งานวิจัยชิ้นใหม่ล่าสุดเผยว่า ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) สุดล้ำยุค มีคะแนนความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) เหนือกว่ามนุษย์อย่างเห็นได้ชัด ผลลัพธ์นี้อาจพลิกโฉมแวดวงการศึกษา สถานที่ทำงาน ตลอดจนการให้คำปรึกษาในประเทศไทย ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเจนีวาและมหาวิทยาลัยเบิร์น ได้ทำการศึกษา AI ชั้นนำ 6 โมเดล รวมถึง ChatGPT และ Gemini พวกเขาค้นพบว่า AI เหล่านี้ สามารถเลือกคำตอบที่สะท้อนความฉลาดทางอารมณ์ได้ดีที่สุดในการประเมิน EQ ตามมาตรฐานได้อย่างต่อเนื่อง ทำคะแนนเฉลี่ยสูงถึง 82% ขณะที่กลุ่มตัวอย่างมนุษย์ทำคะแนนเฉลี่ยได้เพียง 56% สะท้อนให้เห็นถึงความได้เปรียบของ AI อย่างน่าทึ่งในการจัดการสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ (Neuroscience News)
สำหรับสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับความนุ่มนวลและความประนีประนอมในการอยู่ร่วมกัน แนวคิดที่ว่าเครื่องจักรอาจเข้ามาช่วยเสริมในด้านการศึกษา การโค้ช หรือแม้กระทั่งการจัดการความขัดแย้งได้อย่างละเอียดอ่อนนั้น นับเป็นเรื่องที่น่าจับตามองและอาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ในบริบทของไทยที่ “ความเกรงใจ” หรือการให้เกียรติความรู้สึกของผู้อื่นและหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า เป็นหัวใจสำคัญทั้งในชีวิตประจำวันและการทำงาน การพัฒนา EQ จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับนักการศึกษาและคนทำงานมาโดยตลอด งานวิจัยล่าสุดนี้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Communications Psychology ยิ่งผลักดันให้ AI กลายเป็นประเด็นร้อนในการสนทนาเรื่องนี้
การศึกษาดังกล่าวได้ทดสอบแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models หรือ LLMs) หลายตัว อาทิ ChatGPT-4, ChatGPT-o1, Gemini 1.5 Flash, Copilot 365, Claude 3.5 Haiku และ DeepSeek V3 ด้วยชุดทดสอบความฉลาดทางอารมณ์ 5 ชุด ซึ่งเป็นแบบทดสอบที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในงานวิจัยและการพัฒนาบุคลากรทั่วโลก รวมถึงในเอเชีย แบบทดสอบเหล่านี้ไม่ได้วัดแค่ความเข้าใจทางอารมณ์ แต่ยังประเมินการตัดสินใจในสถานการณ์จริงอันซับซ้อน ตัวอย่างเช่น สถานการณ์จำลองพนักงานคนหนึ่งถูกฉกผลงานความคิด เขาต้องเลือกระหว่างการเผชิญหน้าโดยตรง แจ้งหัวหน้างาน เก็บงำความขุ่นเคือง หรือหาทางเอาคืน ผลปรากฏว่า AI เช่นเดียวกับมนุษย์ เลือกแนวทางที่นักจิตวิทยาเห็นว่าฉลาดทางอารมณ์ที่สุด (คือ “ปรึกษาหัวหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์”) ทว่า AI กลับทำได้แม่นยำและสม่ำเสมอกว่า
ผลการศึกษาชี้ชัดว่า AI สามารถเลือกคำตอบที่ถูกต้องได้ถึง 82% เทียบกับมนุษย์ที่ทำได้เพียง 56% นักวิทยาศาสตร์อาวุโสจากศูนย์วิทยาศาสตร์อารมณ์แห่งสวิตเซอร์แลนด์ มหาวิทยาลัยเจนีวา หนึ่งในทีมวิจัย ให้ทัศนะว่า “ผลลัพธ์นี้บ่งชี้ว่า AI ไม่เพียงแค่เข้าใจอารมณ์ แต่ยังหยั่งรู้ถึงการแสดงออกที่ชาญฉลาดทางอารมณ์อีกด้วย” (Neuroscience News) ยิ่งไปกว่านั้น การศึกษายังได้ทดลองให้ ChatGPT-4 ออกแบบแบบทดสอบ EQ ชุดใหม่ทั้งหมด ซึ่งเมื่อนำไปทดลองใช้กับผู้เข้าร่วมกว่า 400 คน ก็พบว่ามีความชัดเจนและสมจริงทัดเทียมกับแบบทดสอบที่นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญต้องใช้เวลาพัฒนานานหลายปี
สำหรับคนไทยซึ่งคุ้นชินกับการเรียนรู้และพัฒนาตนเองแบบตัวต่อตัวมายาวนาน การปรากฏตัวของ AI ในฐานะ “โค้ช EQ” จึงเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ความสามารถของ AI ที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างสถานการณ์ทางอารมณ์ที่สมจริงและน่าเชื่อถือได้อย่างรวดเร็ว ส่องให้เห็นภาพอนาคตที่ครูแนะแนวในโรงเรียน ฝ่ายบุคคล หรือแม้แต่ผู้ฝึกสอนสมาธิแนวพุทธ อาจนำผู้ช่วย AI มาใช้จำลองบทสนทนาที่ละเอียดอ่อน หรือฝึกฝนการแก้ไขความขัดแย้งด้วยความเข้าอกเข้าใจและหลักเหตุผล
อาจารย์และนักวิจัยหลักจากสถาบันจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเบิร์น ชี้ว่า “LLM ไม่เพียงค้นหาคำตอบที่ดีที่สุดจากตัวเลือกที่มีอยู่ แต่ยังสามารถสร้างสรรค์สถานการณ์ใหม่ๆ ที่สอดรับกับบริบทเฉพาะได้ด้วย นี่เป็นการตอกย้ำว่า LLM อย่าง ChatGPT มีความรู้ความเข้าใจทางอารมณ์และสามารถใช้ตรรกะเกี่ยวกับอารมณ์ได้” ความสามารถในการสะท้อนและปรับตัวตามสัญญาณทางอารมณ์นี้ คือหัวใจสำคัญของ “ความฉลาดทางอารมณ์” ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องอย่างยิ่งกับค่านิยมที่สังคมไทยยึดถือ เช่น ความเห็นอกเห็นใจ การให้เกียรติ และการปฏิบัติตนอย่างสมานฉันท์ในสังคม
แล้วสิ่งนี้มีความหมายต่อสังคมไทยอย่างไร? ในยุคแห่งการเรียนรู้แบบผสมผสานและองค์กรดิจิทัล ความสามารถในการประมวลผลอันรวดเร็วและความแม่นยำของ AI อาจเข้ามาเติมเต็มช่องว่างการขาดแคลนผู้ให้คำปรึกษา ช่วยฝ่ายบุคคลในบริษัทข้ามชาติบริหารทีมงานที่หลากหลาย หรือมอบประสบการณ์การเรียนรู้เฉพาะบุคคลในโรงเรียนห่างไกลได้ ต่างจากวิธีการทดสอบแบบเดิมๆ ที่อาจต้องใช้กำลังคนมากและเสี่ยงต่ออคติ การประเมินผลด้วย AI สามารถนำไปใช้กับคนหมู่มาก ทำให้เข้าถึงได้รวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่ายกว่า
อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญยังคงย้ำเตือนให้ใช้ความระมัดระวัง แม้ความฉลาดทางอารมณ์จะวัดผลได้ในบางแง่มุม แต่ก็หยั่งรากลึกในวัฒนธรรมและบริบทที่แตกต่างกัน สิ่งที่ถือเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดทางอารมณ์ในโลกตะวันตก อาจไม่เหมือนกับในสังคมไทย ที่ซึ่งการรักษาหน้าตาและความสมานฉันท์ในสังคมมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ประเด็นเรื่อง “การแปลทางวัฒนธรรม” จึงยังเป็นคำถามสำคัญ คือ แม้ LLM จะฝึกฝนจากชุดข้อมูลมหาศาลทั่วโลก แต่จะสามารถให้คำแนะนำที่สอดรับกับ “ความเกรงใจ” ได้อย่างน่าเชื่อถือเพียงใด ในสถานการณ์ความขัดแย้งภายในครอบครัวไทย หรือข้อพิพาทในแวดวงศาสนา
ยิ่งไปกว่านั้น นักวิจัยยังเน้นย้ำว่าความสามารถของ AI ยังจำเป็นต้อง “อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้เชี่ยวชาญ” กล่าวคือ แม้ AI จะช่วยสนับสนุนและเพิ่มประสิทธิภาพงานที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์ยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการชี้แนะและตีความผลลัพธ์ “ผลการวิจัยเหล่านี้เปิดทางให้ AI สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในขอบเขตงานที่เคยเชื่อกันว่าเป็นพื้นที่ของมนุษย์โดยเฉพาะ เช่น การศึกษา การโค้ช หรือการจัดการความขัดแย้ง โดยมีข้อแม้ว่าต้องใช้งานและกำกับดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญ” จากผลการศึกษา (Neuroscience News)
งานวิจัยนี้สอดรับกับแนวโน้มที่เด่นชัดขึ้นในวงการศึกษาไทย คือการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ควบคู่ไปกับการเคารพภูมิปัญญาท้องถิ่น เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงศึกษาธิการได้ส่งเสริมให้โรงเรียนต่างๆ ทดลองใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมและสร้างแรงจูงใจให้นักเรียน โดยเฉพาะหลังสถานการณ์การหยุดชะงักจากการระบาดของโควิด-19 (ภาพรวมประเทศไทย ปี 2022 โดย OECD) หากนักการศึกษาไทยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา เริ่มนำการทดสอบ EQ หรือการฝึกฝนตามสถานการณ์จำลองด้วย AI มาใช้ ประเทศไทยอาจได้เห็นมิติใหม่ของการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์
หากมองในเชิงประวัติศาสตร์ พระพุทธศาสนาซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย ได้สอนให้ฝึกฝน “เมตตา” (ความรักความปรารถนาดี) และการเจริญสติเพื่อจัดการกับความขัดแย้งระหว่างบุคคล ซึ่งเป็นมรดกทางปัญญาที่สืบทอดกันมานานนับศตวรรษ ความสามารถของ AI ในการรับรู้และเสนอแนะการกระทำที่เหมาะสมทางอารมณ์นั้น ไม่ได้เข้ามาแทนที่ภูมิปัญญาดั้งเดิมเหล่านี้ แต่อาจเป็นเสมือนเครื่องมือเสริมที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะสำหรับคนไทยรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับโลกดิจิทัลเป็นอย่างดี
สำหรับอนาคตข้างหน้า แม้จะเต็มไปด้วยความน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ก็ยังต้องเดินหน้าด้วยความรอบคอบ ในขณะที่งานวิจัยระดับนานาชาติยังคงพัฒนาต่อไป แนวโน้มคือทั้งศักยภาพและข้อจำกัดของ AI จะยิ่งปรากฏชัดเจนขึ้น การตรวจสอบความถูกต้องข้ามวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่องจึงเป็นหัวใจสำคัญ เช่นเดียวกับการเฝ้าระวัง “EQ” ของ AI อย่างใกล้ชิดในบริบททางภาษาและวัฒนธรรมที่จำเพาะ เช่น ในโรงเรียนพหุวัฒนธรรมทางภาคใต้ของไทย หรือชุมชนชนบทที่แน่นแฟ้นในภาคอีสาน นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลว่าการพึ่งพา AI เพื่อชี้นำทางอารมณ์มากเกินไป อาจบั่นทอนความเห็นอกเห็นใจและความละเอียดอ่อนในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสังคมไทย
สำหรับผู้อ่านชาวไทย โดยเฉพาะนักการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคล และผู้ปกครอง ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติที่สำคัญคือ แม้ AI จะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันน่าทึ่งในการสนับสนุนและเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ แต่เครื่องจักรก็ไม่ควรเข้ามาแทนที่สัญชาตญาณของมนุษย์ ความเข้าใจในมิติวัฒนธรรม หรือบทบาทที่ขาดไม่ได้ของผู้เชี่ยวชาญ ผู้ที่กำลังพิจารณานำเครื่องมือ AI มาใช้ในห้องเรียน ห้องให้คำปรึกษา หรือห้องอบรมในองค์กร ควรตระหนักถึงความสำคัญของการใช้งานระบบเหล่านี้ควบคู่ไปกับผู้เชี่ยวชาญที่มีความเข้าใจในบริบทวัฒนธรรมเสมอ และควรส่งเสริมให้เกิดการอภิปรายสาธารณะเกี่ยวกับผลกระทบทางจริยธรรมและสังคม
เพื่อให้เท่าทันข้อมูลข่าวสาร ขอแนะนำให้ทุกท่านติดตามงานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับ AI และความฉลาดทางอารมณ์อย่างต่อเนื่อง ผ่านแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ การปรึกษาหารือกับผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาในประเทศ และการมีส่วนร่วมในการสนทนาระดับชุมชนเกี่ยวกับการนำ AI มาปรับใช้ในบริบททางสังคมที่อ่อนไหว ด้วยการสร้างสมดุลระหว่างการเคารพในขนบธรรมเนียมดั้งเดิมกับจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรม ประเทศไทยจะสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่นี้เพื่อส่งเสริมสุขภาวะทางอารมณ์ สัมพันธภาพที่ดี และชุมชนที่สมานฉันท์ได้อย่างยั่งยืน
แหล่งข้อมูล: