ขาไป ๑๒ - ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๘
ค่ำวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ผมนั่งแท็กซี่ออกจากบ้าน ๑๙.๓๐ น. ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ๒๐.๓๐ น. เช็กอินที่เคาน์เตอร์ออสเตรียนแอร์ได้ทันที และเวลา ๒๑ น. ผมก็ไปนั่งที่ห้องรับรองการบินไทย ถือโอกาสอ่านหนังสือพิมพ์รายวัน ๒ เล่ม และนิตยสารด้านท่องเที่ยว และด้านธุรกิจอีก ๓ เล่ม เพื่อรับรู้ความเป็นไปในบ้านเมือง เพราะตามปกติผมแทบไม่รับรู้เรื่องทางการเมืองและธุรกิจเลย
ได้รับรู้ความปั่นป่วนผันผวนด้านการเมือง และด้านเศรษฐกิจ ชัดเจนขึ้น เป็นข่าวคนละแนวกับที่ผมฟังวิทยุจุฬาอยู่ทุกเช้า
เครื่องบิน OS 26 ออกจากประตู S 120 ซึ่งอยู่คนละอาคาร ต้องนั่งรถไฟฟ้าไป เดินจากห้องรับรองการบินไทยประมาณ ๑๐ นาที ที่นั่งรอที่ประตู S 120 กว้างขวาง พอเวลา ๒๒.๔๕ น. เขาก็เรียกขึ้นเครื่อง ผมได้ที่นั่ง 1D กลางลำ ที่นั่งชั้นธุรกิจสบายน้อยกว่าการบินไทย อาหารก็ไม่อร่อย ที่นอนก็นอนไม่สบาย ฝรั่งตัวโตมากๆ ตัวคับเตียง หากเทียบกับสายการบินกาต้าร์ ก็นับว่าคนละชั้นทีเดียว
ตีหนึ่งครึ่งเวลาไทย ผมเข้านอน นอนไปได้สองชั่วโมงรู้สึกคอแห้งมาก ต้องลุกขึ้นมาดื่มน้ำ และเข้าห้องน้ำ รวมแล้วนอนได้ราวๆ ๕ ชั่วโมง ตื่นขึ้นมาดื่มน้ำและเข้าห้องน้ำ ๒ ครั้ง ๖ น. เศษเวลาไทย ผมเขียนหนังสือ งอกงามความรักเรียน บทสุดท้ายต่อ และเขียนจบเวลา ๘ น. เศษ
ผมดื่มน้ำมากกว่าผู้โดยสารคนอื่นๆ จนน้ำขวดที่เขาให้หมด ไปขออีกขวด ไม่มี แต่ก็ถ่ายจากขวดใหญ่มาได้ ได้น้ำ sparkling ที่ผมชอบเสียด้วย
เครื่องบินบินอย่างราบเรียบ แทบไม่พบบริเวณที่เครื่องสั่นเลย และแตะพื้นสนามบินเวียนนา ๕.๓๕ น. เวลาท้องถิ่น ซึ้งช้ากว่าไทย ๕ ชั่วโมง ผมเดินตาม นพ. วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร และ นพ. เกษม ตั้งเกษมสำราญ ไปผ่านตรวจคนเข้าเมือง Schengen แล้วตรวจความปลอดภัย มีเวลาอีกกว่าครึ่งชั่วโมงจึงไปนั่งคุยและดื่มกันที่ Austrian Lounge ได้ความรู้ลึกๆ เรื่องการเมืองเป็นฝักฝ่าย ในกระทรวงสาธารณสุข และความท้าทายต่อระบบคุ้มครองสุขภาพถ้วนหน้า ตามนโยบายบัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ ระบบไม่รัดกุมพอ จึงเกิดการแสวงประโยชน์โดยมิชอบที่จุดบริการหลายแบบ ทำให้เงินที่ใช้บวมขึ้นมาก ตอนนี้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศเพิ่มเป็นร้อยละ ๕.๒ ของ จีดีพี
แต่ก็มีข่าวดี ที่นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบคุ้มครองสุขภาพถ้วนหน้า และคณะกรรมการตั้งอนุกรรมการ ๒ ชุด คือชุดวิจัย มี นพ. วิโรจน์ เป็นประธาน กับชุดขับเคลื่อน มี ศ. นพ. ปิยะมิตร ศรีธรา เป็นประธาน จะเห็นว่าแม้บ้านเมืองเราจะสั่นคลอน หรือคลอนแคลนไปมาก เราก็ยังมีผู้ใหญ่ที่มีทั้งความรู้และความดีคอยเป็นหลักให้แก่บ้านเมือง
เราออกจากห้องรับรอง เดินไปประตู F 63 ไกล และเป็นผู้โดยสาร ๓ คนสุดท้าย ที่ขึ้นรถบัสลำโตมากพาไปขึ้นเครื่องบิน ที่เป็น Embraer 95 ที่นั่งแถวละ ๒ + ๒ ออสเตรียเป็นพื้นราบ บินไปสัก ๒๐ นาทีก็เป็นพื้นที่ภูเขา ยอดมีหิมะคุมขาวโพลน สุดลูกตา
