สำนักโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ตั้งขึ้นเพื่อพลิกโฉมการศึกษาไทย ที่ครูใหญ่วิเชียรบอกว่า แผนที่คิดไว้ตอนตั้งโรงเรียนล้มเหลว (https://www.youtube.com/watch?v=0gi14q5BXaI) แต่ต้นฉบับหนังสือ เด็กคือของขวัญ งานครูจึงศักดิ์สิทธิ์ บอกผมว่า ความสำเร็จกำลังใกล้เข้ามา
ขอนำคำนิยมที่ผมเขียนให้แก่หนังสือเล่มนี้ มาเผยแพร่
คำนิยม
หนังสือ เด็กคือของขวัญ งานครูจึงศักดิ์สิทธิ์
วิจารณ์ พานิช
................
ผมอ่านต้นฉบับหนังสือ เด็กคือของขวัญ งานครูจึงศักดิ์สิทธิ์ ด้วยความอิ่มเอมและลื่นไหล มีความสุขที่สังคมไทยจะมีหนังสืออธิบายหลักการและวิธีการปฏิรูปการเรียนรู้ หรือปฏิรูปการศึกษา ด้วยภาษาที่งดงาม จากประสบการณ์ตรงของตนเองของผู้เขียน คือครูใหญ่วิเชียร ไชยบัง ด้วยสไตล์การเขียนจากการสะท้อนคิดอย่างลึก (critical reflection) ในช่วงเวลา ๙ วันของวันหยุดยาวของเทศกาลสงกรานต์ปี พ.ศ. ๒๕๖๘
ดังปรากฎในชื่อหนังสือ และการเดินเรื่องในหนังสือ การศึกษาต้องมีเด็กเป็นศูนย์กลาง มองเด็กว่ามีชีวิตจิตใจของตนเอง กล่าวใหม่ว่าเห็นคุณค่าของความเป็นเด็ก และคุณค่าของตัวเด็กทุกคน ครูและโรงเรียนมีหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ คือหนุนให้เด็กได้พัฒนาครบทุกด้านและพัฒนาเต็มศักยภาพของเด็กแต่ละคน โดยที่เด็กแต่ละคนเข้าสู่ระบบการศึกษาด้วยพื้นฐานที่แตกต่างกัน การศึกษาจึงต้องหนุนให้เด็กพัฒนาสู่ตัวตนที่มีคุณลักษณะจำเพาะตน ไม่ใช่การศึกษาแบบตัดเสื้อโหล โดยเด็กพัฒนาตัวตนผ่านการเรียนรู้แบบซึมซับ ไม่ใช่แบบรับถ่ายทอดความรู้สำเร็จรูป
ผมตีความว่า ข้อเขียนในหนังสือ หนังสือ เด็กคือของขวัญ งานครูจึงศักดิ์สิทธิ์ เล่มนี้ สะท้อนว่า การศึกษาไม่ใช่กระบวนการถ่ายทอดความรู้ และมิติอื่นๆ ของความเป็นมนุษย์ ให้แก่เด็ก แต่เป็นกระบวนการหนุนให้เด็กสร้างตัวตน และมิติความเป็นมนุษย์จิตใจสูงและสมรรถนะสูง ใส่ตน ครูไม่ได้มีหน้าที่ถ่ายทอดความรู้และคุณลักษณะให้แก่ศิษย์ แต่มีหน้าที่สร้างบรรยากาศและพื้นที่ปลอดภัย พื้นที่สร้างสรรค์ พื้นที่ท้าทาย ที่เอื้อให้นักเรียนได้ร่วมกันสร้างสมรรถนะและคุณลักษณะครบด้านใส่ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาสมรรถนะด้านใน (inner development) ที่มักจะขาดหายไปในระบบการศึกษาไทยโดยทั่วไป
หนังสือเล่มนี้เตือนสติว่า การศึกษาบางแบบอาจทำร้ายเด็กโดยไม่รู้ตัว ทั้งๆ ที่ตั้งใจดี
หนังสือเล่มนี้ สื่อความเข้าใจผิด หรือมายาคติหลากหลายด้านที่มีอยู่ในระบบการศึกษาไทย ที่เน้นการใช้อำนาจควบคุมสั่งการ กำหนดรูปแบบและวิธีการตายตัว นำสู่ผล คือการศึกษาไทยมีคุณภาพต่ำมายืดเยื้อยาวนาน ที่ต้องการการพลิกโฉม (transformation) ด้วยวิธีจัดการการเรียนรู้แบบใหม่ และโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาได้สร้างระบบใหม่ ที่พิสูจน์มา ๒๒ ปีว่าได้ผล และมีโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ๕๐๐ โรงเรียน ดำเนินการตามแนวนี้ และพิสูจน์ว่ายกระดับการเรียนรู้ของนักเรียนได้จริง
ท่านที่สนใจนำวิธีการ ‘จิตศึกษา PBL, PLC, ไทยวรรณกรรม และคณิต pro-active’ ตามแนวทางของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ไปประยุกต์ใช้ นอกจากอ่านหนังสือเล่มนี้ให้ทะลุปรุโปร่งแล้ว น่าจะได้ฟังคำอธิบายของครูใหญ่วิเชียร ที่โรงเรียนวรพัฒน์ อำเภอหาดใหญ่ ตามลิ้งค์ https://www.youtube.com/watch?v=Kplf7dfVjAk และคำบรรยายแก่ผู้บริหารการศึกษา OBEC One Team เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๖๗ ในการประชุมที่จังหวัดนครนายก ที่ https://www.youtube.com/watch?v=0gi14q5BXaI ตัวผมเองมีความเชื่อว่า หากวิธีการนี้ได้รับการนำไปประยุกต์ใช้ในโรงเรียนทั่วประเทศ คุณภาพการศึกษาไทยจะยกระดับขึ้นอย่างแน่นอน ผลการทดสอบ PISA ของเยาวชนไทยอายุ ๑๕ ปี จะยกระดับขึ้นอย่างมาก ตรงตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการในขณะนี้ แต่วิธีการติวอย่างที่ทางกระทรวงใช้จะไม่เกิดผล ต้องใช้วิธีการพัฒนาระยะยาว (แบบซึมซับ) ตามแนวทางของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา และอีกหลายโรงเรียนที่ใช้วิธีหนุนให้นักเรียนเรียนด้วยวิธีการเรียนรู้เชิงรุก (active learning) และเรียนจากการปฏิบัติ ตามด้วยการสะท้อนคิดสู่การพัฒนา VASK (OECD) อย่างครบด้าน โดยครูทำหน้าที่โค้ช และชวนนักเรียนฝึกสะท้อนคิดจากสถานการณ์จริง และสถานการณ์เสมือนจริง (ไทยวรรณกรรม) ผ่านการตั้งคำถามที่หลากหลายให้นักเรียนร่วมกันสะท้อนคิด ภายใต้บรรยากาศไม่เน้นถูก-ผิด หรือบรรยากาศปลอดภัย
ข้อเตือนใจคือ การจัดกระบวนการเรียนรู้ ต้องมีการเรียนรู้และปรับตัวอยู่ตลอดไป ตามตัวอย่างโจทย์ของ PLC ที่มาจากพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็ก ตามที่เล่าในหนังสือเล่มนี้
การศึกษาคือกระบวนการเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกฝนอยู่กับสภาพความจริง เรียนรู้สภาพที่เป็นจริง และรู้เท่าทันความลวงที่ครอบงำโลกอยู่โดยฝีมือมนุษย์สร้างขึ้น ความลวงอย่างหนึ่งที่ครอบงำเราอยู่อย่างไม่รู้ตัวคือสภาพของ “ความสมบูรณ์แบบ” ที่ไม่มีอยู่ในโลก มีแต่ความพอดี การศึกษาที่หลงบูชาความสมบูรณ์แบบ เป็นรูปแบบหนึ่งของการศึกษาที่หลงทาง เป็นสภาพที่เราเผชิญอยู่ในปัจจุบัน แต่ในทุกสภาพ ทุกแง่มุม รวมทั้งสภาพ ‘ไม่สมบูรณ์แบบ’ มี ‘ความงาม’ ซ่อนอยู่ การศึกษาเป็นกระบวนการฝึกฝนทักษะหา ‘ความงามที่ซ่อนเร้น’ เหล่านั้น สำหรับนำมาใช้หล่อเลี้ยงชีวิตให้มีความสดชื่นแจ่มใส วงการศึกษาเรียกนามธรรมชิ้นนี้ว่า ‘จิตวิทยาเชิงบวก’ ‘กระบวนทัศน์เชิงบวก’ และครูใหญ่วิเชียรนำมาใช้เป็น “สนามพลังบวก” ที่จะช่วยหนุนให้เด็กรู้วิธีปลดปล่อยตัวเองออกจากหลุมดำของ ‘จิตวิทยาเชิงลบ’ ‘กระบวนทัศน์เชิงลบ’ ที่หากไม่ระวัง จะเข้ามาครอบงำจิตใจเรา โดยเราไม่รู้ตัว
มองจากมุมของศาสนา นี่คือการหล่อหลอมให้เด็กมี ‘สัมมาทิฏฐิ’ เป็นเจ้าเรือน ไม่หลงเข้าไปติดบ่วง ‘มิจฉาทิฏฐิ’
“ความจริง” มีหลายมิติ ทั้ง ‘ความจริงตามธรรมชาติ’ ‘ความจริงสมมติ’ และ ‘ความจริงลวง’ หรือความไม่จริง-ความลวง การศึกษา หรือ ‘งานครูที่ศักดิ์สิทธิ์’ ต้องหนุน (empower) ให้เด็กทำความเข้าใจความจริงหลายมิตินี้ด้วยตัวเอง โดยเข้าถึง “ความจริง” จากประสบการณ์ตรงของตนเอง หรือจาก “ความจริงสมมติ” คือวรรณกรรม แล้วครูชวนศิษย์สะท้อนคิดหาความหมายของประสบการณ์นั้น โดยการตั้งคำถามที่หลากหลาย ให้สะท้อนคิดหลายๆ แบบ จากมุมมองหลายๆ มุม ที่ผมตีความว่า เป็นการเกื้อหนุนให้เกิด ‘การเรียนรู้แบบลึกและเชื่อมโยง’ รวมทั้งเกิดความรู้เท่าทัน ‘ความจริงลวง’ ขึ้นโดยอัตโนมัติ หนังสือ เด็กคือของขวัญ งานครูจึงศักดิ์สิทธิ์ สาธยายเรื่องนี้ไว้อย่างพิสดาร
‘อ่านออกเขียนได้’ กับ ‘รู้หนังสือ’ ต่างและเหมือนกันอย่างไร ครูหนุนศิษย์ต่างกันอย่างไรเพื่อให้ศิษย์บรรลุเป้าหมายทั้งสอง
‘อ่านออกเขียนได้’ กับ ‘รู้หนังสือ’ เชื่อมโยงสู่ชีวิตที่ดี ชีวิตที่มีความสุข ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตอย่างไร ช่วยให้เรารู้เท่าทัน ความจริง หลากมิติอย่างไร ‘ความเป็นเด็ก’ งดงามอย่างไร งอกงามอย่างไร ครูหนุนการงอกงามนั้นอย่างไร ‘สนามพลังบวก จิตศึกษา PBL, PLC, ไทยวรรณกรรม และคณิต pro-active’ หนุนความงอกงามนั้นอย่างไร ช่วยให้เด็กซึมซับอะไร ครูเผชิญความท้าทายอะไร มีเรื่องสนุกในชีวิตอย่างไรบ้าง มีอยู่ในหนังสือ เด็กคือของขวัญ งานครูจึงศักดิ์สิทธิ์
คำถามอันไร้เดียงสาของเด็ก นำสู่การเรียนรู้ในมิติที่ลึกและเชื่อมโยงของครู ช่วยให้ชีวิตของครู เป็นการเดินทางที่สนุกสนานมีรสชาติ
ผมขอขอบคุณครูใหญ่วิเชียร ไชยบัง แทนสังคมไทย ที่กรุณาเขียนและจัดพิมพ์หนังสือ เด็กคือของขวัญ งานครูจึงศักดิ์สิทธิ์ เล่มนี้ออกเผยแพร่แก่สังคมไทย เพื่อให้คนไทยทั้งมวลเข้าใจการเรียนรู้ของเด็กในแนวทางที่ถูกต้อง และช่วยกันหนุนการพลิกโฉมการศึกษาไทยให้จงได้
วิจารณ์ พานิช
๓๐ เมษายน ๒๕๖๘