ผู้ใดพึงถวายอาคารมุงบังด้วยใบอ้อย อาคารมุงบังด้วยหญ้า และอาคารมุงบังด้วยผ้า ผู้นั้นครั้นถวายอาคารอย่างใดอย่างหนึ่งในอาคารสามอย่างแล้วจึงจะเกิดเป็นเทพชาวสุธัมมาได้

ตติยนาควิมาน

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๑๒. ตติยนาควิมาน

ว่าด้วยวิมานที่มีช้างทิพย์เป็นพาหนะ เรื่องที่ ๓

             (บุรุษผู้เป็นบัณฑิตถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า)

             [๙๗๖] ใครหนอ มีช้างเผือกปลอดเป็นยานทิพย์ มีเสียงดนตรีประโคมกึกก้อง มีบริวารเป็นอันมากบูชาอยู่ในอากาศ

             [๙๗๗] ท่านเป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกปุรินททะ พวกเราไม่รู้จัก จึงขอถามท่าน พวกเราจะรู้จักท่านได้อย่างไร

             (เทพบุตรกล่าวว่า)

             [๙๗๘] ข้าพเจ้าไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ ทั้งไม่ใช่ท้าวสักกปุรินททะ แต่ข้าพเจ้าเป็นเทพบุตรตนหนึ่งในบรรดาเหล่าเทพชาวสุธัมมา

             (บุรุษผู้เป็นบัณฑิตถามว่า)

             [๙๗๙] แน่ะเทพชาวสุธัมมา ข้าพเจ้าขอกราบเรียนถามว่า คนทำกรรมอะไรไว้สมัยเป็นมนุษย์ จึงจะเกิดเป็นเทพชาวสุธัมมาได้

             (เทพบุตรกล่าวว่า)

             [๙๘๐] ผู้ใดพึงถวายอาคารมุงบังด้วยใบอ้อย อาคารมุงบังด้วยหญ้า และอาคารมุงบังด้วยผ้า ผู้นั้นครั้นถวายอาคารอย่างใดอย่างหนึ่งในอาคารสามอย่างแล้ว

                       จึงจะเกิดเป็นเทพชาวสุธัมมาได้

ตติยนาควิมานที่ ๑๒ จบ

----------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ
อรรถกถา ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕

๑๒. นาควิมานที่ ๓

               อรรถกถาตติยนาควิมาน               

               ตติยนาควิมานเกิดขึ้นอย่างไร?
               พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กรุงราชคฤห์.
               สมัยนั้น พระเถระขีณาสพ ๓ องค์ เข้าจำพรรษาในอาวาสใกล้หมู่บ้าน ครั้นออกพรรษาปวารณาแล้ว พระเถระเหล่านั้นประสงค์จักถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงเดินทางมุ่งกรุงราชคฤห์ ในระหว่างทาง ถึงที่ใกล้ไร่อ้อยของพราหมณ์มิจฉาทิฏฐิ ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในเวลาเย็นถามคนเฝ้าอ้อยว่า พ่อคุณ วันนี้อาจถึงกรุงราชคฤห์ไหม.
               คนเฝ้าอ้อยกล่าวว่า ไม่อาจดอก ขอรับ กรุงราชคฤห์อยู่ห่างจากที่นี้กึ่งโยชน์ นิมนต์ท่านทั้งหลายอยู่ในที่นี้แหละ พรุ่งนี้ค่อยไป.
               พระเถระถามว่า พ่อคุณที่นี้มีอะไรๆ ที่พอจะทำเป็นที่อยู่ได้บ้างเล่า. ไม่มี ขอรับ แต่กระผมจักจัดที่อยู่ถวายพวกท่าน.
               พระเถระทั้งสามรับนิมนต์.
               คนเฝ้าอ้อยนั้นผูกท่อนไม้เป็นมณฑปกิ่งไม้ ในไร่อ้อยที่ยืนต้นอยู่อย่างเดิมนั่นแหละ ใช้ใบอ้อยมุงข้างบน ลาดฟางข้างล่าง ถวายแด่พระเถระองค์หนึ่ง. เอาอ้อยสามลำผูกเป็นสังเขปว่าไม้สามเส้า แล้วมุงด้วยหญ้าลาดพื้นด้วยหญ้า ถวายแด่พระเถระองค์ที่สอง. นำไม้สองสามท่อนในกระท่อมของตนและกิ่งไม้ทั้งหลายแล้วคลุมด้วยจีวร ทำกลดถวายแด่พระเถระอีกองค์หนึ่ง.
               พระเถระเหล่านั้นอยู่ในที่นั้น.
               พอราตรีสว่างได้เวลา เขาหุงข้าว ถวายไม้สีฟันและน้ำล้างหน้าแล้ว ถวายภัตตาหารกับน้ำอ้อย เมื่อพระเถระเหล่านั้นฉันแล้วอนุโมทนาแล้ว กำลังจะไป เขาได้ถวายอ้อยองค์ละลำ ด้วยกล่าวว่า จักเป็นส่วนของกระผม. เขาไปส่งพระเถระสิ้นระยะทางหน่อยหนึ่งแล้วก็กลับ เสวยปีติโสมนัสอย่างโอฬาร ปรารภการช่วยขวนขวายและทานของตน กลับบ้าน.
               ฝ่ายเจ้าของไร่เดินมาสวนทางกับภิกษุที่กำลังเดินไป ถามภิกษุทั้งหลายว่า ได้อ้อยมาแต่ไหน. ภิกษุทั้งหลายตอบว่า คนเฝ้าอ้อยถวาย.
               พราหมณ์ได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ไม่พอใจ ฮึดฮัดอยู่ ถูกความโกรธครอบงำ วิ่งตามไปข้างหลังคนเฝ้าอ้อย เอาไม้ค้อนตีเขา ปลงชีพเขาด้วยการตีทีเดียวเท่านั้น. คนเฝ้าอ้อยระลึกถึงบุญกรรมที่ตนทำไว้นั่นแหละ ตายไปบังเกิดในสุธัมมาเทวสภา. ช้างพลายทิพย์ตัวประเสริฐ ใหญ่ เผือกปลอด บังเกิดด้วยบุญญานุภาพของเขา.
               บิดามารดาและญาติมิตรของเขา ได้ข่าวตายของคนเฝ้าอ้อยแล้ว น้ำตาอาบหน้าร้องไห้พากันไปยังที่นั้น และชาวบ้านทั้งหมดได้ประชุมกัน บิดามารดาของเขาปรารภจะกระทำฌาปนกิจตรงที่นั้น.
               ในขณะนั้น เทพบุตรนั้นขี่ช้างทิพย์ตัวนั้นแวดล้อมไปด้วยเทพผู้ชำนาญฉิ่งทั้งหมด มีดนตรีเครื่อง ๕ บรรเลงอยู่ มาจากเทวโลกด้วยบริวารเป็นอันมาก ด้วยเทพฤทธิ์ยิ่งใหญ่ ลอยอยู่ในอากาศปรากฏกายให้ที่ประชุมนั้นเห็น
               ครั้งนั้น บุรุษผู้เป็นบัณฑิตในที่นั้น ได้ถามเทพบุตรนั้นถึงบุญกรรมที่เขาทำไว้ ด้วยคาถาเหล่านี้
               ใครหนอมีช้างเผือกปลอดเป็นยานทิพย์ มีดนตรีประโคมกึกก้อง เขาฉลองกันอยู่ในอากาศ ท่านเป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกะผู้ให้ทานในกาลก่อน พวกเราไม่รู้ ขอถามท่าน พวกเราจะรู้จักท่านได้อย่างไร.
               เทพบุตรแม้นั้นได้พยากรณ์ความนั้นแก่เขา ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
               เราไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ ไม่ใช่ท้าวสักกะผู้ให้ทานในกาลก่อน ข้าพเจ้าเป็นเทพองค์หนึ่ง ในบรรดาเหล่าเทพที่ชื่อสุธัมมา.
               คนเป็นบัณฑิตถามแม้อีกว่า
               เราทั้งหลายกระทำอัญชลีอย่างใหญ่ ขอถามเทพพวกสุธัมมา คนทำกรรมอะไรในมนุษยโลกจึงจะเข้าถึงเทพพวกสุธัมมา.
               เทพบุตรได้พยากรณ์อีกว่า
               ผู้ใดถวายอาคารอ้อย อาคารหญ้าและอาคารผ้า หรือถวายอย่างใดอย่างหนึ่ง ในสามอย่างนั้น ผู้นั้นย่อมเข้าถึงเทพพวกสุธัมมา.
               คำที่เหลือเข้าใจง่ายทั้งนั้น.
               เทพบุตรนั้นตอบเนื้อความที่บุรุษบัณฑิตนั้นถามอย่างนี้แล้ว เมื่อประกาศคุณพระรัตนตรัย ชื่นชมกับบิดามารดาแล้ว ก็กลับไปยังเทวโลก
               มนุษย์ทั้งหลายฟังคำของเทพบุตรแล้ว เกิดความเลื่อมใสเป็นอันมากในพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ ตระเตรียมเครื่องอุปกรณ์ให้ทานมากมายบรรทุกเต็มหลายเล่มเกวียนพากันไปพระวิหารเวฬุวัน ถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข กราบทูลเรื่องที่เป็นไปนั้นถวายพระศาสดา.
               พระศาสดาตรัสเรื่องนั้นเป็นคำถามและคำตอบเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ ทรงทำข้อความนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่อง ทรงแสดงธรรมโดยพิสดารให้มนุษย์เหล่านั้นตั้งอยู่ในสรณะและศีลทั้งหลาย.
               คนเหล่านั้นมีศรัทธาตั้งมั่น ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว กลับไปบ้านของตนแล้ว ช่วยกันสร้างวิหารตรงที่ที่คนเฝ้าอ้อยตายแล.


               จบอรรถกถาตติยนาควิมาน               
               -----------------------------------------------------