นักวิทยาศาสตร์กำลังจับตามอง “เหงื่อ” ของเราในฐานะช่องทางใหม่ที่น่าทึ่งในการทำความเข้าใจเรื่องสุขภาพ งานวิจัยล่าสุดชี้ว่า ของเหลวจากร่างกายที่เรามักมองข้ามนี้ สามารถให้ข้อมูลสำคัญแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับภาวะขาดน้ำ ความเครียด ระดับน้ำตาล หรือแม้แต่สัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าของโรคบางอย่าง ซึ่งอาจปฏิวัติวงการติดตามสุขภาพทั้งในบ้านเราและทั่วโลก
ตามที่นำเสนอในพอดแคสต์ “Chasing Life” ของ CNN ตอนล่าสุด ทีมวิศวกรชีวการแพทย์และนักวิจัยด้านการแพทย์กำลังนำความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสวมใส่ได้มาใช้วิเคราะห์สัญญาณเคมีในเหงื่อ การวินิจฉัยโรคจากเหงื่อนี้ต่างจากการตรวจเลือดที่ต้องเจาะเลือดและทำกันในโรงพยาบาลหรือคลินิก เพราะเป็นวิธีที่ไม่ต้องเจ็บตัว ทำได้ต่อเนื่อง และสะดวกกว่ามาก ทุกวันนี้มี “แผ่นแปะ” หรือ “สายรัดข้อมืออัจฉริยะ” ที่มาพร้อมเซ็นเซอร์ไมโครฟลูอิดิก (เซ็นเซอร์จิ๋วที่จัดการกับของเหลวปริมาณน้อยนิด) สามารถติดตามสารบ่งชี้ทางชีวภาพสำคัญๆ ได้เพียงแค่สัมผัสผิวหนัง จึงเหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวันสุดๆ
ในเหงื่ออุดมไปด้วยโมเลกุลน่าสนใจหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นอิเล็กโทรไลต์ เมแทบอไลต์ ฮอร์โมน และโปรตีน ซึ่งล้วนสะท้อนสภาวะภายในร่างกายของเราได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาเลือดจะเป็นมาตรฐานทองในการติดตามสุขภาพ แต่เหงื่อก็มีข้อได้เปรียบที่ไม่เหมือนใคร งานวิจัยด้านชีวการแพทย์ที่ตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำอย่าง Nature Biotechnology ชี้ว่า “เหงื่ออุดมไปด้วยข้อมูลทางสรีรวิทยา และการเก็บตัวอย่างโดยไม่ต้องเจาะเนื้อเยื่อทำให้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการติดตามผลแบบเรียลไทม์” เซ็นเซอร์เหล่านี้ช่วยติดตามภาวะขาดน้ำได้โดยวัดระดับโซเดียมหรือคลอไรด์ เตือนเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูง และยังตรวจจับฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอลที่เพิ่มขึ้นได้ด้วย
เทคโนโลยีนี้ยิ่งมีความสำคัญกับประเทศไทย ที่อากาศร้อนชื้น ทำให้ภาวะขาดน้ำเป็นเรื่องที่เจอกันบ่อย โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานกลางแจ้ง นักกีฬา เด็ก และผู้สูงอายุ ภาวะเพลียแดดและฮีทสโตรกมักจะพุ่งสูงช่วงสงกรานต์และหน้าร้อน ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในไทยพบว่า คนทำงานกลางแจ้งในไทยถึง 70% มีอาการขาดน้ำในช่วงหน้าร้อน (Bangkok Post) การติดตามเหงื่อแบบทันท่วงทีจะช่วยเตือนให้คนดื่มน้ำได้ทันก่อนที่อาการจะหนัก
นอกจากนี้ นักวิจัยยังมองไปถึงการใช้เซ็นเซอร์เหงื่อเพื่อรับมือกับโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะเบาหวาน ตัวอย่างเช่น งานวิจัยเมื่อปี 2566 จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้สาธิตการใช้แผ่นแปะที่ติดตามระดับน้ำตาลในเหงื่อได้อย่างแม่นยำ เป็นการเปิดทางสู่การดูแลผู้ป่วยเบาหวานโดยไม่ต้องเจาะเลือดบ่อยๆ (Science Advances) ในไทยเอง ผู้ป่วยเบาหวานก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยพบในผู้ใหญ่ราว 8% (Thai Health Promotion Foundation) การมีเครื่องมือติดตามน้ำตาลที่ใช้ง่ายและต่อเนื่อง จะช่วยให้ผู้ป่วยหลายล้านคนดูแลตัวเองได้ดีขึ้น ผลการรักษาก็จะดีขึ้นตามไปด้วย โดยไม่ต้องทนเจ็บจากการเจาะเลือดด้วยเข็มอีกต่อไป
อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญก็เตือนว่าการวิเคราะห์เหงื่อ แม้จะดูมีอนาคต แต่ก็ยังมีความท้าทายอยู่ไม่น้อย สารเคมีในเหงื่ออาจต่างกันไปมาก ขึ้นอยู่กับว่าเก็บตัวอย่างจากส่วนไหนของร่างกาย เวลาใด ปริมาณน้ำในร่างกายของแต่ละคน และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ นักวิจัยท่านหนึ่งจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อสังเกตว่า “อุปกรณ์ที่ใช้วิเคราะห์เหงื่อต้องมั่นใจได้ในความแม่นยำ แม้จะมีปัจจัยผันแปรเหล่านี้ เพื่อให้การตัดสินใจทางการแพทย์เชื่อถือได้” ปัจจุบันมีการทดลองทางคลินิกต่อเนื่องทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อปรับเทียบอุปกรณ์เหล่านี้ให้เหมาะกับผู้ใช้งานในกลุ่มประชากรและสภาพอากาศที่ต่างกัน
ในมุมมองของคนไทย การเปลี่ยนข้อมูลจากเหงื่อมาเป็นข้อมูลสุขภาพ อาจเป็นเรื่องที่ทั้งมีประโยชน์และน่าสนใจ ในบ้านเราที่เต็มไปด้วยสตรีทฟู้ด เทศกาลสนุกๆ และกีฬาสมัครเล่นยอดฮิต การมีตัวช่วยติดตามระดับเกลือ น้ำตาล และภาวะขาดน้ำแบบทันใจ ก็น่าจะเข้ากันได้ดีกับโครงการรณรงค์สุขภาพต่างๆ ที่สนับสนุนให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้น เจ้าหน้าที่จากกระทรวงสาธารณสุขให้ความเห็นว่า การใช้เซ็นเซอร์เหงื่ออย่างแพร่หลายจะช่วยหนุนโครงการส่งเสริมสุขภาพและวิชาพละในโรงเรียน ทำให้ครูหรือโค้ชตรวจพบความเสี่ยงได้เร็ว และปรับกิจกรรมให้เหมาะกับเด็กหรือนักกีฬาได้
ในระดับโลก การวินิจฉัยโรคจากเหงื่อกำลังดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและยา ที่ต่างก็อยากเข้ามามีเอี่ยวในตลาดอุปกรณ์สวมใส่ได้ทั่วโลกซึ่งมีมูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท) (Statista) ส่วนในไทย หน่วยงานด้านนวัตกรรมของรัฐและโครงการสนับสนุนสตาร์ทอัพก็เริ่มให้ทุนกับโครงการนำร่องเพื่อนำเทคโนโลยีเซ็นเซอร์เหงื่อไปปรับใช้กับคนกลุ่มต่างๆ ตั้งแต่คนงานในโรงงานไปจนถึงนักมวยไทย
ในอีกสิบปีข้างหน้า เมื่อการวิเคราะห์เหงื่อแม่นยำขึ้นและราคาเข้าถึงง่ายขึ้น การนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันอาจสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้เลยทีเดียว ลองนึกภาพคนกรุงเทพฯ เดินทางตอนเช้าๆ ที่อากาศร้อนอบอ้าว โดยมีแผ่นแปะเล็กๆ คอยบอกทันทีว่าร่างกายขาดน้ำหรือยัง หรือผู้สูงอายุในต่างจังหวัดที่ได้รับแจ้งเตือนเมื่อระดับเกลือแร่ในร่างกายเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยสุขภาพ แต่เรื่องความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัยของข้อมูล และการเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ก็ยังเป็นเรื่องที่น่ากังวล ซึ่งต้องมีกฎระเบียบที่รัดกุมและการให้ความรู้กับประชาชนควบคู่กันไป
สำหรับตอนนี้ ใครที่อยากดูแลสุขภาพตัวเองท่ามกลางแดดร้อนๆ ของบ้านเรา ก็ควรใส่ใจเรื่องการดื่มน้ำให้เพียงพอ ตรวจสุขภาพโรคเรื้อรังตามนัด และคอยติดตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีจากเหงื่อนี้กันต่อไป อย่างที่วิศวกรชีวการแพทย์ท่านหนึ่งสรุปไว้ในพอดแคสต์ “Chasing Life” ว่า “เราเพิ่งจะเริ่มค้นพบว่าเหงื่อบอกอะไรเราได้บ้าง ในอนาคต แผ่นแปะบนแขนอาจช่วยให้เราห่างไกลจากโรงพยาบาล และมีสุขภาพดีขึ้นก็เป็นได้”
แหล่งข้อมูล: