ผลการศึกษาชิ้นใหม่ล่าสุดเผยให้เห็นว่า ความทรงจำเก่าๆ ที่เคยหอมหวาน ที่ครั้งหนึ่งเคยเปรียบดั่งน้ำทิพย์ชโลมใจ เมื่อกาลเวลาผันผ่าน กลับค่อยๆ เจือปนด้วยรสชาติขมกลืนของความเศร้า งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Cognition & Emotion ซึ่งพลิกความเข้าใจเดิมๆ เกี่ยวกับภาวะโหยหาอดีต และฉายภาพให้เห็นว่าความรู้สึกของเราต่ออดีตนั้นไม่เคยหยุดนิ่ง นับเป็นข้อค้นพบที่สอดรับกับบริบทสังคมไทยไม่น้อย ที่ซึ่งภาพจำในวัยเยาว์ ชีวิตรั้วมหาวิทยาลัย หรือบรรยากาศงานเทศกาลสำคัญ ยังคงตราตรึงในความรู้สึกของผู้คนจำนวนมาก (PsyPost)
ภาวะโหยหาอดีต (Nostalgia) ซึ่งมักถูกอธิบายว่าเป็นความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะหวนคืนสู่วันเวลาในอดีต โดยทั่วไปมักถูกมองในแง่บวกต่อสุขภาพจิต ไม่ว่าจะเป็นการเสริมสร้างความผูกพันกับผู้คน การตอกย้ำตัวตน หรือการเป็นเครื่องปลอบประโลมยามเผชิญความทุกข์ แต่คณะผู้วิจัยผู้ทำการศึกษาครั้งนี้กลับค้นพบว่า ในความทรงจำเหล่านี้ยังแฝงเร้นด้วยเงาของความเศร้า และที่น่าสนใจคือ ความรู้สึกทั้งสองด้านนี้จะยิ่งเด่นชัดขึ้นตามกาลเวลา
คณะผู้วิจัยต้องการศึกษาว่า “มิติทางอารมณ์” ของภาวะโหยหาอดีตเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรตามกาลเวลา พวกเขาใช้กรอบทฤษฎีที่เรียกว่า “ปรากฏการณ์อารมณ์จางลง” (Fading Affect Bias) ซึ่งอธิบายว่าสำหรับความทรงจำส่วนใหญ่แล้ว ความรู้สึกด้านลบมักเลือนรางไปเร็วกว่าความรู้สึกด้านบวก คณะผู้วิจัยจึงตั้งคำถามว่า ความทรงจำที่กระตุ้นให้โหยหาอดีตนั้น จะดำเนินรอยตามรูปแบบเดียวกันนี้ หรือมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างออกไป เพื่อไขข้อสงสัยนี้ พวกเขาได้ทำการศึกษา 2 ชิ้น กับกลุ่มตัวอย่างเกือบ 400 คน โดยให้ผู้เข้าร่วมสุ่มนึกถึงเหตุการณ์ที่ทำให้หวนรำลึกถึงอดีต หรือเหตุการณ์ทั่วไปในชีวิตประจำวัน
ผู้เข้าร่วมการทดลองถูกขอให้ประเมินระดับความรู้สึกทั้งบวกและลบที่มีต่อเหตุการณ์นั้นๆ ทั้งในขณะที่เหตุการณ์เกิดขึ้นจริง และอีกครั้งเมื่อหวนนึกถึง ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังต้องตอบแบบสำรวจอารมณ์ฉบับละเอียด ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ความรู้สึกซาบซึ้งใจ ไปจนถึงความเสียดาย และความอ้างว้าง เพื่อให้เข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น
ผลลัพธ์ที่ได้กลับน่าสนใจยิ่งนัก เมื่อพบว่าความทรงจำที่ปลุกเร้าความโหยหาอดีตนั้น มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากที่คาดการณ์ไว้ และสวนทางกับแนวโน้มปกติที่ความรู้สึกด้านลบจะจางหายไปก่อน การศึกษาทั้งสองชิ้นบ่งชี้ตรงกันว่า ความรู้สึกด้านบวกที่เกี่ยวพันกับภาวะโหยหาอดีตกลับเลือนหายไปเร็วกว่าความรู้สึกด้านลบ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับความทรงจำทั่วไป นั่นหมายความว่า เมื่อเวลาล่วงเลยไป เหตุการณ์ที่เคยทำให้รู้สึกดีในอดีต จะถูกจดจำด้วยความสุขที่ลดน้อยลง ทว่ากลับมีความเศร้า ความเสียดาย หรือความอาลัยอาวรณ์เพิ่มมากขึ้น เมื่อเทียบกับความรู้สึก ณ ขณะที่ประสบเหตุการณ์นั้นจริงๆ ดังที่คณะผู้วิจัยสรุปไว้ว่า “เหตุการณ์ที่กระตุ้นความโหยหาอดีต จะยิ่งมีความเป็นบวกน้อยลงและมีความเป็นลบมากขึ้น เมื่อถูกนึกถึงซ้ำๆ ตามกาลเวลา” ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนจากพลวัตทางอารมณ์ของความทรงจำประเภทอื่น
เมื่อพิจารณาลงลึกถึงรายละเอียดของอารมณ์ที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยยังชี้ชัดถึงปัจจัยทางอารมณ์ที่เป็นตัวแปรสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ พบว่าความรู้สึกเสียดายที่เพิ่มพูนขึ้น มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการลดลงของอารมณ์ด้านบวก ในขณะที่ความรู้สึกอ้างว้างที่ทวีความรุนแรงขึ้น เป็นตัวกลางที่ทำให้ความรู้สึกด้านลบเข้มข้นยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีเพียงด้านมืดเท่านั้นที่ปรากฏ เพราะสิ่งที่น่าสนใจคือ ความรู้สึกซาบซึ้งใจกลับเพิ่มสูงขึ้นในความทรงจำแห่งอดีตเหล่านี้เมื่อเวลาผ่านไป นับเป็นความซับซ้อนที่สะท้อนให้เห็นถึงธรรมชาติอันละเอียดอ่อนของภาวะโหยหาอดีตได้เป็นอย่างดี
ผลการศึกษาครั้งนี้มอบมุมมองที่น่าสนใจอย่างยิ่งต่อความเข้าใจในความสัมพันธ์ที่คนไทยมีต่ออดีต โดยเฉพาะในสังคมที่ให้ความสำคัญกับความทรงจำร่วม ประเพณีการเคารพผู้อาวุโส และเทศกาลประจำปีอันเปี่ยมสีสันอย่างลอยกระทงและสงกรานต์ ความรู้สึกหวานอมขมกลืนที่มักปรากฏในสำนวนไทย เช่น “ความหลังยังฝังใจ” หรือความรู้สึกโหยหา “วันวานยังหวานอยู่” บัดนี้ได้รับการยืนยันเชิงวิทยาศาสตร์แล้วว่า มีมิติที่ลึกซึ้งกว่าเพียงความรู้สึกซาบซึ้งธรรมดา
ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและสุขภาพจิตระดับแนวหน้าของประเทศหลายท่านได้ให้ความเห็นถึงนัยสำคัญของข้อค้นพบนี้ นักจิตวิทยาคลินิกจากสถานพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ได้ให้ทัศนะว่า “สำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย การรวมญาติหรือพบปะสังสรรค์ในหมู่ครอบครัว มักเป็นช่วงเวลาที่ความทรงจำเก่าๆ ย้อนคืนมา งานวิจัยชิ้นนี้ช่วยให้เข้าใจได้ว่า เหตุใดโอกาสเช่นนี้จึงสามารถปลุกทั้งความสุขท่วมท้นและความรู้สึกเศร้าหมองขึ้นมาพร้อมกันได้ นั่นเพราะรสหวานของความทรงจำถูกเจือด้วยความรู้สึกถึงสิ่งที่ขาดหายไปมากขึ้นตามกาลเวลา”
ในมิติทางการศึกษา ผลการค้นพบนี้อาจมีนัยสำคัญต่อแนวทางการจัดการเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และความทรงจำในหลักสูตรการเรียนการสอนของไทย ทั้งสำหรับนักการศึกษา ผู้นำทางวัฒนธรรม และผู้กำหนดนโยบาย บุคลากรทางการศึกษาผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศท่านหนึ่ง ได้ชี้ให้เห็นว่า “การทำความเข้าใจพลวัตทางอารมณ์อันซับซ้อนของภาวะโหยหาอดีต จะช่วยให้ผู้สอนสามารถโอบรับและทำความเข้าใจความรู้สึกทั้งสุขและเศร้าของนักเรียนเมื่อต้องเรียนรู้เรื่องราวในอดีตได้ ไม่ว่าจะเป็นความทรงจำส่วนบุคคล หรือเหตุการณ์สำคัญระดับชาติ”
ในแง่วัฒนธรรม งานวิจัยนี้อาจให้คำอธิบายว่า เหตุใดคนไทยจึงมักมีส่วนร่วมในพิธีกรรมที่ผสานการรำลึกถึงอดีตเข้ากับการปล่อยวาง ตัวอย่างเช่น พิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพชน หรือประเพณีลอยกระทง ซึ่งล้วนเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงความกตัญญูควบคู่ไปกับการยอมรับความสูญเสียอย่างนุ่มนวล
สำหรับทิศทางในอนาคต คณะผู้วิจัยได้ให้ข้อสังเกตว่า ข้อสรุปที่ได้นั้นอ้างอิงจากความทรงจำที่ผู้เข้าร่วมรายงานด้วยตนเอง ซึ่งอาจมีโอกาสเกิดความคลาดเคลื่อนได้ นับเป็นข้อจำกัดที่พบได้บ่อยในการศึกษาเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ การศึกษาวิจัยในอนาคตที่ใช้วิธีการบันทึกข้อมูลรายวัน หรือการติดตามอารมณ์แบบทันทีทันใด (real-time) อาจช่วยให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่ครบถ้วนยิ่งขึ้น รวมถึงการศึกษาระยะยาวที่เจาะจงไปยังช่วงเวลาสำคัญในชีวิตของคนไทย เช่น พิธีอุปสมบท งานมงคลสมรส หรือพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ก็อาจให้ภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
สำหรับผู้อ่านชาวไทยทุกท่าน ผลการศึกษาเหล่านี้นำเสนอแง่คิดที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ประการแรก คือการตระหนักรู้ว่า ความรู้สึกหวานอมขมกลืนที่เพิ่มขึ้นต่อความสุขในอดีตนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ และเป็นผลดีต่อสุขภาพใจ เมื่อความรู้สึกโหยหาอดีตเริ่มทำให้ใจเจ็บปวด นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนให้เราหันกลับไปสานสัมพันธ์กับบุคคลอันเป็นที่รัก หรือหันมาดื่มด่ำกับช่วงเวลาปัจจุบันให้เต็มที่ยิ่งขึ้น ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำให้ผสมผสานการหวนรำลึกถึงอดีตเข้ากับการแสดงความขอบคุณอย่างตั้งใจ เช่น การเขียนจดหมายถึงคนในครอบครัว หรือการกลับไปเยือนสถานที่แห่งความทรงจำ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความอาลัยอาวรณ์และความรู้สึกขอบคุณ
หากวันใดที่คุณหวนนึกถึงวันวัยเด็กอันแสนสุข รสชาติของชัยชนะครั้งแรกในสนามกีฬา หรือแสงนวลตาของโคมไฟในคืนเทศกาล ขอให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ความทรงจำเหล่านั้นจะนำพาทั้งประกายแห่งความสุขและเงาของความสูญเสียมาพร้อมกัน เฉกเช่นที่คติธรรมในวัฒนธรรมไทยมักสอนเราว่า กาลเวลาย่อมนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงและความเข้าใจชีวิตที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การโอบรับความรู้สึกโหยหาอดีตในทุกมิติ ทั้งความหวานชื่น ความเศร้าซึม และความรู้สึกขอบคุณ จะช่วยให้เราสามารถให้เกียรติอดีต ในขณะเดียวกันก็ดำเนินชีวิตในปัจจุบันได้อย่างมีสติและเปี่ยมความหมาย
แหล่งข้อมูล: PsyPost