งานวิจัยชิ้นสำคัญล่าสุดได้สั่นคลอนความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าการจำกัดแคลอรี่นั้นดีต่อสุขภาพจิตเสมอไป หลังมีหลักฐานใหม่ชี้ว่าการลดปริมาณแคลอรี่ที่เข้มงวดเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าได้จริง งานวิจัยชิ้นนี้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร BMJ Nutrition, Prevention & Health ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ใหญ่กว่า 28,000 คน พบว่ากลุ่มที่ควบคุมอาหารด้วยการจำกัดแคลอรี่ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ชายและผู้ที่มีน้ำหนักเกิน มีแนวโน้มรายงานอาการซึมเศร้าที่รุนแรงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ใช้วิธีควบคุมอาหารแบบเดียวกัน (CNN, BMJ Nutrition)
หัวหน้าทีมวิจัย ซึ่งเป็นจิตแพทย์และนักวิจัยคลินิกจากโรงพยาบาลเซนต์ไมเคิลและมหาวิทยาลัยโทรอนโต ให้ทัศนะเตือนว่า “ผลวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นว่าควรระมัดระวังการคุมอาหารที่ตึงเกินไปหรือขาดสมดุล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนที่กำลังเผชิญความเครียดหรือมีปมเรื่องน้ำหนักตัวอยู่เดิม การเลือกปรับเปลี่ยนการกินอย่างสมดุลและทำได้อย่างต่อเนื่อง ที่ไม่เพียงตอบโจทย์ด้านโภชนาการ แต่ยังใส่ใจผลกระทบต่อสภาพจิตใจของแต่ละคน น่าจะช่วยลดผลเสียที่อาจเกิดกับอารมณ์ได้”
ผลวิจัยนี้นับว่ามีความสำคัญในระดับโลกอย่างยิ่งยวด เนื่องจากสถานการณ์ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยระหว่างปี พ.ศ. 2533 ถึง พ.ศ. 2560 พบว่าอุบัติการณ์ของโรคซึมเศร้าชนิดรุนแรงเพิ่มสูงขึ้นถึงราวร้อยละ 50 (BMJ Nutrition) แม้ว่าเรื่องอาหารการกินจะเป็นที่ยอมรับกันมานานว่าเป็นปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนได้และมีผลต่อสุขภาพกาย แต่ผลกระทบต่อสุขภาพใจนั้นเพิ่งจะถูกนำมาศึกษาอย่างจริงจังในทางวิทยาศาสตร์เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง สำหรับสังคมไทย ที่ประเด็นเรื่องการคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนักและเทรนด์การกินต่างๆ ถูกหยิบยกมาพูดถึงอยู่เสมอ ทั้งในหน้าสื่อและในแวดวงผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ผลวิจัยนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อแนวทางการสื่อสารด้านสาธารณสุขและการตัดสินใจส่วนบุคคลของผู้คน
งานวิจัยชิ้นนี้อ้างอิงข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพและโภชนาการแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (National Health and Nutrition Examination Survey - NHANES) ถึง 6 ครั้ง โดยให้ผู้เข้าร่วมการสำรวจรายงานลักษณะอาหารที่บริโภคควบคู่ไปกับอาการที่เชื่อมโยงกับภาวะซึมเศร้า ทีมวิจัยได้เปรียบเทียบรูปแบบการกิน 4 แบบ ได้แก่ การกินแบบจำกัดแคลอรี่, การกินแบบจำกัดสารอาหารบางอย่าง (เช่น ลดหวาน ลดไขมัน), รูปแบบการกินที่ได้รับการยอมรับทั่วไป (เช่น อาหาร DASH หรืออาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน), และกลุ่มที่ไม่ได้ควบคุมอาหารใดๆ เลย ผลปรากฏว่ามีเพียงกลุ่มที่จำกัดแคลอรี่เท่านั้นที่พบว่ามีคะแนนภาวะซึมเศร้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แม้จะมีการควบคุมปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น อายุ ดัชนีมวลกาย รายได้ และความมั่นคงทางอาหารแล้วก็ตาม
เมื่อเจาะลึกข้อมูล นักวิจัยพบว่าในกลุ่มผู้มีภาวะน้ำหนักเกินนั้น การคุมอาหารทั้งแบบจำกัดแคลอรี่และแบบจำกัดสารอาหารบางชนิด ต่างก็สัมพันธ์กับคะแนนภาวะซึมเศร้าที่สูงขึ้น ขณะที่ความเชื่อมโยงนี้ไม่ชัดเจนในกลุ่มผู้มีน้ำหนักตามเกณฑ์หรือกลุ่มผู้มีภาวะอ้วน ประเด็นที่น่าสนใจคือ ในกลุ่มผู้ชาย (เพศตามสรีระ) การคุมอาหารทั้งสามรูปแบบ (รวมถึงแบบที่ได้รับการยอมรับทั่วไป) ล้วนเชื่อมโยงกับคะแนนอาการทางร่างกาย (somatic symptoms) ที่สูงขึ้น และการจำกัดสารอาหารบางชนิดยังส่งผลให้อาการซึมเศร้าด้านความคิดและอารมณ์ (cognitive-affective depression symptoms) เพิ่มขึ้นด้วย ทีมวิจัยตั้งข้อสันนิษฐานว่า ปัจจัยเบื้องหลังอาจเกี่ยวเนื่องกับการขาดสารอาหาร ซึ่งมักเป็นผลพวงจากการจำกัดแคลอรี่ที่ไม่สมดุล สิ่งนี้สามารถไปรบกวนสมดุลพลังงานของร่างกาย การนอนหลับ และสมาธิ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เพศสรีระมีความต้องการสารอาหารสูงกว่า เช่น ผู้ชาย (BMJ Nutrition)
เป็นที่น่าสังเกตว่า ผลวิจัยนี้ดูจะขัดแย้งกับความเชื่อเดิมๆ รวมถึงงานวิจัยบางชิ้นก่อนหน้านี้ งานวิจัยแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (RCTs) หลายชิ้นก่อนหน้านี้เคยชี้ว่า การบริโภคอาหารแคลอรี่ต่ำอาจช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทำภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งผู้เข้าร่วมจะได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องเพื่อป้องกันภาวะขาดสารอาหาร นักวิจัยหลังปริญญาเอกท่านหนึ่งจากคิงส์คอลเลจลอนดอน อธิบายเพิ่มเติมว่า การคุมอาหารด้วยตัวเองหรือการใช้วิธีที่หักโหมเกินไป ซึ่งอาจนำไปสู่การขาดสารอาหารที่จำเป็น อาจไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่ดีเหมือนกัน หรืออาจส่งผลลบต่อสภาพจิตใจได้ นักวิจัยท่านนี้ยังชี้อีกว่า “การพยายามคุมอาหารแบบจำกัดแคลอรี่แล้วน้ำหนักไม่ลดลงตามคาด หรือการมีภาวะน้ำหนักตัวขึ้นๆ ลงๆ (weight cycling) อาจไม่ได้ช่วยให้อาการซึมเศร้าดีขึ้น ซ้ำร้ายกว่านั้น อาจยิ่งทำให้รู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง หรือหมดกำลังใจได้” (CNN, People)
เพื่อสะท้อนความซับซ้อนของประเด็นนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น พบว่าผู้ที่บริโภคอาหารแปรรูปสูง เช่น กลุ่มคาร์โบไฮเดรตขัดสี ของหวาน และเนื้อสัตว์แปรรูป ก็มีอัตราการเกิดอาการซึมเศร้าสูงกว่าเช่นกัน ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่รับประทานอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งเน้นธัญพืชไม่ขัดสี ผัก และไขมันดี มักมีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าต่ำกว่า ข้อค้นพบนี้สอดรับกับองค์ความรู้ด้านโภชนจิตเวชศาสตร์ (nutritional psychiatry) ที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป ซึ่งชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ต่อสุขภาพจิตจากการบริโภคอาหารที่หลากหลายและผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด (New York Post)
สำหรับบริบทของประเทศไทย ข้อค้นพบที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้านนี้ เกิดขึ้นในจังหวะที่ทั้งผู้กำหนดนโยบายและประชาชนทั่วไปหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดีกันมากขึ้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งกระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลต่างๆ ได้รณรงค์เรื่องการจัดการน้ำหนักตัวให้เป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ทว่างานวิจัยล่าสุดนี้กลับชี้ให้เห็นว่า ‘วิธีการ’ ที่ผู้คนเลือกใช้ในการกินเพื่อสุขภาพนั้นสำคัญไม่แพ้ ‘ปริมาณ’ ที่กินน้อยลง การจำกัดอาหารแบบสุดโต่ง ไม่ว่าจะเป็นการอดอาหารโดยขาดผู้เชี่ยวชาญดูแล การงดอาหารเป็นมื้อๆ หรือการตัดกลุ่มอาหารบางประเภทออกไปอย่างฉับพลัน อาจส่งผลกระทบทางลบต่อสุขภาพใจโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีความกังวลเรื่องรูปร่างเป็นทุนเดิม หรือผู้ที่เผชิญกับความเครียดสะสมอยู่แล้ว
นักโภชนาการท่านหนึ่งจากศูนย์การแพทย์ในสหรัฐอเมริกา ได้ให้สัมภาษณ์กับ CNN โดยแนะนำแนวทางการปรับเปลี่ยนการกินแบบค่อยเป็นค่อยไปและยั่งยืนว่า “ลองสำรวจดูว่าในจานอาหารของเรามีโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมันดี ใยอาหาร รวมถึงวิตามินแร่ธาตุจากผักผลไม้ครบถ้วนหรือไม่ ลองเริ่มต้นจากการให้ความสำคัญกับการ ‘เพิ่ม’ สารอาหารที่จำเป็นเข้าไปก่อน แล้วค่อยๆ พิจารณาว่ามีอะไรบ้างที่เราอาจ ‘ลด’ หรือ ‘เลี่ยง’ ได้ บางทีการกินอาหารให้ครบหมู่และเคี้ยวให้ช้าลง อาจทำให้เรารู้สึกอิ่มโดยไม่ต้องเติมจานที่สอง หรือความอยากของหวานหลังมื้ออาหารอาจลดลงไปเองก็ได้”