ชวนให้ผมสะท้อนคิดไปเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ภรรยายังสุขภาพดี ในการประชุมแบบนี้ เราเดินทางไปล่วงหน้า ๑ สัปดาห์เพื่อนั่งรถไฟเที่ยวสวิส และบางปีไปเที่ยวฝรั่งเศสตอนใต้ด้วย ได้รับความเพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์และธรรมชาติที่สวยงาม ตอนนี้โอกาสเช่นนั้นไม่มีอีกแล้ว ชีวิตคนเราเดินหน้าลูกเดียว ไม่มีถอยหลังกลับ ไปสู่จุดจบที่เชิงตะกอน
แต่ชีวิตช่วงสุดท้ายของผมก็สนุกสนานอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะได้มีโอกาสสัมผัสโลกและสังคมยุค เอไอ ที่ช่วยให้คนสนใจเรื่องการเรียนรู้อย่างผม มีโอกาสเรียนรู้ และทำประโยชน์ต่อวงการศึกษา และการยกระดับคุณภาพพลเมืองไทย
บินไป ๔๕ นาที เวลา ๘ น. ของท้องถิ่น กัปตันประกาศว่ากำลังบินผ่านประเทศอิตาลี ยอดเขาที่มีหิมะปกคลุมเต็มมีเมฆบังมิด
ถึงเจนีวา ๘.๓๐ น. รับกระเป๋าแล้วคุณหมอวิโรจน์พาไปสถานีรถไฟ ซื้อตั๋วไปกลับ สนามบินเจนีวา - โลซานน์ ให้หมอเกษมและผม แล้วพาไปขึ้นรถไฟ ระหว่างรอ อ. หมอภานุวิช รามา ติดต่อคุณหมอวิโรจน์ว่าอยู่ที่ไหน คุณหมอวิโรจน์แนะนำให้ขึ้นรถไฟขบวนเดียวกับพวกเรา นั่งรถไฟไป ๔๐ นาที เมื่อลงที่สถานีโลซานน์ก็พบกัน นั่งเมโทรไปที่สถานีสุดทางคือ Ouchy-Olympique แล้วเดินไป ๕ นาทีก็ถึงโรงแรม Movenpick สถานที่พักและประชุม อยู่ติดทะเลสาบเจนีวา แค่มีถนนและสวนคั่น
ขากลับ ๑๗ - ๑๘ พ.ค.
กลับสองคนกับ นพ. เกษม ตั้งเกษมสำราญ เรานัดออกจากโรงแรมเวลา ๑๕ น. แต่ออกจริง ๑๔ น. นั่ง Metro ไปลงที่สถานีรถไฟ ลากกระเป๋าข้ามถนน ไปยังสถานีรถไฟ อาศัยตาไวของคุณหมอเกษม เราไปที่ชาลา ๗ รถไฟออกเวลา ๑๔.๓๐ น. ไปสนามบินเจนีวา นั่งคุยกันไปตลอดทางจนถึงสถานีสนามบินที่เป็นปลายทาง ลากกระเป๋าขึ้นบันไดเลื่อนเดินออกไปยังสนามบิน เช็คอินที่สวิสแอร์ แล้วไปนั่งดื่ม กิน และเขียนบล็อกที่ห้องรับรองสวิสแอร์ ทำให้ผมเขียนบันทึกการไปโลซานน์ได้ครบหมดจด
ใกล้เวลาเครื่องบินออก ๑๙.๕๐ น. เราเดินไปที่ประตู A5 นั่งเดี๋ยวเดียวเขาก็เรียกขึ้นเครื่อง เครื่องบิน Ambraer 95 เหมือนขาไป เรานั่งคนละ ๒ ที่ ผมได้ที่นั่ง 3 D และ E รับเลี้ยงอาหารบนเครื่องบิน ผมกินครึ่งเดียว เพราะอิ่มมาจากห้องรับรอง ท้องฟ้ามืดตอนสามทุ่ม เครื่องลงที่สนามบินเวียนนา ๒๑.๒๕ น. เราเดินไปตามป้ายเปลี่ยนเครื่อง ไปที่ประตู F กับ G ไปผ่านตรวจคนออกจากเมือง แล้วไปนั่งที่ห้องรับรองออสเตรียนแอร์ ใกล้เวลาเดินไปที่ประตู G 21 นั่งรอครู่หนึ่งก็เรียกขึ้นเครื่อง โดยเราเอาบัตรขึ้นเครื่องสแกนให้ประตูเปิด ไม่มีการตวจพาสปอร์ตว่าคนถือบัตรเป็นตัวจริงหรือไม่
ผมได้ที่นั่ง 3G นั่งคู่กับคุณหมอเกษม เราไม่กินอาหารค่ำ ผมนอนได้ราวๆ ๕ ชั่วโมงก็ลุกขึ้นทำงาน ก่อนเครื่องลงชั่วโมงเศษ เขาเสิร์ฟอาหารเช้า (เวลาบ่ายที่เมืองไทย) เครื่องลงตรงเวลา ๑๕.๓๐ น. ที่สนามบินสุวรรณภูมิเราสแกนพาสปอร์ตเข้าเมืองได้เลย
เวลา ๑๗ น. ผมนั่งแท็กซี่ถึงบ้าน คุณหมอเกษมจะขอเอารถมาส่ง ผมขอนั่งแท็กซี่เอง การเดินทางกับคุณหมอเกษม ผมได้อาศัยความตาไวของคนหนุ่ม และได้คุยกัน รู้เรื่องลึกๆ ของกระทรวงสาธารณสุข และความอ่อนแอลงไปของราชการไทย
วิจารณ์ พานิช
๑๘ พ.ค. ๖๘
1 ยอดเขามีหิมะปกคลุม
2 ยอดเขามีหิมาขาวโพลน คั่นด้วยทะเลสาบระหว่างหุบเขา
3 ทะเลเมฆ
4 ใกล้ถึงสนามบินเจนีวา
อาจารย์เก่ง สุขภาพแข็งแรงนะคะ