ในประเทศไทย กระแสกินอาหารโปรตีนสูงกำลังมาแรง ส่วนหนึ่งก็มาจากเทรนด์บนโซเชียลมีเดียและความใส่ใจสุขภาพที่เพิ่มขึ้น แต่ภายใต้กระแสนี้ มีเรื่องน่าห่วงซ่อนอยู่ คือในขณะที่คนวัยทำงานสุขภาพดีและกลุ่มคนรุ่นใหม่สายออกกำลังกายส่วนใหญ่ได้รับโปรตีนกันอย่างเพียงพอ กลุ่มผู้สูงอายุ โดยเฉพาะวัย 65 ปีขึ้นไป กลับอาจได้รับโปรตีนไม่พอต่อการมีสุขภาพดีและอายุที่ยืนยาว งานวิจัยจากหลายประเทศและความเห็นของผู้เชี่ยวชาญระยะหลังๆ ชี้ตรงกันว่า การกินโปรตีนสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงวัยในการรักษามวลกล้ามเนื้อ ความแข็งแรงของกระดูก และความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวัน แต่คนกลุ่มนี้มักจะถูกมองข้ามเมื่อมีการพูดถึงเรื่องโปรตีนในภาพรวม ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในวัยสูงอายุ ทั้งในไทยและทั่วเอเชีย
ในขณะที่แพลตฟอร์มอย่าง TikTok และ Instagram อัดแน่นไปด้วย “เคล็ดลับอาหารโปรตีนสูง” และเหล่าอินฟลูเอนเซอร์สายฟิตเนสต่างโหมโฆษณาข้อดีของผงโปรตีน ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จริงๆ กลับมีความซับซ้อนกว่านั้น จากข้อมูลผู้เชี่ยวชาญที่อ้างอิงในบทความของ San Francisco Chronicle เมื่อไม่นานมานี้ คนวัยทำงานส่วนใหญ่ในประเทศพัฒนาแล้ว มักได้รับโปรตีนตามหรือมากกว่าคำแนะนำในปัจจุบันอยู่แล้ว แต่ผู้สูงอายุมักมีปัญหาในการกินโปรตีนให้เพียงพอ เพราะความอยากอาหารลดลง ปัญหาเรื่องฟัน ความเจ็บป่วย หรือการเข้าถึงอาหารที่หลากหลายมีน้อยลง ปัจจัยเหล่านี้พบได้เช่นกันในกลุ่มผู้สูงอายุชาวไทย โดยเฉพาะคนที่อยู่คนเดียวหรือในสถานดูแลผู้สูงอายุ
โปรตีนเป็นสารอาหารหลักที่สำคัญ ไม่ใช่แค่จำเป็นสำหรับการสร้างกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของหลายคนที่เข้ายิมเท่านั้น แต่ยังสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน การผลิตฮอร์โมน และการซ่อมแซมเนื้อเยื่อทุกส่วนของร่างกาย รวมถึงอวัยวะสำคัญและผิวหนังด้วย สำหรับผู้สูงอายุ โปรตีนยิ่งมีความสำคัญในการต่อสู้กับภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยลงตามวัย (sarcopenia) และลดความเสี่ยงต่อการหกล้ม กระดูกหัก และภาวะเปราะบาง (Business Insider, MSN News) การได้รับโปรตีนไม่เพียงพออาจทำให้ดูแลตัวเองได้น้อยลง และต้องการการดูแลสุขภาพมากขึ้น ซึ่งสร้างภาระทั้งต่อครอบครัวและระบบสาธารณสุข
แม้โปรตีนจะสำคัญ แต่คำแนะนำการบริโภคอย่างเป็นทางการก็ยังเป็นที่ถกเถียงกัน แนวทางสากลปัจจุบัน หรือที่เรียกว่าปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน (RDA) กำหนดไว้ที่ 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ซึ่งสำหรับผู้สูงอายุจำนวนมาก ปริมาณนี้อาจจะน้อยเกินไป งานทบทวนวรรณกรรมชิ้นสำคัญในเกาหลี และคำแนะนำจากสมาคมเวชศาสตร์ผู้สูงอายุหลายแห่ง แนะนำให้ผู้ที่อายุมากกว่า 65 ปี กินโปรตีนอย่างน้อย 1.0–1.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน เพื่อช่วยรักษาสุขภาพกล้ามเนื้อและกระดูก ซึ่งก็สอดคล้องกับงานวิจัยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ScienceDirect) พูดง่ายๆ คือ ผู้สูงอายุชาวไทยวัยเกษียณที่หนัก 60 กิโลกรัม ควรกินโปรตีน 60–72 กรัมต่อวัน ซึ่งมากกว่าแค่ข้าวสวยหนึ่งถ้วยกับหมูหรือเต้าหู้ชิ้นเล็กๆ
การสำรวจข้อมูลโภชนาการขนาดใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้านก็ชี้ให้เห็นสัญญาณอันตราย งานศึกษาชิ้นสำคัญในจีนพบว่า ปริมาณโปรตีนโดยเฉลี่ยที่ผู้สูงอายุชาย (62.8 กรัม/วัน) และหญิง (53.9 กรัม/วัน) ได้รับนั้น ต่ำกว่าคำแนะนำในประเทศอยู่แล้ว โดยเกือบครึ่งหนึ่งของผู้สูงอายุยังกินโปรตีนไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำนี้ด้วยซ้ำ (PMC8622550) ปัจจัยอย่างความอยากอาหารลดลง รายได้น้อยลง และธรรมเนียมการกินอาหารเย็นแบบเบาๆ (เช่น กินแค่ข้าวต้มกับกับข้าวเล็กน้อย หรือบางทีก็แค่ขนมปังกับเครื่องดื่มอุ่นๆ) ล้วนทำให้ผู้สูงอายุกินโปรตีนน้อยเกินไปเป็นประจำ ซึ่งเป็นรูปแบบที่น่าจะคล้ายกับหลายครัวเรือนในไทย ตามข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและบุคลากรทางการแพทย์ (Food Focus Thailand)
แหล่งที่มาและคุณภาพของโปรตีนก็สำคัญไม่แพ้กัน แม้โปรตีนจากสัตว์ เช่น ปลา ไก่ ไข่ และนม จะมีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วนและช่วยสร้างกล้ามเนื้อได้ดี แต่โปรตีนจากพืช เช่น ถั่วต่างๆ ถั่วเลนทิล เต้าหู้ และธัญพืชไม่ขัดสี ก็ยังสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับคนไทยที่กินอาหารเน้นพืชเป็นหลักด้วยเหตุผลทางวัฒนธรรมหรือเศรษฐกิจ กระแสการกินอาหารจากพืชทั่วโลกก็เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุไทย แต่การจะได้รับโปรตีนให้พอจากพืชอย่างเดียว จำเป็นต้องวางแผนและกินอาหารให้หลากหลาย เพราะคุณภาพโปรตีนและการย่อยแตกต่างกัน (PMC8622550)
บ่อยครั้งที่การพูดถึงเรื่องการกินโปรตีนมักจะเน้นไปที่คนอายุน้อย การออกกำลังกาย และการลดน้ำหนัก จนมองข้ามความต้องการเฉพาะของผู้สูงอายุไป อย่างที่นักโภชนาการชาวอเมริกันท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า “กลุ่มคนที่เข้ายิมสร้างกล้ามเนื้ออาจจะไม่ต้องการโปรตีนเพิ่ม แต่ผู้สูงอายุวัย 70 ปีที่ร่างกายอ่อนแอต่างหากที่ต้องการ” สมาคมโภชนาการในเอเชียและภูมิภาคอื่นๆ กำลังผลักดันให้มีการสื่อสารที่ตรงเป้าและมีโครงการอาหารที่ใส่ใจความต้องการของผู้สูงวัย ซึ่งเป็นแนวทางที่กระทรวงสาธารณสุขและผู้นำชุมชนในไทยควรนำมาพิจารณา
