครอง และระบบการสนับสนุนที่อิงหลักฐานเชิงประจักษ์ โรงเรียนในประเทศไทยจะสามารถดูแลทั้งจิตใจและความรู้ของนักเรียนให้เติบโตควบคู่กันไปได้อย่างดี

สำหรับผู้อ่านและนักการศึกษาชาวไทย: หากสังเกตเห็นว่านักเรียนมีท่าทีลังเลใจหรือมีความทุกข์ใจอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการไปโรงเรียน ลองใช้คำถามปลายเปิดเพื่อทำความเข้าใจความรู้สึกและข้อกังวลของพวกเขา โรงเรียนสามารถจัดการคัดกรองสุขภาพจิตแบบไม่ระบุชื่อเป็นประจำ โดยมุ่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา ขอแนะนำให้ครอบครัวติดต่อครูแนะแนวหรือทีมสุขภาพจิตในชุมชนเมื่อพบว่านักเรียนมีความวิตกกังวลหรือหลีกเลี่ยงโรงเรียนเป็นเวลานาน ผู้กำหนดนโยบายควรเร่งรัดการขยายผลและจัดสรรงบประมาณสำหรับมาตรการต่างๆ เช่น “แบบสำรวจเชิงปฏิบัติการด้านสุขภาพจิตสำหรับนักเรียนมัธยม” และทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางการศึกษาทุกฝ่าย ทั้งครู นักเรียน ผู้ปกครอง และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์แนวทางแก้ไขที่เหมาะสมกับสังคมไทย

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและการสนับสนุน สามารถเยี่ยมชมได้ที่: