งานวิจัยชิ้นโบแดงล่าสุดจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเผยว่า ความเหงาไม่ใช่แค่ความรู้สึกว้าเหว่ แต่ยังกัดกินสุขภาพของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยหนักหนากว่ากลุ่มผู้มีรายได้สูง แม้ทั้งสองกลุ่มจะใช้เวลาพบปะผู้คนพอๆ กันก็ตาม จากการสำรวจประชากรกว่า 24,500 คนใน 20 ประเทศทั่วยุโรป คณะนักวิจัยพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของผู้มีรายได้น้อยบอกว่ารู้สึกเหงา เทียบกับแค่ร้อยละ 15 ในกลุ่มผู้มีรายได้สูง ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ กลุ่มคนรายได้น้อยที่รู้สึกเหงาเหล่านี้ มักเผชิญกับอาการปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย และอารมณ์ซึมเศร้า ในสัดส่วนที่สูงกว่ามาก ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่เรียกว่า “กลุ่มอาการตอบสนองเพื่อป้องกันตนเอง” (defensive symptom cluster) โดยพบว่าความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างช่วยเยียวยาอาการเหล่านี้ได้ดีที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีฐานะการเงินเปราะบาง Neuroscience News
งานวิจัยชิ้นนี้สะท้อนภาพปัญหาในประเทศไทยอย่างชัดเจน ซึ่งกำลังเผชิญกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมที่ถ่างกว้างขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผนวกกับจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ยิ่งทำให้คนกลุ่มนี้เสี่ยงต่อภาวะโดดเดี่ยวทางสังคมมากขึ้น ในสังคมไทยที่สายใยครอบครัวและวัดเคยเป็นดั่งเกราะคุ้มกันความรู้สึกแปลกแยก แต่ทุกวันนี้ปัญหาปากท้องกำลังกัดเซาะโครงข่ายความปลอดภัยเหล่านี้ ทำให้ความเหงาไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป การซ้อนทับกันของความจนกับความเหงาอาจยิ่งเพิ่มภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญที่ภาครัฐของไทยกำลังให้ความสำคัญอยู่แล้ว เพราะมีหลักฐานชี้ชัดถึงความเชื่อมโยงระหว่างอารมณ์ซึมเศร้า อาการปวดเมื่อย กับความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรัง
ผลการศึกษาสำคัญจากออกซ์ฟอร์ดชี้ชัดว่า ร้อยละ 49 ของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่สุดเผยว่ารู้สึกเหงาในช่วงที่ผ่านมา เทียบกับเพียงร้อยละ 15 ในกลุ่มผู้มีรายได้สูงสุด ประเด็นสำคัญคือ ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากการขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เพราะทั้งสองกลุ่มใช้เวลาใกล้ชิดกับเพื่อนฝูงและครอบครัวพอๆ กัน แต่เป็นเรื่องคุณภาพของความสัมพันธ์และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างต่างหากที่มีบทบาทสำคัญ คณะนักวิจัยวัดผลกระทบของความเหงาและความยากจนโดยใช้ “กลุ่มอาการตอบสนองเพื่อป้องกันตนเอง” (defensive symptom cluster) ซึ่งประกอบด้วยอาการปวดเมื่อย อ่อนเพลีย และอารมณ์ซึมเศร้า โดยเชื่อว่าเป็นกลุ่มอาการที่ร่างกายตอบสนองตามกลไกวิวัฒนาการต่อภัยคุกคามและความขาดแคลน โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ที่รู้สึกเหงามีคะแนนกลุ่มอาการเหล่านี้สูงกว่าคนที่ไม่เหงาถึงร้อยละ 67 และในกลุ่มคนจน ตัวเลขนี้พุ่งสูงถึงร้อยละ 73 เทียบกับร้อยละ 65 ในกลุ่มคนรวย ที่สำคัญคือ “เกราะกำบังทางสังคม” (social buffering) หรือประโยชน์ต่อสุขภาพจากความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นนั้น ส่งผลอย่างยิ่งต่อกลุ่มคนจน โดยช่วยลดทอนอาการเหล่านี้ได้อย่างเห็นได้ชัด
สถิติทางการของไทยก็สะท้อนแนวโน้มคล้ายกัน ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า อัตราการแจ้งว่ารู้สึกเหงาและเป็นทุกข์ทางใจสูงที่สุดในจังหวัดที่เสียเปรียบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและกลุ่มคนจนเมืองในชุมชนแออัดของกรุงเทพฯ กระทรวงสาธารณสุขของไทยก็ยอมรับว่ามีจำนวนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและอาการทางกายที่ไม่ทราบสาเหตุ (เช่น ปวดเมื่อยและอ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ) เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ซึ่งสอดรับกับผลการศึกษาของออกซ์ฟอร์ด กระทรวงสาธารณสุข
มุมมองผู้เชี่ยวชาญชี้ประเด็นสำคัญต่อสังคมไทย ทีมวิจัยของออกซ์ฟอร์ด ซึ่งนำโดยนักมานุษยวิทยาเชิงวิวัฒนาการ เน้นย้ำว่าแม้ความยากจนและสุขภาพที่ย่ำแย่จะเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง แต่ความเหงายิ่งซ้ำเติมผลกระทบเหล่านี้ให้รุนแรงขึ้นไปอีก หัวหน้าทีมวิจัยระบุว่า งานวิจัยของทีมชี้ให้เห็นว่าสำหรับผู้มีรายได้น้อยและรู้สึกเหงา ผลกระทบต่อสุขภาพจะปรากฏชัดเจนเป็นพิเศษ และหวังว่าการศึกษานี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยที่ทำให้ผู้คนรู้สึกแปลกแยกจากสังคม รวมถึงนำไปสู่การพัฒนานโยบายที่ส่งเสริมชุมชนเข้มแข็งในพื้นที่ที่เสียเปรียบทางเศรษฐกิจและสังคม Neuroscience News
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตและนักสังคมสงเคราะห์ในไทยก็เห็นพ้องเช่นกัน ผู้แทนจากกรมสุขภาพจิตเคยออกมาเตือนอยู่เนืองๆ ว่า การเสื่อมคลายของโครงสร้างการเกื้อหนุนทางสังคมแบบดั้งเดิม อันเนื่องมาจากการย้ายถิ่นจากชนบทสู่เมืองใหญ่ ความโดดเดี่ยวในโลกออนไลน์ และความเปราะบางทางเศรษฐกิจ กำลังคุกคามสุขภาวะทางกายและใจของผู้คนนับล้านให้ย่ำแย่ลง ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้เน้นย้ำว่านโยบายไม่ควรมุ่งเน้นเพียงการเยียวยาทางการแพทย์ แต่ควรมุ่งฟื้นฟูสายสัมพันธ์ในชุมชนขึ้นใหม่ ผ่านศูนย์บริการชุมชน กิจกรรมที่วัดเป็นศูนย์กลาง และโครงการส่งเสริมสุขภาวะในที่ทำงาน
บริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมยิ่งฉายภาพปัญหานี้ให้ชัดเจน ประเพณีพุทธศาสนาที่หยั่งรากลึกในไทยเน้นย้ำเรื่องความสัมพันธ์เชื่อมโยง (สังฆะ) และการทำบุญว่าเป็นหนทางสู่ความสุขสงบ แต่ความตึงเครียดทางเศรษฐกิจกำลังกัดกร่อนการมีส่วนร่วมในกิจกรรมส่วนรวมเหล่านี้ ในยามที่สังคมเผชิญความผันผวน เช่น หลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี พ.ศ. 2540 การมีส่วนร่วมในชุมชนมักเป็นดั่งเกราะคุ้มภัยทางสุขภาพที่สำคัญ ทว่าปัจจุบัน ค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้น การขยายตัวของเมือง และโลกดิจิทัล กำลังทำให้ผู้คนเหินห่างจากการเกื้อกูลเหล่านี้ ยิ่งเพิ่มความเปราะบางต่อผลกระทบซ้ำเติมที่งานวิจัยของออกซ์ฟอร์ดได้ตอกย้ำ
มองไปข้างหน้า ผลกระทบต่อประเทศไทยน่ากังวลยิ่ง การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่คนหนุ่มสาวมักอพยพไปทำงานในเมือง กำลังจะยิ่งซ้ำเติมทั้งปัญหาความยากจนและความเหงาให้หนักหนาสาหัสยิ่งขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขออกมาเตือนว่า หากไร้มาตรการส่งเสริมความผูกพันทางสังคมอย่างแท้จริง ซึ่งลึกซึ้งกว่าการรวมกลุ่มฉาบฉวยหรือการมีปฏิสัมพันธ์ผ่านโซเชียลมีเดีย ความชุกของโรคเครียดและกลุ่มโรค NCDs มีแต่จะพุ่งสูงขึ้น ผู้กำหนดนโยบายถูกกระตุ้นเตือนมากขึ้น ไม่เพียงแต่ต้องขยายตาข่ายความปลอดภัยทางการเงิน แต่ยังต้องทุ่มงบลงทุนในโครงการที่อ้างอิงหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างแท้จริง เช่น โครงการบ้านพักต่างวัย สวนผักชุมชน และกิจกรรมโรงเรียนเพื่อชุมชนในพื้นที่ด้อยโอกาส
สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข้อคิดจากเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนและจับต้องได้จริง ความพยายามทั้งในระดับปัจเจกและส่วนรวมเพื่อฟื้นคืนสายสัมพันธ์ในสังคม เช่น การร่วมวงกินข้าวในชุมชน งานเทศกาลในละแวกบ้าน หรือการเป็นจิตอาสาที่วัดใกล้บ้าน สามารถช่วยเป็นเกราะป้องกันผลกระทบทางสุขภาพจากความเสียเปรียบทางเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ นายจ้างในไทยก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน ผ่านการจัดตารางงานที่ยืดหยุ่นและโครงการส่งเสริมสุขภาวะในองค์กร ที่ไม่เพียงดูแลสุขภาพกาย แต่ยังรวมถึงสุขภาวะทางสังคมของพนักงานด้วย ท้ายที่สุด ผู้นำประเทศควรให้ความสำคัญกับการจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการริเริ่มระดับชุมชนที่ช่วยลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคม เพราะโครงการเหล่านี้คือปราการด่านสำคัญที่สุดในการรับมือกับ “ภัยเงียบ” จากความเหงา ดังที่งานวิจัยชิ้นนี้จากยุโรปได้ตีแผ่
สำหรับผู้ที่ห่วงใยสุขภาวะของตนเองหรือคนใกล้ชิด สัญญาณเตือนนั้นชัดเจน: จงเอื้อมมือออกไป สานสัมพันธ์กันอีกครั้ง และร่วมสนับสนุนมาตรการที่เสริมสร้างพลังชุมชนให้เข้มแข็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามยากลำบาก ดังที่หลักฐานประจักษ์ชัดทั้งในไทยและต่างแดน สายใยทางสังคมไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย แต่เป็นสิ่งจำเป็นทางการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุดในสังคม
เอกสารอ้างอิง: