พระตถาคตทั้งหลายเป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน เป็นบ่อเกิดแห่งบุญเขตของมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมอุบัติขึ้นมาเพื่อประโยชน์แก่ชนหมู่มากจริงหนอ ที่ทายกกระทำบุญในท่านแล้วย่อมบันเทิงในสวรรค์ ดังนี้.

รัชชุมาลาวิมาน

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๑๒. รัชชุมาลาวิมาน

ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่หญิงผู้สักการะเคารพพระพุทธเจ้า

             (พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดาองค์หนึ่งว่า)

             [๘๒๖] เทพธิดา เธอมีผิวพรรณงดงามยิ่งนัก ขณะที่ดนตรีบรรเลงอยู่อย่างไพเราะ เธอกรีดกรายมือและเท้าฟ้อนรำได้อย่างกลมกลืน

             [๘๒๗] เมื่อเธอนั้นกำลังฟ้อนรำอยู่ เสียงทิพย์น่าฟัง น่ารื่นรมย์ใจ ย่อมเปล่งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุกส่วนสัดของเธอ

             [๘๒๘] ทั้งกลิ่นทิพย์ หอมระรื่นชื่นใจ ก็ฟุ้งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุกส่วนสัดของเธอ

             [๘๒๙] เมื่อเธอเยื้องไหวกายไปมา เสียงเครื่องประดับที่ช้องผม ก็เปล่งเสียงดังไพเราะ น่าฟัง ดังเสียงดนตรีเครื่องห้า

             [๘๓๐] อนึ่ง ต่างหูเพชรต้องลมสั่นไหว ก็ส่งเสียงดังไพเราะ น่าฟัง ดังเสียงดนตรีเครื่องห้า

             [๘๓๑] แม้มาลัยบนศีรษะของเธอมีกลิ่นหอมระรื่นชื่นใจ ก็ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทุกทิศ ดุจต้นอุโลก

             [๘๓๒] เธอสูดดมกลิ่นหอมระรื่นนั้น ทั้งได้เห็นรูปที่มิใช่ของมนุษย์ เทพธิดา อาตมาถามแล้ว ขอเธอจงบอกเถิดว่า นี้เป็นผลของกรรมอันใดเล่า

             (เทพธิดานั้นตอบว่า)

             [๘๓๓] ชาติก่อน ดิฉันเกิดเป็นทาสีของพราหมณ์ในหมู่บ้านคยา มีบุญน้อย ด้อยวาสนา คนทั้งหลายรู้จักดิฉันในนามว่า รัชชุมาลา

             [๘๓๔] ดิฉันเสียใจอย่างหนัก เพราะถูกด่าว่า ถูกเฆี่ยนตีต่างๆ และถูกคุกคามจึงถือหม้อน้ำออกไป ทำเป็นเสมือนจะไปตักน้ำ

             [๘๓๕] ครั้นแล้วได้วางหม้อน้ำไว้ข้างทาง เข้าไปยังป่าชัฏโดยตัดสินใจว่า จักตายในป่านี้แหละ เราอยู่ไปจะมีประโยชน์อะไรเล่า

             [๘๓๖] จึงทำบ่วงให้แน่น แขวนเข้ากับต้นไม้ ทีนั้นก็เหลียวดูไปรอบทิศด้วยคิดเกรงว่า มีใครอยู่ในป่าไหมหนอ

             [๘๓๗] ณ ที่นั้น ดิฉันได้เหลือบเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นจอมปราชญ์ ทรงเกื้อกูลสัตว์โลกทั้งมวล ผู้ไม่มีโรคภัย ประทับนั่งเข้าฌานอยู่ที่โคนต้นไม้

             [๘๓๘] ดิฉันนั้นเกิดความสังเวช ขนลุกชูชันอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน คิดว่า ใครหนอมาอาศัยอยู่ในป่านี้ เป็นมนุษย์หรือเทวดากันแน่

             [๘๓๙] เพราะได้เห็นพระพุทธองค์ผู้น่าเลื่อมใส ควรแก่การยินดี เสด็จออกจากป่า แล้วมาสู่ความไม่มีป่า(คือกิเลส) ใจของดิฉันก็เลื่อมใสด้วยคิดเห็นว่า ท่านผู้นี้คงจะมิใช่คนธรรมดาสามัญเป็นแน่

             [๘๔๐] ท่านผู้นี้คุ้มครองอินทรีย์ได้แล้ว ยินดีในฌาน มีใจไม่วอกแวก จะต้องเป็นพระพุทธเจ้าผู้ทรงเกื้อกูลสัตว์โลกทั้งมวลเป็นแน่

             [๘๔๑] ท่านผู้นี้เป็นที่น่าเกรงขาม ผู้ซึ่งบุคคลที่ปราศจากความเพียรและความมาดหมาย ทำให้ทรงชื่นชมได้ยาก ดังราชสีห์ซึ่งเป็นสัตว์อยู่ถ้ำ น่าเกรงขาม ยากที่ใครจะทำให้ชื่นชมและยากที่จะได้พบเห็น เหมือนดอกมะเดื่อ

             [๘๔๒] พระตถาคตเจ้าพระองค์นั้น ได้ตรัสเรียกดิฉันด้วยพระวาจาที่นุ่มนวลว่า รัชชุมาลาและรับสั่งกับดิฉันว่า เธอจงถึงตถาคตเป็นที่พึ่งเถิด

             [๘๔๓] ดิฉันฟังพระดำรัสอันปราศจากโทษ ประกอบด้วยประโยชน์ หมดจด ละเอียดอ่อน นุ่มนวลไพเราะ เป็นเครื่องบรรเทาความโศกเศร้าทั้งปวงเสียได้นั้น จึงเกิดจิตเลื่อมใส

             [๘๔๔] พระตถาคตผู้ทรงเกื้อกูลสัตว์โลกทุกหมู่เหล่า ทรงทราบว่า ดิฉันมีจิตเลื่อมใส มีใจบริสุทธิ์ ควรแก่การรับฟัง แล้วจึงได้ทรงพร่ำสอน

             [๘๔๕] พระองค์ได้ตรัสสอนดิฉันว่า “นี้คือทุกข์ นี้คือเหตุเกิดทุกข์ นี้คือความดับทุกข์ และนี้คือทางสายตรงให้บรรลุอมตธรรม” (เว้นทางสุดโต่ง ๒ อย่างแล้วดำเนินตามมรรคอริยสัจจที่เป็นเหตุให้บรรลุอมตธรรม เพราะดำเนินไปตามทางให้บรรลุนิพพาน)

             [๘๔๖] ดิฉันดำรงอยู่ในพระโอวาทของพระตถาคต ผู้ทรงอนุเคราะห์ เกื้อกูล ทรงฉลาดว่า “บุคคลได้บรรลุทางคือนิพพานซึ่งเป็นธรรมอันไม่ตาย สงบระงับ ไม่มีการจุติ”

             [๘๔๗] ดิฉันนั้นมีความภักดีมั่น ไม่หวั่นไหว เพราะมีความเห็นชอบเป็นปกติ ด้วยศรัทธาที่หยั่งรากลงแล้ว จึงได้เป็นธิดาที่แท้จริงของพระพุทธองค์

             [๘๔๘] ดิฉันนั้นไม่มีภัย จึงเที่ยวรื่นเริงบันเทิงใจอยู่ ทัดทรงมาลัยทิพย์ ดื่มน้ำหวานที่ทำให้สดชื่น

             [๘๔๙] เหล่าดุริยเทพ ๖๐,๐๐๐ องค์ ช่วยกันปลุกเร้าดิฉันให้เกิดปีติโสมนัส ได้แก่ เทพบุตรมีนามว่า อาฬัมพะ คัคคระ ภีมะ สาธุวาที ปสังสยะ

             [๘๕๐] โปกขระและสุผัสสะ เหล่าเทพธิดาน้อยๆ มีนามว่า วีณา โมกขา นันทา สุนันทา โสณทินนา สุจิมหิตา

             [๘๕๑] อลัมพุสา มิสสเกสีและบุณฑริกา อนึ่ง เทพกัญญาอีกพวกหนึ่ง คือเอณีปัสสา สุผัสสา สุภัททาและมุทุวาทินี

             [๘๕๒] ผู้ประเสริฐกว่านางอัปสรทั้งหลาย ผู้มีหน้าที่ปลุกเร้าให้เกิดปีติโสมนัส เทวดาเหล่านั้น พอได้เวลาก็เข้ามาหาดิฉัน เสนอด้วยวาจาน่ายินดีว่า

             [๘๕๓] เอาเถอะ พวกเราจักฟ้อนรำ ขับร้อง บำเรอเธอให้รื่นรมย์ สถานที่ที่ดิฉันได้รับในบัดนี้ มิใช่สถานที่สำหรับคนที่ไม่ได้ทำบุญไว้ แต่เป็นสถานที่สำหรับคนที่ได้ทำบุญไว้แล้วเท่านั้น

             [๘๕๔] ไม่มีความโศก น่าเพลิดเพลินเจริญใจ เป็นอุทยานกว้างใหญ่ของเหล่าเทพชั้นดาวดึงส์ สำหรับผู้ที่ไม่ได้ทำบุญไว้ย่อมไม่มีความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า

             [๘๕๕] ส่วนผู้ที่ได้ทำบุญไว้แล้วย่อมมีความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้าแน่นอน ผู้ปรารถนาจะสถิตอยู่ร่วมกับเทพชั้นดาวดึงส์เหล่านั้น ควรทำกุศลไว้ให้มาก เพราะว่าเหล่าชนผู้ที่ได้ทำบุญไว้แล้ว ย่อมพรั่งพร้อมด้วยโภคสมบัติ บันเทิงอยู่ในสวรรค์

             [๘๕๖] พระตถาคตทั้งหลาย ทรงอุบัติขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมากหนอ ทรงเป็นพระทักขิไณยบุคคล เป็นบ่อเกิดแห่งเนื้อนาบุญของมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้ที่ทายกทายิกาทั้งหลายทำสักการบูชาแล้ว จึงบันเทิงอยู่ในสวรรค์

รัชชุมาลาวิมานที่ ๑๒ จบ

------------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ
อรรถกถา ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔

๑๒. รัชชุมาลาวิมาน

               อรรถกถารัชชุมาลาวิมาน               

               รัชชุมาลาวิมานนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร?
               พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี.
               สมัยนั้น พราหมณ์คนหนึ่งในหมู่บ้านคยา ได้ให้ธิดาแก่บุตรพราหมณ์คนหนึ่งในบ้านนั้นเอง นางไปมีสามีแล้ว ตั้งตนเป็นใหญ่ในเรือนนั้น.
               นางเห็นลูกสาวทาสีในเรือนนั้นแล้วไม่ชอบหน้า นับแต่เห็นมา นางก็แสดงอาการฮึดฮัดด่าว่าด้วยความโกรธ และชูกำหมัดแก่ลูกสาวทาสีนั้น เมื่อลูกสาวทาสีเติบโตขึ้นพอจะทำการงานได้ นางก็ใช้เข่า ศอก กำหมัดทุบตีเธอ เหมือนผูกอาฆาตกันมาในชาติก่อนๆ หลายชาติทีเดียว.
               เล่ากันมาว่า ทาสีนั้นได้เป็นนายของนาง ครั้งพระทศพลพระนามว่ากัสสปะ ส่วนนางเป็นทาสี เธอทุบต่อยทาสีนั้นด้วยก้อนดินและกำหมัดเป็นต้นเนืองๆ ทาสีเหนื่อยหน่ายเพราะการกระทำนั้น ได้กระทำบุญทั้งหลายมีให้ทานเป็นต้นตามกำลัง ตั้งความปรารถนาว่า ในอนาคตกาล ขอเราพึงเป็นนายมีความเป็นใหญ่เหนือหญิงนี้.
               ภายหลัง ทาสีนั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เวียนว่ายไปๆ มาๆ อยู่ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในหมู่บ้านคยา ไปมีสามี ตามนัยดังกล่าวแล้ว. ส่วนหญิงอีกคนหนึ่งได้เป็นทาสีของนาง นางจึงเบียดเบียนเธอเพราะผูกอาฆาตกันไว้อย่างนั้น.
               เมื่อเบียดเบียนอยู่อย่างนี้โดยไม่มีเหตุที่สมควรเลย นางได้จิกผม ใช้ทั้งมือทั้งเท้าตบถีบอย่างเต็มที่. ทาสีนั้นไปศาลาอาบน้ำ โกนผมเสียเกลี้ยง. หญิงผู้เป็นนายกล่าวว่า เฮ้ย อีทาสีชั่ว เพียงโกนผมเกลี้ยง มึงจะพ้นหรือ แล้วเอาเชือกพันศีรษะ จับนางให้ก้มลงเฆี่ยนตรงนั้น และไม่ให้นางเอาเชือกนั้นออก. นางทาสีจึงได้ชื่อว่า รัชชุมาลา ตั้งแต่นั้นมา.
               ต่อมาวันหนึ่ง ตอนใกล้รุ่ง พระศาสดาเสด็จออกจากมหากรุณาสมาบัติ ทรงตรวจดูสัตวโลก ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติผลของนางรัชชุมาลา และการดำรงอยู่ในสรณะและศีลของนางพราหมณีนั้น จึงเสด็จเข้าไปป่าประทับนั่งที่โคนไม้ต้นหนึ่ง ทรงเปล่งพระพุทธรัศมีมีพรรณะ ๖ ไป.
               ฝ่ายนางรัชชุมาลาเล่า ถูกเขาเบียดเบียนอยู่เช่นนั้นทุกๆ วัน คิดว่าจะมีประโยชน์อะไรด้วยชีวิตอันลำเค็ญเช่นนี้ของเราดังนี้ เกิดความเบื่อหน่ายในชีวิต ประสงค์จะตายเสีย จึงถือเอาหม้อน้ำออกจากเรือนไป ทำทีเดินไปท่าน้ำ เข้าไปตามลำดับ ผูกเชือกเข้าที่กิ่งไม้ต้นหนึ่ง ที่ไม่ไกลต้นไม้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ประสงค์จะทำเป็นบ่วงผูกคอตาย มองดูไปข้างโน้นข้างนี้ ก็เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งอยู่ ณ ที่นั้น ดูน่าพอใจ น่าเลื่อมใส ทรงบรรลุความฝึกและความสงบอย่างสูงสุด กำลังเปล่งพระพุทธรัศมีมีพรรณะ ๖ อยู่.
               ครั้นเห็นแล้วมีใจถูกความเคารพในพระพุทธเจ้าเหนี่ยวรั้งไว้จึงคิดว่า ทำไฉน พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงแสดงธรรมแม้แก่คนเช่นเรา ที่เราได้ฟังแล้วพึงพ้นจากชีวิตที่ลำเค็ญนี้ได้หนอ.
               ทีนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูอาจาระความประพฤติทางจิตของนางแล้ว จึงตรัสเรียกว่า รัชชุมาลา.
               นางได้ยินพระดำรัสนั้นแล้วเป็นประหนึ่งว่า ถูกโสรจสรงด้วยน้ำอมฤต ได้ถูกปีติสัมผัสไม่ขาดสาย เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกถาว่าด้วยสัจจะ ๔ อันเป็นลำดับต่อจากอนุบุพพีกถาแก่นาง. นางก็ได้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. พระศาสดาทรงดำริว่า การอนุเคราะห์แก่นางรัชชุมาลาเพียงเท่านี้ก็พอแล้ว บัดนี้นางเกิดเป็นคนที่ใครๆ จะกำจัดไม่ได้แล้ว ดังนี้จึงเสด็จออกจากป่า ประทับนั่งที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่งไม่ไกลบ้าน.
               ฝ่ายนางรัชชุมาลา เพราะเหตุที่นางเป็นผู้ไม่ควรที่จะฆ่าตัวตาย และเพราะเหตุที่นางเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยขันติ เมตตาและความเอ็นดูแล้ว จึงคิดว่า นางพราหมณีจะฆ่าหรือจะเบียดเบียนเรา หรือจะทำการอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตามที ดังนี้ แล้วเอาหม้อตักน้ำกลับไปเรือน.
               สามียืนอยู่ที่ประตูเรือนเห็นนางแล้วจึงถามว่า วันนี้เธอไปท่าน้ำตั้งนานแล้วจึงมา และสีหน้าของเธอก็ดูผ่องใสยิ่งนัก เธอปรากฏโดยอาการเปลี่ยนไป (ไม่เหมือนเดิม) นี่อะไรกัน.
               นางจึงเล่าความเป็นไปนั้นแก่สามี.
               พราหมณ์ฟังคำของนางแล้วยินดีไปยังเรือน แล้วกล่าวแก่ลูกสะใภ้ต่อหน้านางรัชชุมาลาว่า เธอไม่ต้องทำอะไรดังนี้ แล้วมีใจยินดีรีบไปยังสำนักของพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว ทำปฏิสันถารด้วยความเอื้อเฟื้อ นิมนต์พระศาสดาแล้วนำมาสู่เรือนของตน อังคาสเลี้ยงดูด้วยของเคี้ยวของฉันอันประณีต.
               พอพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยเสร็จ ชักพระหัตถ์ออกจากบาตร จึงเข้าไปเฝ้านั่ง ณ ที่ตรงส่วนข้างหนึ่ง. แม้สะใภ้ของพราหมณ์นั้นก็เข้าไปเฝ้าถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
               พวกพราหมณ์และคฤหบดี แม้ที่อยู่ในหมู่บ้านคยาคามได้ฟังเรื่องนั้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า บางพวกถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกก็เพียงแต่กล่าวทักทายปราศรัยแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
               พระศาสดาตรัสกรรมที่กระทำในชาติก่อนของนางรัชชุมาลาและของนางพราหมณีนั้นโดยพิสดาร แล้วทรงแสดงธรรมตามสมควรแก่บริษัทที่มาประชุมกัน.
               นางพราหมณีและมหาชนที่ประชุมกันในที่นั้น ฟังธรรมนั้นแล้วต่างดำรงอยู่ในสรณะและศีล.
               พระศาสดาเสด็จลุกขึ้นจากอาสนะ ได้เสด็จไปกรุงสาวัตถีตามเดิม.
               พราหมณ์ได้ตั้งนางรัชชุมาลาไว้ในตำแหน่งเป็นลูกสาว. ลูกสะใภ้ของพราหมณ์ก็มองดูนางรัชชุมาลาด้วยนัยน์ตาแสดงความรัก ปฏิบัติต่อกันด้วยความสิเนหาน่าพอใจทีเดียว ตราบเท่าชีวิตหาไม่.
               ต่อมา นางรัชชุมาลาตายไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ นางมีอัปสรพันหนึ่งเป็นบริวาร. นางประดับองค์ด้วยเครื่องอาภรณ์อันเป็นทิพย์มีประมาณบรรทุกหกสิบเล่มเกวียน มีอัปสรพันหนึ่งห้อมล้อม เสวยทิพย์สมบัติอย่างใหญ่หลวง มีใจเบิกบานเที่ยวเตร่ไปในสวนนันทนวันเป็นต้น.
               ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะไปเที่ยวเทวจาริก เห็นนางรุ่งโรจน์อยู่ด้วยเทวานุภาพ ด้วยเทวฤทธิ์อันยิ่งใหญ่ จึงถามถึงกรรมที่นางได้กระทำไว้ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
               ดูก่อนเทวดา ท่านมีวรรณะงามยิ่ง กรีดกรายมือและเท้าฟ้อนรำได้เหมาะเจาะ ในเมื่อดนตรีบรรเลงอยู่อย่างไพเราะ เมื่อท่านนั้นร่ายรำอยู่ เสียงทิพย์อันน่าฟัง น่ารื่นรมย์ใจ ก็เปล่งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทั่วสรรพางค์ เมื่อท่านนั้นร่ายรำอยู่ กลิ่นทิพย์ที่มีกลิ่นอันหอมหวนน่ารื่นรมย์ใจ ก็ฟุ้งขจรไปจากอวัยวะน้อยใหญ่ทั่วสรรพางค์ เครื่องประดับที่มวยผมที่แกว่งไกวไปมาตามกาย ก็เปล่งเสียงกังวานให้ได้ยิน ปานประหนึ่งว่า ดนตรีเครื่อง ๕ เทริดที่ถูกลมกระพือพัดเคลื่อนไหวไปตามสายลม ก็เปล่งเสียงกังวานให้ได้ยิน ปานประหนึ่งว่า เสียงดนตรีเครื่อง ๕ เช่นกัน พวงมาลัยประดับเศียรของท่านมีกลิ่นหอมน่ารื่นรมย์ใจ ก็ส่งกลิ่นหอมฟุ้งตลบไปทุกทิศ ดังหนึ่งต้นมัญชูสกะ (เป็นชื่อต้นไม้ในสวรรค์ ว่ามีกลิ่นหอมยิ่งนัก) ท่านได้สูดดมกลิ่นหอมนั้น ทั้งได้เห็นรูปอันมิใช่ของมีอยู่ในมนุษย์
               ดูก่อนเทวดา อาตมาถามท่าน ขอท่านได้โปรดบอกว่า นี้เป็นผลของกรรมอะไร.
               เทวดาถูกพระเถระไต่ถามอย่างนี้แล้ว จึงได้พยากรณ์ชี้แจงถึงชาติก่อนเป็นต้น ของตนให้ท่านทราบด้วยคาถาเหล่านี้
               ในชาติก่อน ดีฉันเกิดเป็นทาสีในบ้านชื่อคยา ของพราหมณ์ มีบุญน้อย ไม่มีวาสนา คนทั้งหลายเรียกชื่อดีฉันว่า รัชชุมาลา ดีฉันเศร้าเสียใจมาก เพราะถูกขู่เข็ญของผู้ที่ด่าทอและโดนตี จึงถือเอาหม้อน้ำออกไปทำเป็นเหมือนจะไปตักน้ำ ครั้นแล้วได้วางหม้อน้ำไว้ข้างทางเข้าไปยังป่าชัฏ ด้วยคิดว่า เราจักตายในป่านี้แหละ จะมีประโยชน์อะไรเล่าด้วยการเป็นอยู่ของเราดังนี้ แล้วจึงผูกเชือกเป็นบ่วงให้แน่นแล้วเหวี่ยงไปยังต้นไม้
               ทีนั้นก็มองดูไปรอบทิศว่าจะมีใครไหมหนออาศัยอยู่ในป่าบ้าง ในที่นั้น ดีฉันได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นมุนีบำเพ็ญประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ ประทับนั่งที่โคนต้นไม้ ทรงเพ่งพินิจอยู่ มิได้ทรงมีภัยแต่ที่ไหนๆ ความสังเวชใจทำให้เกิดขนพองสยองเกล้าอย่างไม่เคยมีได้มีแก่ดีฉันนั้นว่า
               ใครหนอแลมาอยู่ในป่านี้ เป็นเทวดาหรือมนุษย์กันแน่ ใจของดีฉันเลื่อมใสแล้ว เพราะได้เห็นพระองค์ผู้น่าเลื่อมใส ควรแก่ความเลื่อมใส เสด็จออกจากป่า (คือกิเลส) บรรลุถึงนิพพานอันปราศจากป่าแล้ว ท่านผู้นี้มิใช่คนธรรมดาสามัญเลย ท่านผู้นี้มีอินทรีย์อันคุ้มครองแล้ว ยินดีในฌาน มีใจไม่วอกแวกไปตามอารมณ์ภายนอก ทรงเกื้อกูลโลกทั้งมวล จักต้องเป็นพระพุทธเจ้าแน่ ท่านผู้นี้เป็นที่หวาดหวั่นของเหล่าผู้มิจฉาทิฏฐิ หาผู้เข้าใกล้ได้ยาก ดุจดังราชสีห์อาศัยอยู่ในถ้ำ. ท่านผู้นี้ยากที่จะได้เห็น เหมือนดอกมะเดื่อ พระตถาคตนั้นตรัสเรียกดีฉันด้วยพระดำรัสอันอ่อนหวานว่า นี่แน่ะรัชชุมาลา.
               พระองค์ท่านได้ตรัสกะดีฉันว่า เธอจงถึงตถาคตเป็นที่พึ่ง ดีฉันได้ฟังพระดำรัสอันปราศจากโทษ ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นวาจาสะอาดนิ่มนวล อ่อนโยนไพเราะที่จะบรรเทาความโศกทั้งปวงได้นั้นแล้ว.
               พระตถาคตผู้ทรงบำเพ็ญประโยชน์แก่โลกทั้งปวง ทรงทราบว่าดีฉันมีจิตอาจหาญดีแล้ว จึงทรงสั่งสอนดีฉันผู้เลื่อมใส มีใจใสสะอาดแล้ว. พระองค์ได้ตรัสกะดีฉันว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุเกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ทางตรงให้ถึงอมตะ.
               ดีฉันตั้งตนอยู่ในพระโอวาทของพระองค์ผู้ทรงเอ็นดู เฉลียวฉลาด จึงได้บรรลุทางนิพพานอันเป็นอมตะ สงบไม่มีการจุติ ดีฉันนั้นมีความรักตั้งอยู่มั่นคงแล้ว ไม่มีที่จะหวั่นไหวในเรื่องทัสสนะ เป็นธิดาผู้บังเกิดในพระอุระของพระพุทธองค์ด้วยศรัทธาที่หยั่งรากลงแล้ว.
               ดีฉันนั้นรื่นรมย์เที่ยวเล่นบันเทิงใจอยู่ ไม่มีสิ่งน่ากลัวแต่ที่ไหนๆ ทัดทรงพวงมาลัยทิพย์ ได้ดื่มน้ำหวานหอมที่ทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า นางฟ้านักดนตรีนับได้หกหมื่นกระทำการขับกล่อมดีฉันอยู่ เหล่าเทพบุตรมีชื่อต่างๆ กันคือ ชื่ออาฬัมพะ ชื่อคัคคระ ชื่อภีมะ ชื่อสาธุวาที ชื่อสังสยะ ชื่อโปกขระ ชื่อสุผัสสะและเหล่านางอัปสรมีชื่อว่าวีณา ชื่อโมกขา ชื่อนันทา ชื่อสุนันทา ชื่อโสณทินนา ชื่อสุจิมหิตา ชื่ออลัมพุสา ชื่อมิสสเกสี ชื่อปุณฑรีกา ชื่ออติทารุณี ชื่อเอณิปัสสา ชื่อสุปัสสา ชื่อสุภัททา ชื่อมุทุกาวที เหล่านี้ล้วนแต่เลิศกว่านางอัปสรทั้งหลายในการขับกล่อม.
               เทวดาเหล่านั้นเข้าไปหาดีฉันตามเวลาแล้วกล่าวเชิญชวนว่า มาเถิด พวกเราจะฟ้อนรำ จะขับร้อง จะทำให้ท่านร่าเริง ที่นี้มิใช่ที่ของผู้มิได้ทำบุญไว้ แต่เป็นที่ของผู้ทำบุญไว้ สวนมหาวันของเทพยเจ้าทั้งหลายเป็นที่ไม่เศร้าโศก เป็นที่น่าบันเทิง น่ารื่นรมย์สำหรับผู้ที่มิได้ทำบุญไว้ สุขไม่มีในโลกนี้และโลกหน้า สุขในโลกนี้และโลกหน้าจะมีแก่คนทำบุญไว้ ผู้มีประสงค์จะอยู่ร่วมกับเทพเหล่านั้น ควรกระทำกุศลให้มากไว้ เพราะผู้มีบุญอันทำไว้แล้ว ย่อมพรั่งพร้อมด้วยโภคสมบัติ บันเทิงในสวรรค์.
               พระตถาคตทั้งหลายเป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน เป็นบ่อเกิดแห่งบุญเขตของมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมอุบัติขึ้นมาเพื่อประโยชน์แก่ชนหมู่มากจริงหนอ ที่ทายกกระทำบุญในท่านแล้วย่อมบันเทิงในสวรรค์ ดังนี้.
               ท่านพระมหาโมคคัลลานะฟังประวัตินี้แล้วกลับมามนุษยโลกกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นเหตุเกิดเรื่องแล้ว ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทที่มาประชุมกัน. เทศนานั้นได้เป็นประโยชน์แก่มหาชนแล้วด้วยประการฉะนี้.


               จบอรรถกถารัชชุมาลาวิมาน               
               -----------------------------------------------------