สถานการณ์ภาวะซึมเศร้าในประเทศไทยนับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่น่าเป็นห่วงอยู่แล้ว โดยเฉพาะในสังคมเมืองซึ่งเต็มไปด้วยแรงกดดันทางสังคมและพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว (Wikipedia) กระแส ‘fad diets’ หรือสูตรลดน้ำหนักแบบเร่งด่วนต่างๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากค่านิยมในวัฒนธรรมสมัยนิยมทั้งจากโลกตะวันตกและเอเชีย ยิ่งโหมกระพือวัฒนธรรมการไดเอทที่มองว่าการนับแคลอรี่และการจำกัดอาหารอย่างเข้มงวดเป็นทางลัดสู่การมีรูปร่างที่ดีขึ้นหรือการพัฒนาตนเอง อย่างไรก็ดี ผลวิจัยล่าสุดนี้ตอกย้ำว่า แนวทางการบริโภคที่สมดุลและพอเหมาะพอดี รวมถึงการได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอย่างถูกต้องนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบทางลบต่ออารมณ์และสุขภาวะองค์รวมโดยที่เราอาจไม่ทันตั้งตัว
สำหรับอนาคตข้างหน้า ยังมีความจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม โดยเฉพาะงานวิจัยที่มีการควบคุมปัจจัยต่างๆ อย่างรัดกุมและศึกษาเจาะลึกในบริบทของสังคมไทย เพื่อให้เข้าใจปัจจัยเฉพาะที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการกิน ลักษณะทางพันธุกรรม และบริบททางสังคมของคนไทยอย่างแท้จริง แม้ว่าข้อมูลจาก NHANES ของสหรัฐฯ จะให้ภาพรวมที่กว้างขวาง แต่ก็ยังมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องมีงานวิจัยระยะยาวขนาดใหญ่ในประเทศไทย เพื่อประเมินผลกระทบของรูปแบบการบริโภคอาหารแบบไทยดั้งเดิม (เช่น อาหารที่เน้นข้าว ผัก และปลา) ต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตของคนไทยโดยตรง
แล้วผู้อ่านชาวไทยควรได้ข้อคิดอะไรจากงานวิจัยนี้? หัวใจสำคัญคือ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ระมัดระวัง อย่าหลงเชื่อสูตรลดน้ำหนักแบบเร่งรัดที่อวดอ้างสรรพคุณว่าใช้ได้ผลกับทุกคน สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือควรปรึกษานักกำหนดอาหาร นักโภชนาการ หรือบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก่อนที่จะตัดสินใจเริ่มควบคุมอาหารในรูปแบบใดๆ ก็ตาม โดยเฉพาะสูตรที่เข้มงวดหรือมีการจำกัดอาหารมากเป็นพิเศษ การหันมาให้ความสำคัญกับอาหารที่หลากหลาย ผ่านการแปรรูปน้อย และมีความสมดุล น่าจะเป็นหนทางที่ปลอดภัยและส่งผลดีต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจในระยะยาวมากกว่า ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญสำหรับประเทศไทย ซึ่งมีวัฒนธรรมอาหารอันโดดเด่นที่เน้นความหลากหลายของวัตถุดิบตามฤดูกาล และคุณค่าของการรับประทานอาหารร่วมกัน ซึ่งล้วนเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมที่สอดคล้องกับสิ่งที่วิทยาศาสตร์การอาหารยุคใหม่เริ่มหันมาให้ความสำคัญ
โดยสรุปแล้ว การคุมอาหารด้วยการจำกัดแคลอรี่อาจแฝงไว้ด้วยความเสี่ยงต่อสุขภาพจิตที่เราคาดไม่ถึง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ชายและผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน แทนที่จะวิ่งไล่ตามทางลัดเรื่องอาหาร ผู้อ่านชาวไทยควรหันกลับมาให้ความสำคัญกับหลักการบริโภคที่พิสูจน์แล้วว่าดีจริง นั่นคือ ‘ความพอดี’ และ ‘ความสมดุล’ พร้อมทั้งขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อปรับให้เข้ากับความต้องการเฉพาะของร่างกายและจิตใจของตนเอง เพราะท้ายที่สุดแล้ว สุขภาพกายที่แข็งแรงและสุขภาพใจที่มีความสุข ย่อมเกิดจากการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับตัวเอง ทำได้อย่างยั่งยืน และอยู่ภายใต้คำแนะนำที่ถูกต้อง (BMJ Nutrition, CNN, People, New York Post)