หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชิ้นใหม่ๆ ตอกย้ำไม่หยุดว่าอาหารและโภชนาการมีบทบาทชี้ขาดในการต่อกรกับโรคมะเร็ง ผลการศึกษาเหล่านี้เปิดมุมมองใหม่ให้ผู้ป่วย ผู้ที่เคยผ่านการรักษา และกลุ่มเสี่ยง นำไปปรับใช้เพื่อเพิ่มโอกาสการรักษาที่ดีขึ้น งานวิจัยล่าสุด ทั้งจากการทบทวนวรรณกรรมระดับโลกอย่างเข้มข้นและการทดลองทางคลินิกเฉพาะด้าน ชี้ชัดว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้ถูกหลัก ควบคู่กับการออกกำลังกายเป็นประจำ ไม่เพียงแต่ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็ง แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งอีกด้วย ข้อค้นพบสำคัญเหล่านี้กำลังถูกผนวกรวมเข้ากับแนวทางปฏิบัติของผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งทั้งในเวทีโลกและในบ้านเรา นับเป็นสัญญาณบวกที่ชี้ว่าทั้งระดับบุคคลและสังคมสามารถร่วมพลังกันสู้กับภัยสุขภาพครั้งใหญ่นี้ของชาติได้

ผลวิจัยเหล่านี้สำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนไทย ซึ่งเผชิญกับผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่กว่า 190,000 คนต่อปี ส่งผลให้มะเร็งกลายเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของประเทศ (องค์การอนามัยโลก, 2024) แม้พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมจะมีส่วน แต่ปัจจัยด้านวิถีชีวิตที่เราปรับเปลี่ยนได้เอง โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินและการออกกำลังกาย กำลังได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ ว่ามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันและลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำของโรค (วิกิพีเดีย – อาหารและมะเร็ง) งานวิจัยใหม่ๆ ที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง กำลังกระตุ้นให้ผู้กำหนดนโยบายสาธารณสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง และผู้นำชุมชน ต้องหันมาทบทวนและปรับปรุงคำแนะนำ รวมถึงโครงการป้องกันต่างๆ ให้สอดรับกับพฤติกรรมการบริโภคและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยมากยิ่งขึ้น

งานวิจัยชิ้นสำคัญอีกชิ้น ที่ได้รับทุนจากสมาคมมะเร็งแห่งแคนาดา และถูกนำเสนอผ่าน ข่าวสุขภาพ WTOP (มิถุนายน 2025) ได้ติดตามผลกลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการปรับพฤติกรรมการออกกำลังกายและโภชนาการเป็นเวลาสามปี หลังสิ้นสุดการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่งมาก เพราะผู้เข้าร่วมโครงการมีความเสี่ยงที่จะกลับมาเป็นมะเร็งซ้ำหรือเกิดมะเร็งชนิดใหม่ลดลงถึง 28% และที่สำคัญ ความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 37% ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่เพียงส่งผลดีต่อการรอดชีวิตจากมะเร็งเท่านั้น แต่ยังอาจช่วยยืดอายุขัยและส่งเสริมสุขภาพที่ดีในระยะยาวอีกด้วย

ในทำนองเดียวกัน การทบทวนวรรณกรรมครั้งใหญ่โดยกองทุนวิจัยมะเร็งโลก (WCRF) และสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งอเมริกา (AICR) ที่เผยแพร่เมื่อเมษายน 2025 ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากงานวิจัยถึง 170 ชิ้น ครอบคลุมมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจากทั้งสองสถาบันสรุปตรงกันว่า “ผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีที่สุด ไม่ได้มาจากการพึ่งพา ‘ซูเปอร์ฟู้ด’ อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เกิดจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการกินและวิถีชีวิตในภาพรวม” ซึ่งได้แก่:

  • เน้นกินผัก ผลไม้ และอาหารกากใยสูง
  • จำกัดหรือเลี่ยงเนื้อแดง เนื้อสัตว์แปรรูป เครื่องดื่มรสหวานจัด และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • กินแคลเซียมให้พอเพียง จากนมหรือแหล่งอาหารจากพืช
  • คุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ดีต่อสุขภาพ
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ
  • เลี่ยงการสูบบุหรี่และผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกชนิด

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข สังกัดมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งร่วมในการทบทวนวรรณกรรมครั้งนี้ ให้ทัศนะว่า “พฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพคือหัวใจของการป้องกันมะเร็ง ความก้าวหน้าครั้งสำคัญของงานวิจัยนี้ คือการมองภาพรวม โดยเน้นรูปแบบการกินโดยรวม มากกว่าจะเจาะจงไปที่สารอาหารหรืออาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว” (AICR, 2025; WCRF, 2025)

โภชนาการและการออกกำลังกายไม่ได้แค่ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเท่านั้น แต่ยังเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยประคับประคองผู้ป่วยระหว่างการรักษาด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาผู้ป่วยมะเร็ง จากสถาบันมะเร็ง Schar ของ Inova ซึ่ง บทความ WTOP อ้างถึง กล่าวว่า “การออกกำลังกายและโภชนาการที่ดีช่วยลดอาการอ่อนเพลีย เพิ่มคุณภาพชีวิต และทำให้ผู้ป่วยร่วมมือในการรักษาได้ดีขึ้น วงการแพทย์เองก็เปลี่ยนไปแล้ว เดี๋ยวนี้แพทย์มะเร็งจำนวนไม่น้อยนำเรื่องอาหารการกินและการออกกำลังกายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแผนดูแลผู้ป่วย” ผู้เชี่ยวชาญท่านนี้ยังย้ำว่าให้เริ่มจากจุดเล็กๆ เช่น เดินทุกวัน หรือเปลี่ยนจากอาหารแปรรูปเป็นผักสด และหาคนรอบข้างคอยสนับสนุนเพื่อสร้างวินัยให้ตัวเอง

ที่สำคัญ คำแนะนำเหล่านี้ยังสอดคล้องกับแนวทางของหน่วยงานในไทย อย่างโรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ และสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย โดยคำแนะนำที่ปรับให้เข้ากับบริบทไทยจะเน้นความสำคัญของ:

  • กินผักผลไม้หลากสีทุกวัน เพื่อเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระและไฟโตนิวเทรียนท์
  • กินธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวบาร์เลย์ แทนข้าวขาว เพื่อให้ได้ใยอาหารและสารอาหารครบถ้วน
  • ใช้สมุนไพรและเครื่องเทศไทย อย่างขมิ้น กระเทียม พริก ขิง ที่มีสารประกอบช่วยลดความเสี่ยงมะเร็ง
  • ลดอาหารไขมันสูง เนื้อสัตว์แปรรูป อาหารเค็มจัด/ของหมักดอง และจำกัดเนื้อแดงไม่เกิน 500 กรัมต่อสัปดาห์
  • เลือกกินอาหารทะเลและปลาแทนเนื้อแดงหรือเนื้อสัตว์แปรรูป เพื่อโปรตีนไขมันต่ำและกรดไขมันโอเมกา-3
  • เตรียมอาหารให้ถูกสุขลักษณะ เลี่ยงการปิ้งย่างจนไหม้เกรียมหรือการรมควัน และปรุงอาหารให้สุกทั่วถึง โดยเฉพาะปลาและเนื้อสัตว์ (โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ; สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย)

หัวใจสำคัญจากฉันทามติระดับโลกนี้ คือการปรับใช้อย่างยืดหยุ่นให้เข้ากับอาหารท้องถิ่นและความพร้อมของวัตถุดิบ สำหรับสังคมไทย นั่นหมายถึงการต่อยอดจากวัฒนธรรมอาหารดั้งเดิม เช่น การใช้ผักหลากสีในแกงต่างๆ ความนิยมในเครื่องดื่มสมุนไพร และการสร้างสมดุลระหว่างข้าวสวยกับธัญพืชไม่ขัดสี ขณะเดียวกันก็ต้องใส่ใจเรื่องการกินอาหารแปรรูปโซเดียมและไขมันสูง ซึ่งพบมากในอาหารสำเร็จรูปสมัยใหม่

ประเด็นใหม่ที่น่าจับตามองในงานวิจัยโภชนาการกับมะเร็ง และส่งผลต่อสังคมไทยโดยตรง คือบทบาทของจุลินทรีย์ในลำไส้ (gut microbiome) งานวิจัยล่าสุดชี้ว่าอาหารกากใยสูงจากพืช—เช่น ถั่ว ผักใบเขียว และเครื่องเทศนานาชนิดที่พบมากในอาหารไทย—ช่วยเพิ่มแบคทีเรียดีในลำไส้ เสริมแกร่งให้ระบบภูมิคุ้มกันต่อสู้กับเซลล์มะเร็งได้ดียิ่งขึ้น (The ASCO Post, 2025) ความหลากหลายของจุลินทรีย์ในลำไส้ที่เพิ่มขึ้นนี้ ยังสัมพันธ์กับอัตราการรอดชีวิตและการตอบสนองต่อการรักษาที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านม

ข้อมูลยังชี้ชัดว่าพฤติกรรมการกินที่ไม่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะการกินอาหารแปรรูปขั้นสูง (ultra-processed foods) ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ไขมันสูง และโซเดียมปริมาณมากเป็นประจำ สัมพันธ์กับอัตราการเกิดมะเร็งที่สูงขึ้นทั้งในระดับโลกและในเอเชีย ตัวอย่างเช่น การเคี้ยวหมากซึ่งยังพบได้ในบางพื้นที่ ก็เป็นที่รู้กันว่าก่อให้เกิดมะเร็งช่องปาก ส่วนการกินอาหารรสเค็มจัดก็เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร (วิกิพีเดีย – อาหารและมะเร็ง) การกินอาหารไขมันสูงเกินไป โดยเฉพาะอาหารที่ใช้กะทิหรือน้ำมันปาล์มมาก ก็อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง แม้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยังไม่ฟันธง และการกินในปริมาณพอเหมาะยังคงสำคัญ (PubMed – การบริโภคกะทิและความเสี่ยงมะเร็งเต้านมในสตรีไทย)

อย่างไรก็ดี การนำผลวิจัยระดับโลกมาปรับใช้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่ได้อาศัยแค่ข้อมูล แต่ยังต้องการโครงสร้างพื้นฐานสาธารณสุขที่เอื้ออำนวย การเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้ง่าย และกลยุทธ์ที่เข้าใจบริบทวัฒนธรรม ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติต่างเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลก รวมถึงกระทรวงสาธารณสุขของไทย ออกนโยบายที่ทำให้ทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมีราคาเข้าถึงง่ายและหาซื้อได้สะดวกขึ้น เช่น การอุดหนุนราคาผักผลไม้ การเก็บภาษีเครื่องดื่มรสหวานหรืออาหารแปรรูป และการวางผังเมืองที่ส่งเสริมการออกกำลังกายและการเดิน

แม้จะมีหลักฐานมากมายสนับสนุนให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน แต่ความท้าทายก็ยังมีอยู่มาก คนส่วนใหญ่ทั้งในไทยและทั่วโลกยังกินผัก ผลไม้ และกากใยไม่เพียงพอตามคำแนะนำ (แนวทางของ USDA) ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าคำแนะนำด้านอาหารมักถูกเข้าใจคลาดเคลื่อน ผลสำรวจพบว่าผู้ป่วยมะเร็งถึง 82% มีคำถามเรื่องโภชนาการ แต่ไม่ถึงครึ่งที่ได้รับคำแนะนำจากทีมแพทย์ผู้ดูแล สิ่งนี้ตอกย้ำความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับปรุงการสื่อสารสุขภาพและให้ความรู้ด้านโภชนาการในการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง ซึ่งเป็นช่องว่างที่ทั้งองค์กรในไทยและต่างประเทศเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น (โภชนาการเพื่อการป้องกันมะเร็งในประเทศไทย)

วัฒนธรรมไทยมีต้นทุนที่ดีเยี่ยมในการต่อสู้กับปัญหานี้ ไม่ว่าจะเป็นความอุดมสมบูรณ์ของผักผลไม้พื้นบ้าน ภูมิปัญญาการดื่มเครื่องดื่มสมุนไพรและอาหารจากพืช รวมถึงเครือข่ายสังคมที่เข้มแข็ง ซึ่งครอบครัวและชุมชนสามารถมีบทบาทส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่ดีได้ การอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งดีๆ เหล่านี้ ควบคู่ไปกับการให้ความรู้ประชาชนถึงภัยจากอาหารสำเร็จรูปสมัยใหม่ จะช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งได้อย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อมองไปข้างหน้า ทิศทางงานวิจัยด้านนี้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีการศึกษาขนาดใหญ่หลายชิ้นที่กำลังเจาะลึกว่ารูปแบบการกินส่งผลต่อจุลินทรีย์ในลำไส้ มีปฏิกิริยาต่อการรักษามะเร็งแบบเฉพาะเจาะจง และกระทบต่ออัตราการรอดชีวิตอย่างไร แม้ยังต้องการการทดลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินที่ชัดเจนและผ่านการตรวจสอบในบริบทท้องถิ่น โดยเฉพาะงานวิจัยที่ตอบโจทย์ลักษณะอาหารและปัจจัยเสี่ยงเฉพาะของไทย แต่ข้อสรุปที่ชัดเจนในวันนี้คือ สิ่งที่เรากินเข้าไปนั้นสำคัญอย่างยิ่งยวด ทั้งก่อนและหลังรู้ว่าเป็นมะเร็ง

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาแนวทางปฏิบัติ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เริ่มจากสิ่งเล็กๆ แต่มั่นคง ดังนี้:

  • ลองเปลี่ยนขนมหวานหรือของว่างแปรรูปวันละอย่าง เป็นผลไม้หรือถั่วแทน
  • ทำอาหารไทยกินเองที่บ้าน ใช้ผักพื้นบ้านหลากชนิด ลดเค็ม ลดเครื่องปรุงรสจัด
  • เดินเล่นหรือปั่นจักรยานในสวนสาธารณะ ตลาด หรือแถววัดใกล้บ้าน อย่างน้อยวันละ 30 นาที
  • ปรึกษานักกำหนดอาหารใกล้บ้าน หรือกลุ่มผู้รอดชีวิตจากมะเร็ง ที่ปรับแนวทางสากลให้เข้ากับลิ้นคนไทย
  • เน้น “ค่อยๆ ปรับปรุง ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ” ถ้าวันไหนพลาดไปมื้อหนึ่ง ก็แค่กลับมาทำตามแนวทางเดิมในมื้อถัดไป

ผู้นำด้านโภชนาการมะเร็งระดับสากลท่านหนึ่ง กล่าวว่า “เราจะได้เห็นงานวิจัยมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ชี้ให้เห็นว่าโภชนาการและจุลินทรีย์ในลำไส้ส่งผลต่อการรักษาและคุณภาพชีวิตอย่างไร ไม่ใช่แค่ช่วงรับการบำบัด แต่รวมถึงช่วงหลังการรักษาและการใช้ชีวิตในฐานะผู้รอดชีวิตด้วย” การวิจัยที่ไม่หยุดนิ่งและการขับเคลื่อนในระดับชุมชน จะนำไปสู่อนาคตที่ครอบครัวไทยสามารถสืบสานวัฒนธรรมอาหารที่ดีงาม พร้อมๆ กับการต่อสู้มะเร็งได้ในทุกมื้อ

จึงขอเชิญชวนผู้อ่านทุกท่านศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ปรึกษาบุคลากรสาธารณสุขในบ้านเรา และเป็นกำลังใจให้เพื่อนและครอบครัวเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมง่ายๆ ที่ทำได้ยั่งยืน พวกเราทุกคนสามารถร่วมกันสร้างเกราะป้องกันมะเร็งโดยรวมให้แข็งแกร่งขึ้นได้ ด้วยพลังของโภชนาการและวิถีชีวิตที่อยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้องและสอดรับกับวัฒนธรรมของเรา

แหล่งข้อมูล: