13  มกราคม  2550  เป็นวันเด็กแห่งชาติ  ทั้งรัฐและหน่วยงานเอกชน

ต่างให้ความสนใจ ให้ความสำคัญสำหรับเด็ก ได้จัดกิจกรรมให้กับเด็ก

นับเป็นความโชคดีของเด็กที่ยังมีผู้ใหญ่ให้ความสนใจ  แต่เชื่อหรือไม่

ว่ายังมีเด็กไทยจำนวนมากที่ไม่มีความสุข  เพราะสภาพอ่านไม่ออก

และเขียนไม่ได้  ทั้งๆ ที่ความคาดหวังที่มีต่อนักเรียนชั้นประถม

ศึกษาปีที่ 1 ควรอ่านเขียนเรียนรู้คำศัพท์ได้อย่างน้อย  450  คำ

แต่สภาพความเป็นจริง  เด็กยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้  โดยเฉพาะ

นักเรียนที่เรียนภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง

ปัญหาดังกล่าวนี้ ผู้บริหารระดับกระทรวงศึกษาธิการทั้งในอดีตและ

ปัจจุบันต่างก็ทราบดี  และพยายามที่จะกำหนดนโยบายพัฒนาการ

เรียนการสอนสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  แต่ดูเหมือนการแก้ไขปัญหา

ยังไม่สัมฤทธิผล  ปัญหาหนึ่งที่อาจจะมองข้ามแต่ส่งผลต่อการปฏิบัติ

คือการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา โดยให้บุคลากรในโรงเรียนมีโอกาส

จัดทำหลักสูตรเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและความต้องการ แต่

ในความเป็นจริง ครูเป็นผ้ใช้หลักสูตรมากกว่าผู้สร้าง  โดยเฉพาะวิชา

ภาษาไทย  ซึ่งมิใช่ว่าใครๆ ก็สอนได้  และการสอนภาษาไทยในอดีต

ที่ผ่านมา กรมวิชาการเป็นผู้จัดทำหลักสูตร แนวการสอนและกำหนด

หนังสือเรียนภาษาไทยมาจากส่วนกลาง  ปัจจุบันเปิดกว้างให้โรงเรียน

จัดทำหลักสูตร จัดทำหน่วยการเรียนรู้และแผนการเรียนรู้เอง ครูซึ่งไม่

สันทัดในการสอนภาษาไทย ไม่เจนจัดต่อการสร้างหลักสูตร   จึงไม่

ทราบหลักการสอน บางแห่งเริ่มบูรณาการกับวิชาอื่นเช่นวิชาภาษา

อังกฤษตั้งแต่คาบแรกที่ปฐมนิเทศ  ความสับสนเกิดกับเด็กเพราะครู

สอนไม่เป็นมีมาก  ผู้มีส่วนรับผิดชอบควรยอมรับความเป็นจริงและ

หาแนวทางแก้ปัญหาเด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ จะดีกว่าพยายาม

ปกปิดความจริง  และสนใจในเรื่องอื่นมากกว่าการอ่านการเขียนของ

เด็ก เพราะการที่เด็กมาเรียนทุกวันแต่อ่านหนังสือไม่ออกหรือเขียน

ไม่ได้  มันเป็นความทุกข์  เป็นตราบาปติดตามเด็กไปตลอดชีวิต

วันเด็กแห่งชาติปีนี้  นอกจากจัดกิจกรรมให้เด็กได้รับความสนุกสนาน

มอบของขวัญให้กับเด็กมากมายแล้ว  ขอของขวัญสักชิ้นหนึ่งได้ไหม

ขอช่วยให้หนูอ่านออก เขียนได้   จะเป็นของขวัญที่มีค่าที่สุดในชีวิต

ของหนู