อาหารไทยดั้งเดิมที่อุดมไปด้วยถั่วและปลา ถือเป็นพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่ดีสำหรับการกินโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพ เมนูยอดฮิตอย่างต้มยำกุ้ง ข้าวคลุกกะปิ และแกงต่างๆ ที่ใส่เต้าหู้หรือไข่ ก็สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มโปรตีนได้โดยไม่ต้องกินเนื้อแดงมากไป แต่การย้ายถิ่นจากชนบทเข้าเมืองและการเปลี่ยนโครงสร้างครอบครัว ทำให้ผู้สูงอายุไทยจำนวนไม่น้อยต้องอยู่คนเดียว หรือไม่ได้กินข้าวพร้อมหน้ากับครอบครัวเป็นประจำ มาตรการที่ตรงจุด เช่น โครงการสนับสนุนอาหารโปรตีนสูงราคาประหยัด การให้ความรู้ด้านโภชนาการ และบริการส่งอาหาร จึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน (Food Focus Thailand) เจ้าหน้าที่สาธารณสุขชุมชนและอาสาสมัครในพื้นที่ก็มีบทบาทสำคัญในการค้นหาและช่วยเหลือผู้สูงอายุที่เสี่ยงขาดโปรตีน
เมื่อมองไปข้างหน้า ผลกระทบที่อาจตามมานั้นน่ากังวลมาก คาดว่าสังคมไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว จะมีประชากรอายุเกิน 60 ปี เกือบ 20% ภายในปี 2573 หากไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการให้ความรู้ การเพิ่มขึ้นของภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย การหกล้ม ภาวะเปราะบาง และโรคเรื้อรังที่เกี่ยวข้อง อาจสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อครอบครัว ชุมชน และระบบสาธารณสุขไทย (PMC8622550) ขณะเดียวกัน การหันไปกินอาหารแบบตะวันตกที่มีไขมันอิ่มตัวและอาหารแปรรูปมากขึ้น ก็อาจทำให้ความพยายามที่จะให้ผู้สูงอายุได้รับโปรตีนที่เพียงพอและดีต่อสุขภาพนั้นซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก
สิ่งที่ผู้อ่านชาวไทยทำได้คือ: หากในบ้านมีผู้สูงอายุ ควรพูดคุยเรื่องความต้องการโปรตีนกันในระหว่างมื้ออาหาร สนับสนุนให้ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่เคลื่อนไหวน้อย เบื่ออาหาร หรือมีข้อจำกัดเรื่องอาหาร ให้กินโปรตีนทุกมื้อ ไม่ว่าจะเป็นปลาย่าง ไข่ เต้าหู้ หรือถั่วต่างๆ สำหรับคนที่กินโปรตีนจากอาหารปกติได้ไม่เพียงพอ เครื่องดื่มหรือผงโปรตีนเสริมอาจเป็นตัวช่วยที่ดี แต่ควรเลือกภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือนักโภชนาการ เพื่อเลี่ยงปัญหาไตทำงานหนักหรือได้รับแคลอรี่มากเกินไป กลุ่มชุมชนและผู้ดูแลควรช่วยกันวางแผนเมนูอาหารโปรตีนสูงในสถานดูแลผู้สูงอายุและตามวัดต่างๆ ส่วนผู้กำหนดนโยบายก็ควรส่งเสริมโครงการที่ทำให้ผู้สูงวัยเข้าถึงโปรตีนคุณภาพดีได้ในราคาที่เหมาะสมและสะดวก
ในขณะที่เรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพและโภชนาการยังคงมีการพูดถึงและพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญคือต้องให้ความสำคัญกับความต้องการเฉพาะของผู้สูงอายุเป็นอันดับแรก ก้าวข้ามเทรนด์การออกกำลังกายที่กำลังฮิต ไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่อิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้สูงอายุชาวไทย