ช่วงหลังมานี้ งานวิจัยและผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเริ่มออกมาเตือนว่า แม้ว่า “พลังใจ” หรือความเข้มแข็งในการก้าวข้ามอุปสรรคจะเป็นเรื่องน่าชื่นชม แต่ก็มีอีกด้านที่เรียกว่า “พลังใจเป็นพิษ” (toxic resilience) ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อความมุ่งมั่นตั้งใจฝ่าฟันอุปสรรคกลับกลายเป็นผลเสีย ทำให้เหนื่อยล้าและหมดไฟอย่างหนัก ในสังคมไทยที่เชิดชูความเพียรพยายามและความสามารถในการปรับตัว การทำความเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างพลังใจที่ดีกับพลังใจที่เป็นพิษจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องแบกรับภาระมากมาย ทั้งเรื่องงาน การเรียน และครอบครัว

สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (American Psychological Association) ให้นิยาม “พลังใจ” ไว้ว่า คือ “กระบวนการและผลลัพธ์ของการปรับตัวเพื่อรับมือกับประสบการณ์ชีวิตที่ยากลำบากหรือท้าทายได้เป็นอย่างดี โดยอาศัยความยืดหยุ่นทางความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม รวมถึงการปรับตัวต่อแรงกระทบทั้งจากภายนอกและภายใน” พูดง่ายๆ ก็คือ การล้มแล้วลุกขึ้นสู้ใหม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการกลับมาตั้งหลักได้หลังตกงาน การจัดการกับความเครียดในครอบครัว หรือการกลับมาทำผลการเรียนได้ดีขึ้นหลังสอบตก ในวัฒนธรรมไทย ความสามารถเช่นนี้มักเชื่อมโยงกับ “ขันติ” หรือความอดทนอดกลั้น ซึ่งยิ่งตอกย้ำคุณค่าของความเพียรพยายาม

อย่างไรก็ดี บทความชิ้นหนึ่งใน HuffPost ซึ่งรวบรวมมุมมองจากนักจิตวิทยาและนักวิจัยด้านความเครียดจากหลายประเทศ ชี้ให้เห็นว่าพลังใจอาจกลายเป็นพิษได้ เมื่อคนเราฝืนตัวเองให้ “กัดฟันสู้และลุกขึ้นใหม่ทั้งที่ไม่ควร” จนนำไปสู่ความเครียดสะสม ความเหนื่อยล้า และสภาวะที่ร่างกายและจิตใจพังทลาย

นักวิจัยด้านความเครียดจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ชี้ว่า ภาวะพลังใจเป็นพิษมักเกิดขึ้นเมื่อคนเราเพิกเฉยต่อความต้องการที่จะพักผ่อนหรือขอความช่วยเหลือ แต่กลับ “เคี่ยวเข็ญตัวเอง” ให้ทำมากขึ้น เป็นให้ได้มากขึ้น พร้อมกับซุกซ่อนความทุกข์ที่ทับถมอยู่ภายใต้เปลือกนอกอันแข็งแกร่ง ปัจจัยกระตุ้นสำคัญคือ “วัฒนธรรมการทำงานหนัก” (hustle culture) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้บ่อยในแวดวงการทำงานและสถานศึกษาในเมืองใหญ่ของไทยที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ที่ซึ่งการทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำและการ “ฝืนสู้” มักจะได้รับคำชื่นชม ผู้อำนวยการคลินิกของศูนย์สุขภาพแห่งหนึ่งในโทรอนโต ให้ทัศนะว่า “หลายคนใช้พลังใจเป็นเครื่องมือบีบคั้นให้ตัวเองมีแรงฮึดสู้ ทำมากขึ้น เป็นให้ได้มากขึ้น… จนมันเริ่มกลายเป็นการเสแสร้งมากกว่าการเติบโตจากข้างในจริงๆ”

นักบำบัดร่างกายและจิตใจ (Somatic therapists) ชี้ว่า ในสังคมยุคนี้ ความสมบูรณ์แบบและการทำอะไรเกินตัวมักจะได้รับคำยกย่อง นักบำบัดและโค้ชจากรัฐเท็กซัส อธิบายว่า “คุณจะถูกมองว่าประสบความสำเร็จมากขึ้น—อาจจะถึงขั้นมีคุณค่ามากขึ้นด้วยซ้ำ—ถ้าคุณทำได้มากขึ้น และฉันคิดว่านั่นแหละคือสาเหตุสำคัญของภาวะหมดไฟอย่างรุนแรง” แทนที่จะหยุดพักหรือยอมรับว่ากำลังหมดไฟ หลายคนกลับเชื่อว่า “ถ้าฉันสู้ต่อไป ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง” แต่การผลักดันตัวเองจนเกิน “กรอบความทนทาน” (window of tolerance) หรือจุดที่ร่างกายและจิตใจจะรับมือกับความเครียดไม่ไหว ท้ายที่สุดอาจทำให้เราไม่รับรู้ถึงความต้องการของตัวเอง ซึ่งเป็นอันตรายทั้งต่อร่างกายและจิตใจ

แม้ว่าการผลักดันตัวเองอย่างไม่หยุดยั้งนี้อาจดูเหมือนให้ผลตอบแทนที่ดี เช่น การได้เลื่อนตำแหน่ง คะแนนสอบที่ดี หรือคำชมจากหัวหน้า แต่ราคาที่ต้องจ่ายอาจสูงกว่าสิ่งที่ได้รับมากนัก นักบำบัดท่านเดิมเตือนว่า “นั่นไม่ใช่วิธีที่ยุติธรรมกับร่างกายและจิตใจของคุณเลย” การทำงานหนักเกินไปอาจส่งผลเสียร้ายแรง โดยเฉพาะกับคนที่มีประสบการณ์เลวร้ายในอดีต ซึ่งอาจมีแนวโน้มที่จะโหมงานหนักเพื่อเป็นกลไกป้องกันตัวเอง

พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้พบเห็นเฉพาะในโลกตะวันตก ในประเทศไทย ค่านิยมเรื่องความอดทนต่อความยากลำบาก การรักษาหน้า และการมุ่งมั่นพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง บางครั้งกลับทำให้คนไม่กล้าขอความช่วยเหลือ หรือไม่ยอมรับว่าตัวเองกำลังจะไปต่อไม่ไหว ผู้ให้คำปรึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำและคลินิกเอกชนหลายแห่งในไทย มักพบว่ามีนักศึกษาและคนทำงานจำนวนไม่น้อยที่ยังคงฝืนตัวเองเกินกำลัง เพราะกลัวจะถูกมองว่า “อ่อนแอ” หรือทำให้ครอบครัวผิดหวัง

บทความยังชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญที่มักเป็นที่ถกเถียงกันเกี่ยวกับพลังใจ นั่นคือ การทนอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เป็นธรรมหรือเป็นอันตรายไม่ใช่พลังใจที่แท้จริง แต่เป็นเพียงปฏิกิริยาตอบสนองต่อบาดแผลทางใจ (trauma response) นักบำบัดท่านหนึ่งเปรียบเทียบพลังใจที่ดีกับการออกกำลังกายในยิม กล่าวคือ ความเครียดและความรู้สึกไม่สบายตัวอาจเป็นสัญญาณของการเติบโต แต่ร่างกายและจิตใจก็มีขีดจำกัดในการรับมือ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพแห่งหนึ่ง ตั้งข้อสังเกตว่า “คุณต้องลองถามใจตัวเองดูว่า คุณจำเป็นต้องทนความรู้สึกไม่สบายกายไม่สบายใจเหล่านั้นเพื่อเติบโตในแบบที่คุณต้องการจริงๆ หรือเปล่า และถ้าไม่จำเป็น แล้วคุณกำลังอดทนสู้กับอะไรอยู่กันแน่?”

ในบริบทของสังคมการทำงานและการศึกษาของไทย ซึ่ง “ความเกรงใจ” (การแคร์ความรู้สึกของผู้อื่นและไม่อยากรบกวน) อาจยิ่งทำให้คนไม่อยากหยุดพักหรือแสดงความเห็น มุมมองนี้ยิ่งมีความสำคัญ การยอมทนทำงานหนักเกินไปหรืออยู่ในสภาวะที่เป็นพิษไม่ใช่พลังใจ แต่เป็นภาระที่บั่นทอนและอาจส่งผลเสียระยะยาวต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต

การมุ่งสู่สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า “พลังใจที่เกิดจากความตระหนักรู้ในตนเอง” (embodied resilience) หมายถึงการรับฟังความต้องการของร่างกายและอารมณ์ของตัวเอง ไม่ใช่การพยายามทำตามมาตรฐานหรือนิยามความเข้มแข็งที่คนอื่นกำหนด แต่เป็นการถามตัวเองว่า “ร่างกายของเราต้องการอะไร? และเราจะดูแลมันอย่างไรเพื่อให้ก้าวต่อไปได้?” นักบำบัดท่านหนึ่งเน้นย้ำว่า “ความแตกต่างระหว่างคนที่ถูกมองว่า ‘โอ้โห แข็งแกร่งจัง ทำงานหนักมาก’ กับ ‘แข็งแกร่งจังเลย ดูแลตัวเองดีมาก’ นั้น มันเหมือนจุดเริ่มต้นกับปลายทางคนละเส้นทางเลยนะ โดยผลลัพธ์ปลายทางคือสุขภาวะที่ดีของคุณเอง”

สำหรับคนไทยที่ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากชีวิตในเมืองใหญ่ การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นบนโซเชียลมีเดีย และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ บทเรียนสำคัญก็คือ พลังใจไม่ใช่ “การก้มหน้ายอมรับชะตากรรม” แต่คือการหันมาใส่ใจความต้องการของตัวเอง ทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม รวมถึงการกล้าปฏิเสธที่จะยอมรับความเครียดสะสมหรือข้อเรียกร้องที่ไม่สมเหตุสมผลว่าเป็นเรื่องปกติที่ต้องเจอในชีวิต เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนที่ทำงานในตำแหน่งที่เต็มไปด้วยความกดดัน อยู่ในแวดวงการศึกษาที่มีการแข่งขันสูง หรือเป็นผู้ที่ต้องดูแลคนอื่น ซึ่งเส้นแบ่งระหว่างความทะเยอทะยานที่ดีกับการทุ่มเทจนเกินพอดีจนเป็นอันตรายนั้นอาจจะเลือนลางมาก

คำแนะนำง่ายๆ ในการสังเกตภาวะพลังใจเป็นพิษ ได้แก่ การหมั่นประเมินระดับความเครียดของตัวเอง สังเกตสัญญาณเตือนของภาวะหมดไฟ (เช่น เหนื่อยล้าเรื้อรัง หงุดหงิดง่าย หรือเริ่มแยกตัวออกจากสังคม) และลองตั้งคำถามกับความเชื่อที่ว่าการทำงานหนักคือความสำเร็จ ในสังคมไทยที่การสนับสนุนจากครอบครัวและคนรอบข้างเป็นเรื่องสำคัญ การพึ่งพาคนใกล้ชิดเหล่านี้ รวมถึงการขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเมื่อจำเป็น สามารถช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นได้มาก การปรับตัว เช่น การต่อรองเพื่อสร้างสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวกับการทำงาน การกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนกับหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน/เพื่อนร่วมชั้น และการให้ความสำคัญกับการพักผ่อนและการดูแลตัวเอง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณของความเข้มแข็ง ไม่ใช่ความอ่อนแอ

ท้ายที่สุดแล้ว ความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับพลังใจเป็นพิษนี้ ชี้ให้เห็นแนวทางสู่การเติบโตที่ดีต่อสุขภาพยิ่งขึ้น ซึ่งคุณสมบัติอันน่ายกย่องของคนไทยอย่างความเพียรพยายามและความอดทน จะถูกนำมาปรับใช้ให้สมดุลด้วยความเห็นอกเห็นใจตัวเองและการยอมรับในข้อจำกัดของความเป็นมนุษย์ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การส่งเสริม “พลังใจที่เกิดจากความตระหนักรู้ในตนเอง” จะช่วยให้ทั้งปัจเจกบุคคลและสังคมไทยโดยรวม สามารถเติบโตและมีสุขภาวะที่ดีได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องแลกมาด้วยสุขภาพจิตหรือคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่

สำหรับใครที่รู้สึกว่ากำลังแบกรับภาระหนักเกินไป ปัจจุบันมีแหล่งข้อมูลและความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตในประเทศไทยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสายด่วนสุขภาพจิต บริการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ สิ่งสำคัญที่สุดคือการยอมรับว่าการหยุดพัก การกำหนดขอบเขต และการกล้าเปิดเผยความเปราะบางของตัวเองนั้น มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าความมุ่งมั่นพยายามในการดำเนินชีวิต

หากสนใจอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับพลังใจและผลกระทบ สามารถเข้าไปดูบทความต้นฉบับได้ที่ HuffPost รวมถึงงานวิจัยจาก สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน และข้อมูลจากองค์กรสุขภาพจิตในประเทศ เช่น กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข