โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ของสหรัฐอเมริกา ได้จุดประเด็นถกเถียงร้อนแรงในเวทีโลก ด้วยการประกาศลั่นว่าจะผลักดันให้ชาวอเมริกันเข้าถึงการรักษาทางการแพทย์เชิงทดลองและการแพทย์ทางเลือกได้กว้างขวางยิ่งขึ้น ระหว่างการปรากฏตัวในพอดแคสต์ “Ultimate Human” เมื่อเร็วๆ นี้ เคนเนดีประกาศความมุ่งมั่นที่จะ “ยุติสงครามที่องค์การอาหารและยา (FDA) สหรัฐฯ เปิดศึกกับการแพทย์ทางเลือก” ซึ่งเป็นการท้าทายกฎเกณฑ์การกำกับดูแลที่มีมายาวนานต่อการบำบัดรักษาต่างๆ ตั้งแต่การใช้เซลล์ต้นกำเนิดและการทำคีเลชัน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูง (Gizmodo, Yahoo News) แม้ว่าแนวคิดเรื่องสิทธิในการตัดสินใจของผู้ป่วยและความต้องการทางเลือกในการรักษาที่กว้างขึ้นจะโดนใจใครหลายคน แต่จุดยืนของเคนเนดีก็ได้ปลุกกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนในหมู่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ หน่วยงานกำกับดูแล และนักสาธารณสุข ทั้งในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก สำหรับประเทศไทย ซึ่งการแพทย์เสริม การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก (CAM) ได้หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสุขภาพและวัฒนธรรมชาติมาอย่างยาวนาน การประกาศของเคนเนดีจึงนับเป็นหมุดหมายสำคัญให้ต้องหันมาทบทวนอย่างจริงจังถึงประเด็นความปลอดภัย หลักฐานอ้างอิง และบทบาทการกำกับดูแลในนวัตกรรมสุขภาพ
ข้อเสนอของเคนเนดีตั้งอยู่บนหลักคิดที่ว่า หน่วยงานกำกับดูแลควร “ทำหน้าที่เพียงให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์” แก่สาธารณชน แต่ไม่ควรจำกัดสิ่งที่แพทย์อาจสั่งจ่ายหรือสิ่งที่ผู้ป่วยอาจเลือก ตราบใดที่มีการเปิดเผยข้อมูลทางการแพทย์อย่างชัดเจน (Yahoo News) “หากคุณต้องการใช้ยาที่ยังอยู่ในขั้นทดลอง… คุณก็ควรจะสามารถทำได้” เคนเนดีกล่าว พร้อมยอมรับอย่างเปิดอกว่า “แน่นอน คุณย่อมต้องเจอกับพวกสิบแปดมงกุฎและคนที่ได้ผลลัพธ์ไม่ดี… เรื่องแบบนี้มันห้ามกันไม่ได้อยู่แล้ว และการปล่อยให้ทุกอย่างอยู่ในกำมือบริษัทยาก็ไม่ได้ช่วยอะไรเรา”
ฝ่ายที่สนับสนุนการขยายการเข้าถึงแย้งว่า อุปสรรคจากกฎระเบียบที่หยุมหยิมเกินไปเป็นตัวขัดขวางนวัตกรรม และปิดกั้นทางเลือกการรักษาที่อาจช่วยให้สุขภาพหรือคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีทางเลือกจำกัดสำหรับภาวะของตน พวกเขามองว่า การคืนอำนาจให้ผู้ป่วยจำเป็นต้องมีกรอบการทำงานที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม ทว่า ผู้นำในแวดวงการแพทย์เชิงประจักษ์ รวมถึงนักวิจัยและแพทย์ในประเทศไทย เตือนว่าแนวทางแบบเปิดเสรีของเคนเนดีนั้นมองข้ามบทเรียนราคาแพงที่เกี่ยวกับความจำเป็นของมาตรการป้องกันที่เข้มแข็ง เมื่อต้องรับมือกับการรักษาที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์และมักมีความเสี่ยงสูง
ตัวอย่างที่เคนเนดียกขึ้นมาอ้างอิงและเป็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดคือ การบำบัดด้วยเซลล์ต้นกำเนิดและการทำคีเลชัน ซึ่งทั้งสองวิธีนี้แม้จะมีการใช้งานในวงการแพทย์อย่างจำกัด แต่ก็ได้กลายเป็นช่องทางหากินของธุรกิจ “เพื่อสุขภาพ” ที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ไปไม่น้อย การบำบัดด้วยเซลล์ต้นกำเนิด ซึ่งจริงๆ แล้วอนุญาตให้ใช้สำหรับความผิดปกติของเลือดและระบบภูมิคุ้มกันบางชนิดเท่านั้น กลับถูกโฆษณาตรงถึงผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเป็นยาวิเศษสำหรับสารพัดโรค ตั้งแต่โรคพาร์กินสันไปจนถึงผลกระทบระยะยาวจากโควิด-19 ซึ่งเป็นคำกล่าวอ้างที่ปราศจากหลักฐานทางคลินิกที่หนักแน่นมายืนยัน (New York Times) ความเสี่ยงจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานหรือไม่ผ่านการรับรองมีตั้งแต่ลิ่มเลือดอุดตัน การติดเชื้อ การสูญเสียการมองเห็น และแม้กระทั่งการเกิดเนื้องอก ทำให้ อย. สหรัฐฯ ต้องออกคำเตือนด้านความปลอดภัยอยู่บ่อยครั้ง (Yahoo News on FDA alerts)
ขณะเดียวกัน การทำคีเลชันบำบัด แม้จะได้รับการอนุมัติให้ใช้สำหรับภาวะพิษจากโลหะหนักเฉียบพลัน แต่ผู้ประกอบการแพทย์ทางเลือกจำนวนไม่น้อยกลับนำไปโฆษณาเพื่อรักษาโรคเรื้อรังต่างๆ นานา รวมถึงออทิสติก อัลไซเมอร์ และเบาหวาน ซึ่งสวนทางกับฉันทามติทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับอย่างสิ้นเชิง (FDA Safety) การนำไปใช้ในทางที่ผิดเช่นนี้อาจทำให้ร่างกายสูญเสียแร่ธาตุที่จำเป็น นำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว ไตเสียหาย และอาจถึงแก่ชีวิตได้ ตามรายงานของคลีฟแลนด์คลินิก แม้ผลข้างเคียงเบื้องต้นอาจมีเพียงอาการปวดศีรษะและคลื่นไส้ แต่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอาจรวมถึงอาการชักและภาวะการหายใจล้มเหลว
ข้อวิพากษ์ของเคนเนดียังครอบคลุมไปถึงการตั้งคำถามต่อท่าทีของวงการแพทย์กระแสหลักที่ไม่ไว้วางใจการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างแพร่หลายและ “การแฮ็กสุขภาพ (biohacking)” ซึ่งรวมถึงกรดอะมิโน เปปไทด์ และการบำบัดด้วยออกซิเจนความดันสูง (HBOT) แม้จะมีการยอมรับถึงประโยชน์ที่ถูกต้องตามกฎหมายของวิธีการเหล่านี้ เช่น การใช้วิตามินเพื่อแก้ไขภาวะขาดสารอาหารที่ชัดเจน หรือ HBOT สำหรับโรคลดความกด (decompression sickness) แต่การนำไปใช้นอกข้อบ่งชี้หรือแบบที่ไม่มีการควบคุม โดยไม่มีข้อมูลประสิทธิภาพที่แท้จริงรองรับ ยังคงเป็นปัญหาปวดหัวของหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ เช่นเดียวกับหน่วยงานกำกับดูแลของไทย ไม่ได้ตรวจสอบความปลอดภัยหรือคำกล่าวอ้างด้านสุขภาพของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่วางจำหน่ายในท้องตลาด เว้นแต่จะมีการรายงานผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์เข้ามา (FDA Dietary Supplement Oversight)
เพื่อให้เข้าใจว่าเหตุใดการถกเถียงนี้จึงเข้มข้นนัก และเหตุใดจึงมีความสำคัญต่อประเทศไทย การมองย้อนกลับไปพิจารณาวัฒนธรรมการกำกับดูแลและประวัติศาสตร์การแพทย์ในบ้านเราจึงเป็นเรื่องสำคัญ ประเทศไทยแตกต่างจากสหรัฐอเมริกาตรงที่เรามีกรอบกฎหมายและสถาบันที่แข็งแกร่งสำหรับการบูรณาการและกำกับดูแลการแพทย์ทางเลือก กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก (DTAM) ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ดูแลทั้งระบบการแพทย์แผนไทยดั้งเดิมและระบบการแพทย์นำเข้า เช่น การแพทย์แผนจีน (TCM) (DTAM profile, lcm.amegroups.org) ผ่านกระบวนการออกใบอนุญาต การรับรอง และการประกันคุณภาพที่แม้จะซับซ้อนแต่ก็ตรวจสอบได้ ผู้ประกอบวิชาชีพจะได้รับการขึ้นทะเบียนหลังจากสำเร็จการศึกษาตามเกณฑ์มาตรฐาน เช่น หลักสูตรปริญญาตรีอย่างน้อย 5 ปีสำหรับการแพทย์แผนจีน และการนำเข้าผลิตภัณฑ์ก็ถูกควบคุมอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับยาสมุนไพรและยา “แผนโบราณ”
พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562 ซึ่งออกมาเพื่อจัดการกับการแพร่หลายของยาสมุนไพรโดยเฉพาะ กำหนดให้มีการตรวจสอบ 3 ระดับ ได้แก่ การจดแจ้ง การแจ้ง และการขึ้นทะเบียน ตามระดับความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ทั้งยาที่นำเข้าและผลิตในประเทศต้องเป็นไปตามมาตรฐานการควบคุมคุณภาพ เกณฑ์จำกัดปริมาณจุลินทรีย์ และมาตรฐานการติดฉลากที่ถูกต้อง ก่อนที่จะวางตลาดได้อย่างถูกกฎหมาย (Thai Herbal Product Act) ที่สำคัญที่สุดคือ มีการห้ามอย่างเด็ดขาดเรื่องการกล่าวอ้างสรรพคุณทางสุขภาพที่ทำให้เข้าใจผิดและประสิทธิภาพที่ไม่ได้รับการพิสูจน์
ความเข้มงวดของไทยยังขยายไปถึงการกำกับดูแลสถาบันการศึกษาที่ฝึกอบรมแพทย์แผนจีน ข้อกำหนดสำหรับการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และการดำเนินการบังคับใช้อย่างต่อเนื่องกับผู้ประกอบวิชาชีพและคลินิกเถื่อน สิ่งนี้แตกต่างอย่างชัดเจนกับระบบที่มักเป็นแบบสมัครใจและไม่ครอบคลุมในสหรัฐอเมริกาและยุโรปส่วนใหญ่ ซึ่งหากมีการปฏิรูปตามข้อเสนอของเคนเนดี ก็จะยิ่งทำให้การกำกับดูแลหละหลวมลง และให้น้ำหนักกับทางเลือกของผู้บริโภคแต่ละรายมากกว่าความเสี่ยงด้านสาธารณสุขโดยรวม
ในความเป็นจริง โรงพยาบาลและคลินิกในไทยได้นำการบำบัดแบบดั้งเดิมและทางเลือกมาปรับใช้อยู่แล้ว แต่เป็นการดำเนินการภายใต้กรอบการทำงานด้านสุขภาพแห่งชาติที่มีโครงสร้างชัดเจน ตัวอย่างเช่น การฝังเข็มเพียงบางประเภทเท่านั้นที่เพิ่งได้รับการอนุมัติให้เบิกจ่ายได้ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (UHC) และเฉพาะในกรณีที่มีหลักฐานจากการทบทวนวรรณกรรมอย่างหนักแน่นเพียงพอที่สนับสนุนประสิทธิภาพ เช่น การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (lcm.amegroups.org) ส่วนการบำบัดที่ยังเป็นการคาดการณ์หรือเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ มักจำกัดอยู่เฉพาะในคลินิกเอกชนและไม่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐ ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางที่อิงตามความเสี่ยงและหลักฐานเชิงประจักษ์
ความเสี่ยงของการเข้าถึงการรักษาโดยไม่มีการควบคุมนั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว ตัวอย่างเช่น ตลาด “ทัวร์เซลล์ต้นกำเนิด” ทั่วโลกได้แพร่ขยายมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว โดยมีคลินิกในประเทศต่างๆ เช่น ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ทำการตลาดการรักษา (ซึ่งบางส่วนได้รับการอนุมัติ แต่ส่วนใหญ่ยังไม่) ให้กับผู้ป่วยชาวต่างชาติที่กำลังสิ้นหวัง กระทรวงสาธารณสุขเองก็ต้องยกระดับการกวาดล้างผู้ประกอบการนอกกฎหมาย รวมถึงการดำเนินคดีกับคลินิกที่เสนอการรักษาโดยไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ หรือใช้วัสดุชีวภาพนำเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง เหตุการณ์เหล่านี้ยิ่งตอกย้ำให้บุคลากรทางการแพทย์ของไทยต้องระมัดระวังมากขึ้น และกระตุ้นให้เกิดการรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายของการฉ้อโกงทางการแพทย์
นักวิจัยชั้นนำจากโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งให้สัมภาษณ์กับสื่อสิ่งพิมพ์ฉบับหนึ่งว่า “นวัตกรรมต้องไม่ก้าวล้ำหลักฐาน เราเข้าใจดีว่าผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเรื้อรังหรือโรคที่บั่นทอนคุณภาพชีวิต ย่อมไขว่คว้าหาความหวังจากทุกหนทุกแห่งที่พวกเขาสามารถหาได้ แต่หน้าที่ของเราคือการปกป้องประชาชนจากอันตราย รวมถึงอันตรายจากความหวังลมๆ แล้งๆ” ผู้เชี่ยวชาญอีกท่านจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกอธิบายว่า “เรายินดีต้อนรับการแพทย์ทางเลือกที่มีความรับผิดชอบและมีการกำกับดูแลที่ดี ระบบของเราเอื้อให้อยู่แล้ว แต่ต้องต่อเมื่อสามารถรับประกันความปลอดภัยของผู้ป่วยได้อย่างสมเหตุสมผล และเมื่อคำกล่าวอ้างนั้นอิงตามหลักฐานมากกว่าเรื่องเล่าหรือการตลาด”
นักประวัติศาสตร์สาธารณสุขตั้งข้อสังเกตว่า การที่คนไทยยอมรับการบำบัดแบบดั้งเดิมไม่ได้หยั่งรากลึกเฉพาะในวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประสบการณ์จริงทั้งในด้านประโยชน์และความเสี่ยง กรณีศึกษาที่เห็นได้ชัดในศตวรรษที่ 20 รวมถึงการใช้ยาสมุนไพรอย่างแพร่หลายเพื่อรักษาไข้และอาการปวด ซึ่งส่งผลให้ทั้งบรรเทาอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็มีกรณีของการเป็นพิษและอาการแพ้เช่นกัน บทเรียนที่แวดวงวิชาการของไทยเน้นย้ำอยู่เสมอคือ คุณค่าของการบูรณาการระหว่างองค์ความรู้ดั้งเดิมกับความทันสมัย โดยต้องผ่านกระบวนการประเมินทางวิทยาศาสตร์อย่างรอบคอบ
ผลสำรวจโดยกระทรวงสาธารณสุขชี้ให้เห็นถึงการยอมรับและการใช้การบำบัดแบบดั้งเดิมและทางเลือกที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะเรื้อรัง แต่ความไว้วางใจของประชาชน ตามข้อมูลของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ขึ้นอยู่กับการประกันคุณภาพอย่างเข้มแข็งและข้อมูลที่เป็นจริง ซึ่งเป็นคุณค่าที่บางครั้งถูกบ่อนทำลายโดยการรับรองของคนดังและการตลาดผลิตภัณฑ์ “มหัศจรรย์” เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้ในขณะที่การประกาศนโยบายของเคนเนดีจะสะท้อนถึงประเด็นการเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้บริโภค แต่ทั้งสมาคมการแพทย์อเมริกัน คณะกรรมาธิการยุโรป และองค์การอนามัยโลก ต่างก็ออกมาเตือนว่า การลดกฎระเบียบอย่างรวดเร็วอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บ การแสวงหาประโยชน์ทางการเงิน และการบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการแพทย์โดยรวมเพิ่มขึ้นทันที (WHO Global Report on Traditional and Complementary Medicine 2019)
เมื่อมองไปยังอนาคต หากสหรัฐอเมริกาจะเปิดเสรีการเข้าถึงการรักษาแบบ CAM ตามที่เคนเนดีวาดภาพไว้จริง ผลกระทบย่อมจะกระจายเป็นระลอกคลื่นต่อตลาดทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วยอย่างแน่นอน อาจมีแรงกดดันอย่างหนักให้ผ่อนคลายมาตรฐานเกี่ยวกับการบำบัดแบบใหม่ๆ หรือในทางกลับกัน อาจเป็นการเน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของกฎระเบียบ “มาตรฐานไทย” ในฐานะความได้เปรียบทางการแข่งขันสำหรับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ผู้นำบางรายในแวดวงผู้ประกอบการด้านการดูแลสุขภาพของไทยคาดการณ์แล้วว่าจะเกิด “การแข่งขันกันลดมาตรฐาน (race to the bottom)” หากการรับรองคุณวุฒิระดับสากลล่มสลาย ในขณะที่บางรายมองเห็นโอกาสสำหรับประเทศไทยในการสร้างภาพลักษณ์เป็นมาตรฐานทองคำระดับโลกในการแพทย์บูรณาการที่ปลอดภัยและอิงตามหลักฐาน
สำหรับผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และผู้กำหนดนโยบายของไทย การทดลองของเคนเนดีถือเป็นทั้งอุทาหรณ์และเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการทบทวนอย่างรอบด้าน อะไรคือความสมดุลที่เหมาะสมระหว่างเสรีภาพและการคุ้มครอง? เราจะปกป้องความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ไปพร้อมๆ กับการเคารพทางเลือกส่วนบุคคลได้อย่างไร? เราจะสนับสนุนศักยภาพการส่งออกของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ไทยที่สร้างรายได้มหาศาล โดยยังคงรักษาความไว้วางใจของสังคมไทยในระบบสุขภาพของตนได้อย่างไร? ในช่วงเวลาที่การแพทย์แผนดั้งเดิม การแพทย์บูรณาการ และการแพทย์ทางเลือกปรากฏอยู่ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ตั้งแต่ร้านนวดและร้านขายยาแผนโบราณไปจนถึงแผนกต่างๆ ในโรงพยาบาลที่ทันสมัย ประสบการณ์ของไทยชี้ให้เห็นว่ามาตรการป้องกันนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด
ขณะที่ความขัดแย้งนี้ดำเนินไปในต่างแดน คนไทยสามารถภาคภูมิใจในระบบการกำกับดูแลของตน ซึ่งแม้จะไม่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประโยชน์สูงสุดในขณะที่ลดอันตรายให้น้อยที่สุด แต่ด้วยข้อมูลที่ล้นหลามจากอินเทอร์เน็ตและการตลาดทางการแพทย์ข้ามพรมแดนที่รุนแรง โดยเฉพาะในศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต การรู้เท่าทันจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนกว่าที่เคย บทเรียนท้ายสุดนั้นเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง นั่นคือ ทั้งภูมิปัญญาดั้งเดิมและนวัตกรรมต่างก็มีที่ทางของตน ตราบใดที่สุขภาวะที่ดีของผู้ป่วยยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการตัดสินใจเชิงนโยบายทุกครั้ง
สำหรับผู้ป่วยในประเทศไทยที่สนใจการแพทย์ทางเลือก คำแนะนำในทางปฏิบัติคือตรงไปตรงมา: ตรวจสอบให้แน่ใจเสมอว่าผู้ประกอบวิชาชีพของคุณได้รับใบอนุญาตอย่างเป็นทางการจากกระทรวงสาธารณสุข และการรักษาใดๆ ได้รับการขึ้นทะเบียนหรืออนุมัติจาก อย. ไทยแล้ว โปรดใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งกับคลินิกที่เสนอ “ยาวิเศษ” นำเข้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งคลินิกที่หลีกเลี่ยงสถาบันการแพทย์ที่เป็นที่ยอมรับ ขอหลักฐาน แสวงหาความเห็นที่สองจากผู้เชี่ยวชาญอิสระ และจำไว้ว่าการรักษาที่แท้จริงนั้นเคารพทั้งความหวังและความปลอดภัยของคุณ
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและการตรวจสอบ โปรดดูแหล่งข้อมูลเหล่านี้: Gizmodo, Yahoo News, รายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO Global Report), ความปลอดภัยด้านยาของ FDA (FDA Drug Safety), การกำกับดูแลการแพทย์แผนจีนของไทย, พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพรของไทย